มาตรการ EV 4.0? ส่องส่วนลด E-Bike ที่อาจได้ใช้ปี 2570
- ประเด็นสำคัญที่ควรรู้
- ภาพรวมนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าไทยในปัจจุบัน
- สถานะนโยบาย EV ปัจจุบันของไทย: จาก EV 3.0 สู่ EV 3.5
- “EV 4.0” คืออะไร? ทำความเข้าใจคำศัพท์และบริบทที่แท้จริง
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในภูมิทัศน์นโยบายปัจจุบัน
- วิเคราะห์แนวโน้ม: ส่วนลด E-Bike จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ในปี 2570?
- นโยบาย Local Content และผลกระทบต่อตลาด E-Bike
- คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจซื้อ E-Bike
- บทสรุปและแนวทางในอนาคต
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยมีนโยบายภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ท่ามกลางการพูดถึงมาตรการสนับสนุนต่างๆ คำว่า “มาตรการ EV 4.0” ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าอาจมีการขยายขอบเขตการสนับสนุนไปยังยานพาหนะขนาดเล็กอย่างจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในช่วงปี 2570 บทความนี้จะวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตอย่างละเอียด เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ประเด็นสำคัญที่ควรรู้
- “EV 4.0” ยังไม่ใช่ชื่อมาตรการที่เป็นทางการ: ณ ปัจจุบัน คำนี้เป็นเพียงการคาดการณ์ถึงนโยบายชุดถัดไปที่จะเริ่มหลังมาตรการ EV 3.5 สิ้นสุดลงในปี 2570
- นโยบายปัจจุบันมุ่งเน้นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า: มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ให้เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก โดยยังไม่ครอบคลุมจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) โดยตรง
- จักรยานไฟฟ้าอยู่ภายใต้กฎหมายจราจรและความปลอดภัย: ปัจจุบัน E-Bike ถูกกำกับดูแลในมิติของความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นหลัก เช่น การจำกัดความเร็วและกำลังมอเตอร์ มากกว่ามิติด้านการส่งเสริมทางการเงิน
- โอกาสของ E-Bike ในอนาคตขึ้นอยู่กับนโยบายภาพใหญ่: การจะเกิดส่วนลดสำหรับ E-Bike หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมไมโครโมบิลิตี้ (Micromobility) การลดมลพิษในเมือง และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero)
ภาพรวมนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าไทยในปัจจุบัน
แนวคิดเรื่อง มาตรการ EV 4.0? ส่องส่วนลด E-Bike ที่อาจได้ใช้ปี 2570 กำลังเป็นที่จับตามองอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปได้ในอนาคต จำเป็นต้องพิจารณาจากพื้นฐานของนโยบายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันเสียก่อน รัฐบาลไทยได้ผลักดันนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อลดการปล่อยมลพิษและสร้างให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค ซึ่งนโยบายเหล่านี้ได้ถูกแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ เพื่อกระตุ้นตลาดและสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม EV
นโยบายที่ผ่านมาได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อตลาดอย่างเห็นได้ชัด ทำให้จำนวนยานยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำระดับโลกให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศ การทำความเข้าใจโครงสร้างและสาระสำคัญของมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ที่เป็นรากฐานสำคัญ จะช่วยให้สามารถประเมินทิศทางและแนวโน้มของนโยบายในระยะถัดไปได้อย่างมีเหตุผล รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการขยายการสนับสนุนไปยังยานพาหนะประเภทอื่น ๆ เช่น จักรยานไฟฟ้า
สถานะนโยบาย EV ปัจจุบันของไทย: จาก EV 3.0 สู่ EV 3.5
การเดินทางของนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเริ่มต้นอย่างจริงจังด้วยมาตรการ EV 3.0 และต่อเนื่องมาจนถึง EV 3.5 ในปัจจุบัน ซึ่งแต่ละระยะมีเป้าหมายและรายละเอียดที่แตกต่างกันไป เพื่อสร้างแรงส่งให้ตลาดเติบโตอย่างยั่งยืน
มาตรการ EV 3.0: จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
