ส่วนลด EV 4.0: รัฐจะอุ้มจักรยานไฟฟ้าในปี 2569 หรือไม่?
- ประเด็นสำคัญที่ควรรู้
- ภาพรวมนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าไทย: จากอดีตถึงปัจจุบัน
- เจาะลึกมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5: เหตุใดจักรยานไฟฟ้าจึงถูกมองข้าม?
- ทิศทางนโยบายปี 2569 กับเป้าหมาย 30@30 EV Hub
- วิเคราะห์ฉากทัศน์: โอกาสของจักรยานไฟฟ้าในมาตรการ EV 4.0
- ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจซื้อจักรยานไฟฟ้า
- สรุปและแนวทางการเลือกซื้อยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคล
กระแสความนิยมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐที่ช่วยให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายขึ้น คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในหมู่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการคือ นโยบายในอนาคตอย่าง ส่วนลด EV 4.0: รัฐจะอุ้มจักรยานไฟฟ้าในปี 2569 หรือไม่? ซึ่งเป็นประเด็นที่ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อและการวางแผนของตลาดพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือ Micromobility
ประเด็นสำคัญที่ควรรู้
- สถานะปัจจุบัน: ณ ไตรมาสแรกของปี 2568 ยังไม่มีการประกาศนโยบาย EV 4.0 อย่างเป็นทางการ และไม่มีมติที่ชัดเจนจากภาครัฐว่าจะมีการให้เงินอุดหนุนหรือส่วนลดภาษีสำหรับจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในปี 2569
- ทิศทางนโยบาย: แนวโน้มหลักของรัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านจากมาตรการ EV 3.5 ไปสู่การส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) ตามเป้าหมาย 30@30 ซึ่งจะให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่เป็นหลัก
- มาตรการที่ผ่านมา: นโยบาย EV 3.0 และ 3.5 ที่บังคับใช้อยู่มุ่งเน้นการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (BEV), รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก โดยไม่ได้ครอบคลุมถึงจักรยานไฟฟ้า
- สิ่งที่ต้องจับตา: ผู้ที่สนใจซื้อจักรยานไฟฟ้าควรติดตามมติของคณะรัฐมนตรีและประกาศจากคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) อย่างใกล้ชิดในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 เพื่อดูว่าอาจมีมาตรการย่อยสำหรับกลุ่ม Micromobility แยกออกมาหรือไม่
ภาพรวมนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าไทย: จากอดีตถึงปัจจุบัน
การเดินทางของนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ นโยบายในช่วงแรกมุ่งเน้นไปที่การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ผลิตเพื่อกระตุ้นการลงทุน แต่ยังไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคได้อย่างแพร่หลายนัก
จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลประกาศใช้มาตรการ EV 3.0 ในปี 2565 ซึ่งเป็นการใช้ยาแรงผ่านกลไก “เงินอุดหนุน” โดยตรงแก่ผู้ซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการลดภาษีสรรพสามิตและอากรนำเข้าอย่างมีนัยสำคัญ ผลลัพธ์คือยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน สร้างความตื่นตัวให้กับทั้งตลาดและผู้บริโภค
ต่อมาได้มีการปรับปรุงและขยายผลเป็นมาตรการ EV 3.5 ซึ่งเริ่มใช้ในปี 2567-2568 โดยยังคงโครงสร้างการสนับสนุนหลักไว้ แต่ปรับเงื่อนไขบางประการเพื่อส่งเสริมการผลิตในประเทศให้มากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวของภาครัฐที่ต้องการเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ซื้อ” มาเป็น “ผู้ผลิต” ยานยนต์ไฟฟ้าป้อนตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ตลอดเส้นทางของมาตรการเหล่านี้ ยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลขนาดเล็กอย่างจักรยานไฟฟ้ายังคงอยู่นอกขอบเขตการสนับสนุนหลัก ซึ่งนำมาสู่คำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตในนโยบายเฟสต่อไป
เจาะลึกมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5: เหตุใดจักรยานไฟฟ้าจึงถูกมองข้าม?
เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดจักรยานไฟฟ้าจึงยังไม่ได้รับการสนับสนุน และเพื่อประเมินโอกาสในอนาคต จำเป็นต้องวิเคราะห์รายละเอียดของมาตรการที่ผ่านมาอย่างละเอียด มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาด EV ของไทย แต่การออกแบบนโยบายนั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจนซึ่งไม่ได้ครอบคลุมยานพาหนะทุกประเภท
สาระสำคัญของมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5
นโยบายทั้งสองเฟสมีเครื่องมือหลักในการส่งเสริมตลาดคล้ายคลึงกัน โดยมุ่งเน้นไปที่การลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคและผู้นำเข้า ประกอบด้วย:
- เงินอุดหนุนโดยตรง (Subsidy): รัฐบาลมอบเงินสนับสนุนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยวงเงินจะแตกต่างกันไปตามประเภทและราคาของรถยนต์ ตัวอย่างเช่น ในมาตรการ EV 3.0 รถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท จะได้รับเงินอุดหนุนสูงสุดถึง 150,000 บาทต่อคัน
- การลดภาษีสรรพสามิต: มีการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศและนำเข้าจาก 8% เหลือเพียง 2% ซึ่งส่งผลให้ราคาจำหน่ายปลายทางลดลงอย่างมาก
- การลดอากรนำเข้า: สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) ที่นำเข้าจากต่างประเทศ จะได้รับการลดหย่อนอากรนำเข้าสูงสุดถึง 40% โดยมีเงื่อนไขว่าบริษัทผู้นำเข้าจะต้องมีแผนการผลิตชดเชยในประเทศตามอัตราส่วนที่กำหนด
จะเห็นได้ว่ามาตรการทั้งหมดถูกออกแบบมาโดยมี “รถยนต์ไฟฟ้า” เป็นศูนย์กลางอย่างชัดเจน ตามมาด้วย “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ในระดับรองลงมา แต่ไม่มีการระบุถึง “จักรยานไฟฟ้า” หรือ E-Bike ไว้ในกรอบการสนับสนุนนี้เลย
เปรียบเทียบการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ
ตารางด้านล่างนี้สรุปให้เห็นภาพความแตกต่างของมาตรการสนับสนุนภายใต้นโยบาย EV 3.0/3.5 ที่มีต่อยานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภท ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจว่าเหตุใดจักรยานไฟฟ้าจึงยังไม่ได้รับอานิสงส์โดยตรง
| ประเภทมาตรการ | รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) | รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) |
|---|---|---|---|
| เงินอุดหนุนต่อคัน | สูงสุด 150,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและขนาดแบตเตอรี่) | 18,000 บาท (สำหรับรุ่นที่เข้าร่วมโครงการ) | ไม่มี |
| ลดอัตราภาษีสรรพสามิต | จาก 8% เหลือ 2% | 1% | ไม่มี (ไม่อยู่ในพิกัดภาษีสรรพสามิต) |
| ลดอากรนำเข้า (CBU) | ลดหย่อนสูงสุด 40% | ไม่มีมาตรการสนับสนุนโดยตรง | ไม่มี |
จากตารางจะเห็นได้ว่า กรอบนโยบายที่ผ่านมานั้นมุ่งเป้าไปที่การสร้างตลาดให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่ ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ในขณะที่จักรยานไฟฟ้าซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มพาหนะส่วนบุคคลขนาดเล็ก ยังไม่ถูกพิจารณาว่าเป็นเป้าหมายหลักเชิงยุทธศาสตร์ในนโยบายระดับชาตินั่นเอง
ทิศทางนโยบายปี 2569 กับเป้าหมาย 30@30 EV Hub
เมื่อมองไปข้างหน้าถึงปี 2569 และอนาคตของมาตรการ EV 4.0 สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งก็คือ “นโยบาย 30@30” ที่ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle: ZEV) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) และผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) ที่สำคัญของภูมิภาค
การเปลี่ยนผ่านสู่การส่งเสริมการผลิตในประเทศ
ทิศทางนโยบายที่ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คือการลดการพึ่งพาเงินอุดหนุนโดยตรงสำหรับผู้บริโภค และหันไปให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศการผลิตที่ครบวงจรภายในประเทศแทน ซึ่งหมายถึงการส่งเสริมการลงทุนในด้านต่างๆ เช่น:
- โรงงานผลิตแบตเตอรี่: หัวใจสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งรัฐบาลต้องการดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีระดับเซลล์
- ศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D): เพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเป็นของตัวเอง
- เครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Stations): การขยายโครงสร้างพื้นฐานให้ครอบคลุมและเพียงพอต่อความต้องการ
- การผลิตชิ้นส่วนสำคัญอื่นๆ: เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า, ระบบควบคุม และอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์
เป้าหมายหลักของรัฐบาลคือการสร้างไทยให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร (EV Hub) ซึ่งการจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ต้องอาศัยการลงทุนมหาศาลในอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นหลัก มากกว่าการกระจายการสนับสนุนไปยังยานพาหนะทุกประเภท
โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่: สัญญาณที่ชัดเจน
อีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งชี้ทิศทางของนโยบายในอนาคต คือการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป โดยจะใช้เกณฑ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) เป็นตัวกำหนดอัตราภาษีในรูปแบบขั้นบันไดที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งหมายความว่ารถยนต์ที่ปล่อยมลพิษสูงจะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นมาก ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าจะยังคงได้รับประโยชน์จากอัตราภาษีที่ต่ำต่อไป
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่ารัฐบาลกำลังเปลี่ยนเครื่องมือจาก “เงินอุดหนุนระยะสั้น” ไปสู่ “โครงสร้างภาษีระยะยาว” เพื่อจูงใจให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคหันไปสู่ยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน แนวทางนี้จึงมีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับรถยนต์เป็นหลัก และอาจทำให้การขยายฐานเงินอุดหนุนไปยังยานพาหนะประเภทใหม่อย่างจักรยานไฟฟ้ามีความเป็นไปได้น้อยลง
วิเคราะห์ฉากทัศน์: โอกาสของจักรยานไฟฟ้าในมาตรการ EV 4.0
จากข้อมูลและแนวโน้มเชิงนโยบายทั้งหมด สามารถวิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่จักรยานไฟฟ้าจะได้รับการสนับสนุนในปี 2569 ออกเป็น 3 ฉากทัศน์หลัก ดังนี้
ฉากทัศน์ที่ 1: ไม่มีเงินอุดหนุนโดยตรง (มีความเป็นไปได้สูงสุด)
นี่คือสถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดตามข้อมูลที่มีในปัจจุบัน เหตุผลสนับสนุนคือ:
- โฟกัสเชิงยุทธศาสตร์: นโยบาย 30@30 มุ่งเน้นอุตสาหกรรมยานยนต์และแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้งบประมาณและการสนับสนุนมหาศาล
- แนวโน้มการลดเงินอุดหนุน: มาตรการ EV 3.5 ได้ลดวงเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์บางประเภทลงแล้ว และมีแนวโน้มว่ารัฐจะทยอยลดการอุดหนุนโดยตรงในอนาคต การจะเพิ่มหมวดหมู่อย่างจักรยานไฟฟ้าเข้ามาจึงดูจะเป็นทิศทางที่สวนกระแส
- ความซับซ้อนในการกำกับดูแล: ตลาดจักรยานไฟฟ้ามีความหลากหลายสูง ทั้งในด้านราคา คุณภาพ และมาตรฐาน การออกมาตรการอุดหนุนที่รัดกุมและเป็นธรรมอาจมีความซับซ้อนและใช้ทรัพยากรในการบริหารจัดการสูง
ฉากทัศน์ที่ 2: แพ็กเกจส่งเสริม Micromobility เฉพาะกลุ่ม (มีความเป็นไปได้)
แม้จะไม่มีเงินอุดหนุนสำหรับผู้บริโภคทั่วไป แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลอาจออกมาตรการส่งเสริมในรูปแบบอื่นที่แยกออกจากนโยบาย EV หลัก โดยอาจมุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาเฉพาะจุด เช่น:
- มาตรการทางภาษีสำหรับภาคธุรกิจ: เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่จัดซื้อจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าให้พนักงานใช้เดินทาง หรือสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม
- โครงการนำร่องในพื้นที่พิเศษ: เช่น การสนับสนุนการใช้ E-Bike ในเขตเมืองเก่า, อุทยานประวัติศาสตร์ หรือในโครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และลดมลพิษ