มาตรการ EV 3.0 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในช่วงปี 2565–2568 ถือเป็นระยะแรกที่เน้นการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศเป็นหลัก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความคุ้นเคยและจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น มาตรการสำคัญประกอบด้วยการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต ซึ่งส่งผลให้ราคาจำหน่ายของรถ EV เข้าถึงง่ายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นโยบายนี้ประสบความสำเร็จในการเปิดตลาดและสร้างการรับรู้ในวงกว้าง
มาตรการ EV 3.5: ต่อยอดสู่ฐานการผลิต
สำหรับมาตรการ EV 3.5 (ปี 2567–2570) เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากระยะแรก โดยเปลี่ยนจุดเน้นจากการกระตุ้นตลาดเพียงอย่างเดียว มาสู่การส่งเสริมให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าตามเป้าหมาย 30@30 แม้ยังคงมีมาตรการจูงใจสำหรับผู้ซื้อ เช่น เงินอุดหนุนสูงสุด 100,000 บาทต่อคันสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่) แต่ได้เพิ่มเงื่อนไขที่สำคัญสำหรับผู้ผลิตเข้ามา นั่นคือภาระผูกพันในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้าในอัตราส่วนที่กำหนด ซึ่งจะเพิ่มขึ้นตามลำดับในปีต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขด้านการลงทุน การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และการติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS) เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตในภาพรวม
| หัวข้อ | มาตรการ EV 3.0 (2565–2568) | มาตรการ EV 3.5 (2567–2570) |
|---|---|---|
| กลุ่มเป้าหมายหลัก | รถยนต์ไฟฟ้า (BEV), รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า | รถยนต์ไฟฟ้า (BEV), รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า |
| เป้าหมายหลัก | กระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ สร้างการรับรู้ | ส่งเสริมการผลิตในประเทศ ต่อยอดสู่การเป็นฐานการผลิต |
| เงินอุดหนุน (รถยนต์) | สูงสุด 150,000 บาท/คัน | สูงสุด 100,000 บาท/คัน (ปรับตามเงื่อนไข) |
| เงื่อนไขการผลิตชดเชย | มีเงื่อนไขการผลิต แต่ไม่เข้มงวดเท่าระยะที่สอง | กำหนดอัตราส่วนการผลิตชดเชยต่อการนำเข้าอย่างชัดเจน (เช่น 1:2 หรือ 1:3) |
| เงื่อนไขการลงทุน | ไม่มีข้อกำหนดชัดเจน | กำหนดมูลค่าการลงทุนขั้นต่ำและเงื่อนไขการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ |
“EV 4.0” คืออะไร? ทำความเข้าใจคำศัพท์และบริบทที่แท้จริง
สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ ณ วันที่ 12 มกราคม 2569 คำว่า “EV 4.0” ยังไม่ปรากฏในเอกสารหรือประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) คำดังกล่าวเป็นเพียงชื่อที่สื่อมวลชนและนักวิเคราะห์ใช้เรียกแทน “มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าระยะถัดไป” ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังสิ้นสุดมาตรการ EV 3.5 ในปี 2570 เพื่อให้การสื่อสารเข้าใจง่ายและต่อเนื่อง
เป้าหมาย 30@30: หัวใจสำคัญของนโยบาย EV
บริบทสำคัญที่ทำให้เกิดการคาดการณ์ถึงมาตรการระยะต่อไปคือ “เป้าหมาย 30@30” ของรัฐบาลไทย ซึ่งตั้งเป้าให้การผลิตยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle: ZEV) มีสัดส่วนอย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในประเทศภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นบันไดขั้นแรกและขั้นที่สองในการไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องมีมาตรการชุดต่อไปเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้ไปถึงเป้าหมายสุดท้าย
ทิศทางของมาตรการหลังปี 2570
นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า จุดเน้นของมาตรการหลังปี 2570 อาจเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เน้นการให้เงินอุดหนุนจำนวนมากเพื่อกระตุ้นตลาด ไปสู่การส่งเสริมให้อุตสาหกรรมสามารถยืนได้ด้วยตนเองมากขึ้น โดยอาจมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานในประเทศ (Local Content), การพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วน, การสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้า และการส่งเสริมยานพาหนะรูปแบบใหม่ๆ เช่น ไมโครโมบิลิตี้ ซึ่งรวมถึงจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในภูมิทัศน์นโยบายปัจจุบัน
แม้ว่าเทรนด์การใช้จักรยานไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ในปัจจุบัน E-Bike ยังไม่ถูกนับรวมอยู่ในกลุ่มยานพาหนะที่ได้รับเงินอุดหนุนโดยตรงจากมาตรการ EV 3.0 หรือ EV 3.5 โดยภาครัฐยังคงมุ่งเน้นไปที่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก สถานะของ E-Bike ในปัจจุบันจึงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลด้านกฎหมายจราจรและความปลอดภัยเป็นสำคัญ
กฎหมายและข้อบังคับสำหรับ E-Bike
ตามกฎหมายปัจจุบัน จักรยานที่เข้าข่าย “จักรยานไฟฟ้า” และได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนหรือใช้ใบขับขี่ จะต้องมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขหลักดังนี้:
- กำลังมอเตอร์: ต้องมีกำลังไม่เกิน 250 วัตต์
- ความเร็วสูงสุด: ระบบช่วยส่งกำลังต้องตัดการทำงานเมื่อความเร็วถึง 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ผู้ใช้งาน E-Bike ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวต้องปฏิบัติตามกฎจราจรเช่นเดียวกับผู้ใช้รถจักรยานทั่วไป เช่น ห้ามขับขี่บนทางเท้า (มีโทษปรับ) ต้องขับชิดขอบทางด้านซ้ายหรือใช้ช่องทางจักรยาน และต้องติดตั้งอุปกรณ์ส่องสว่างตามมาตรฐานที่กำหนด นอกจากนี้ ยังมีการเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัย เช่น การสวมหมวกนิรภัย
สถานะด้านเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี
ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีมาตรการให้เงินอุดหนุน หรือการลดหย่อนภาษีเป็นการเฉพาะสำหรับผู้ซื้อ E-Bike เหมือนกับที่มีให้สำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ดังนั้น ผู้ที่ซื้อ E-Bike ในช่วงเวลานี้จะยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางการเงินโดยตรงจากนโยบายส่งเสริม EV ของภาครัฐ
วิเคราะห์แนวโน้ม: ส่วนลด E-Bike จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ในปี 2570?
แม้จะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า E-Bike อาจถูกนำเข้าไปพิจารณาในชุดมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังปี 2570
ปัจจัยสนับสนุนที่อาจผลักดันให้เกิดเงินอุดหนุน
- การส่งเสริมไมโครโมบิลิตี้ (Micromobility): E-Bike ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเดินทางระยะสั้นในเมือง (First/Last Mile) ซึ่งช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ลดปัญหาการจราจร และเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม (Net Zero): การสนับสนุนให้คนหันมาใช้ E-Bike แทนรถยนต์สันดาปในการเดินทางระยะใกล้ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและฝุ่น PM2.5 ได้โดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ
- แนวโน้มของนโยบายในต่างประเทศ: หลายประเทศในยุโรปและอเมริกาได้เริ่มมีมาตรการอุดหนุนการซื้อ E-Bike หรือให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับยานพาหนะสองล้อไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งอาจเป็นต้นแบบให้ประเทศไทยนำมาปรับใช้ได้
หากภาครัฐมองเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนจากการสนับสนุนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในด้านการลดมลพิษและแก้ไขปัญหาจราจร ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะขยายแนวคิดการสนับสนุนมาสู่ยานพาหนะที่เล็กและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งกว่าอย่าง E-Bike ในลำดับต่อไป
ความท้าทายและสิ่งที่ต้องจับตามอง
อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ยังคงเป็นเพียงสมมติฐานเชิงนโยบาย การจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ซึ่งต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่า ผลกระทบในวงกว้าง และความพร้อมของอุตสาหกรรมในประเทศ ดังนั้น ผู้ที่สนใจจึงต้องติดตามการทบทวนแผน 30@30 และประกาศใหม่ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดในช่วงก่อนปี 2570