- เงินทุนสนับสนุนสำหรับผู้ประกอบการ: อาจมีโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือเงินสนับสนุนสำหรับสตาร์ทอัพที่พัฒนาระบบ Sharing E-Bike
มาตรการในลักษณะนี้จะมีงบประมาณไม่สูงเท่าการอุดหนุนผู้บริโภคโดยตรง และสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวได้ดี
ฉากทัศน์ที่ 3: รวมอยู่ในมาตรการหลัก EV 4.0 (มีความเป็นไปได้น้อย)
ฉากทัศน์นี้คือการที่รัฐบาลตัดสินใจให้เงินอุดหนุนหรือส่วนลดภาษีแก่ผู้ซื้อจักรยานไฟฟ้าโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนคาดหวัง แต่มีความเป็นไปได้น้อยที่สุด เนื่องจากต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์เชิงนโยบายครั้งใหญ่ และต้องมีแรงผลักดันทางการเมืองหรือทางสังคมที่มากพอที่จะทำให้รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับ Micromobility ในระดับเดียวกับอุตสาหกรรมรถยนต์
ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจซื้อจักรยานไฟฟ้า
สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนซื้อจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในช่วงปี 2568-2569 การรอคอยมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่ยังไม่มีความชัดเจนอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด ข้อแนะนำในการตัดสินใจมีดังนี้:
- ประเมินความต้องการปัจจุบัน: หากมีความจำเป็นต้องใช้งานหรือต้องการซื้อเพื่อออกกำลังกายและเดินทางในระยะใกล้ การซื้อตามความพร้อมและความต้องการของตนเองเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
- อย่าตั้งความหวังกับเงินอุดหนุน: ควรวางแผนงบประมาณโดยตั้งอยู่บนฐานของราคาจำหน่ายปัจจุบัน โดยไม่นับรวมส่วนลดจากภาครัฐที่อาจไม่มีอยู่จริง
- ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด: แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดคือประกาศอย่างเป็นทางการจากมติคณะรัฐมนตรี, คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV), กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพลังงาน
- มองหาโปรโมชั่นจากผู้จำหน่าย: ในช่วงที่ไม่มีมาตรการรัฐ ผู้จำหน่ายและแบรนด์ต่างๆ มักจะจัดแคมเปญส่งเสริมการขายของตนเอง เช่น ส่วนลดเงินสด, ของแถม หรือโปรแกรมผ่อนชำระ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์มากกว่า
สรุปและแนวทางการเลือกซื้อยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคล
โดยสรุปแล้ว คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า “ส่วนลด EV 4.0: รัฐจะอุ้มจักรยานไฟฟ้าในปี 2569 หรือไม่?” นั้น จากข้อมูลและทิศทางนโยบายในปัจจุบัน มีแนวโน้มสูงว่า “จะยังไม่มี” การให้เงินอุดหนุนโดยตรงแก่ผู้บริโภคทั่วไปในวงกว้างเหมือนกับที่ทำกับรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากยุทธศาสตร์ชาติมุ่งเน้นไปที่การสร้างฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่ให้สำเร็จตามเป้าหมาย 30@30 เป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม โอกาสยังคงเปิดกว้างสำหรับมาตรการส่งเสริมในรูปแบบอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในลักษณะโครงการเฉพาะกิจหรือแพ็กเกจสำหรับ Micromobility เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว ดังนั้น การตัดสินใจที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภคคือการวางแผนบนพื้นฐานของความเป็นจริงในปัจจุบัน พร้อมกับติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และเลือกซื้อยานพาหนะไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานและงบประมาณของตนเอง
สำหรับผู้ที่มองหาจักรยานไฟฟ้า, สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike คุณภาพ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การเดินทาง สามารถเข้ามาเลือกชมและรับคำปรึกษาได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลที่ครบวงจร
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
LINE: @giantshoppingmall
เว็บไซต์: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: จันทร์ – เสาร์ (9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