นโยบาย Local Content และผลกระทบต่อตลาด E-Bike
อีกหนึ่งปัจจัยที่อาจส่งผลต่ออนาคตของ E-Bike คือนโยบายส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ของ BOI ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในมาตรการ EV 3.5 และคาดว่าจะมีความสำคัญยิ่งขึ้นในอนาคต ปัจจุบัน BOI ได้กำหนดสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม
หากในอนาคตรัฐบาลมีนโยบายผลักดันให้ E-Bike เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ก็มีความเป็นไปได้ที่จะใช้ตรรกะเดียวกัน คือการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและการลงทุนแก่ผู้ผลิต E-Bike ที่ใช้แบตเตอรี่หรือชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตในประเทศ ซึ่งแนวทางนี้อาจเป็นการปูทางไปสู่การพิจารณาให้เงินอุดหนุนแก่ผู้บริโภคในลำดับถัดไป เพื่อสร้างอุตสาหกรรม E-Bike ที่ครบวงจรและยั่งยืนในประเทศ
คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจซื้อ E-Bike
สำหรับผู้บริโภคที่กำลังวางแผนซื้อ E-Bike ในช่วงปี 2569-2570 การทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจ
แยกแยะข้อมูล: สิ่งที่แน่นอน vs. สิ่งที่ยังเป็นการคาดการณ์
การแยกแยะระหว่างข้อมูลที่ได้รับการยืนยันแล้วกับกระแสข่าวหรือการคาดการณ์เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อการวางแผนที่ไม่ผิดพลาด
| สถานะข้อมูล | รายละเอียด |
|---|---|
| ข้อมูลที่แน่นอนแล้ว |
|
| สิ่งที่ยังเป็นการคาดการณ์ |
|
ควรติดตามข้อมูลจากแหล่งใด
เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันท่วงที ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐโดยตรง ได้แก่:
- คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV)
- สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
- กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงพลังงาน, และกระทรวงคมนาคม
การตัดสินใจในปัจจุบัน หากมีความจำเป็นต้องใช้งาน E-Bike ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า การพิจารณาซื้อโดยอิงจากความคุ้มค่าและประโยชน์ใช้สอยในปัจจุบันอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการรอคอยส่วนลดที่ยังไม่มีความแน่นอน โดยอาจมองว่าหากมีมาตรการอุดหนุนเกิดขึ้นในอนาคตก็ถือเป็นประโยชน์เพิ่มเติม
บทสรุปและแนวทางในอนาคต
สรุปได้ว่า มาตรการ EV 4.0? ส่องส่วนลด E-Bike ที่อาจได้ใช้ปี 2570 ยังคงเป็นเรื่องของอนาคตที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด “EV 4.0” เป็นเพียงคำที่ใช้คาดการณ์ถึงนโยบายชุดถัดไป ไม่ใช่ชื่อมาตรการที่เป็นทางการในปัจจุบัน นโยบาย EV 3.5 ที่บังคับใช้จนถึงปี 2570 ยังคงมุ่งเน้นการสนับสนุนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก และยังไม่ครอบคลุมถึงจักรยานไฟฟ้าโดยตรง
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการส่งเสริมไมโครโมบิลิตี้และเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ E-Bike จะถูกนำมาพิจารณาในนโยบายระยะต่อไป ผู้ที่สนใจควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอเพื่อประกอบการตัดสินใจ
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike คุณภาพสูง ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่และการเดินทางที่ประหยัดพลังงาน สามารถเข้ามาเลือกชมและทดลองขับขี่ได้ที่ GIANT Shopping Mall ซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทให้เลือกสรร พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ
สามารถติดต่อ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่:
- FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
- LINE: https://line.me/R/ti/p/%40705dancc
- เว็บไซต์: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
- เวลาทำการ: จันทร์ – เสาร์ (9.00 – 18.00 น.)
- เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
- ที่ตั้ง: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000

