รัฐบาลหนุน EV! มาตรการภาษีใหม่เพื่อคนใช้ E-Bike
รัฐบาลได้ออกมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการประกาศใช้รัฐบาลหนุน EV! มาตรการภาษีใหม่เพื่อคนใช้ E-Bike เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดในภาคการขนส่ง นโยบายเหล่านี้ครอบคลุมทั้งการลดหย่อนภาษี การให้เงินอุดหนุน และการกำหนดเงื่อนไขเพื่อส่งเสริมการผลิตในประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
- รัฐบาลไทยได้ประกาศใช้มาตรการลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าหลายประเภท รวมถึงรถยนต์ รถกระบะ และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
- มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อมอบเงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าและรถกระบะไฟฟ้า โดยมีวงเงินสูงสุดถึง 150,000 บาทต่อคัน ขึ้นอยู่กับขนาดความจุของแบตเตอรี่
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสรรพสามิตในอัตรา 0% ในช่วงปี พ.ศ. 2565-2568
- มาตรการสนับสนุนเหล่านี้มีเงื่อนไขด้านการผลิตในประเทศควบคู่ไปด้วย เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว
- ภาคธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินอุดหนุนที่ได้รับจากภาครัฐ
ภาพรวมนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทยเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) การที่ รัฐบาลหนุน EV! มาตรการภาษีใหม่เพื่อคนใช้ E-Bike และยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำและสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบมาอย่างครอบคลุมเพื่อจูงใจทั้งฝั่งผู้บริโภคให้หันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และฝั่งผู้ผลิตให้เข้ามาลงทุนและตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศในระยะยาว กรอบเวลาของนโยบายส่วนใหญ่ถูกกำหนดไว้จนถึงสิ้นปี พ.ศ. 2568 เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีเวลาในการปรับตัวและวางแผนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เจาะลึกมาตรการด้านภาษีสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า
มาตรการด้านภาษีถือเป็นเครื่องมือหลักที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อทำให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าสามารถแข่งขันกับรถยนต์สันดาปภายในได้ โดยได้มีการปรับลดภาษีในสองส่วนสำคัญ คือ ภาษีนำเข้าสำหรับรถยนต์ที่ผลิตจากต่างประเทศ และภาษีสรรพสามิตซึ่งเป็นภาษีที่เก็บจากการจำหน่ายสินค้าภายในประเทศ
การลดหย่อนภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU)
สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคัน (Completely Built-Up หรือ CBU) รัฐบาลได้ประกาศลดอัตราอากรขาเข้าหรือภาษีนำเข้าลงสูงสุดถึง 40% มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2565 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566 การลดหย่อนภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นตลาดในช่วงเริ่มต้น ทำให้ผู้บริโภคชาวไทยมีโอกาสเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ จากทั่วโลกในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น และเป็นการสร้างความคุ้นเคยกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในวงกว้าง ก่อนที่การผลิตในประเทศจะเริ่มขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ
การปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต
นอกเหนือจากภาษีนำเข้าแล้ว ภาษีสรรพสามิตก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาขายปลีก รัฐบาลได้ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่จัดเก็บในอัตรา 8% ลดลงเหลือเพียง 2% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับรถยนต์ประเภทอื่น ๆ ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับรถกระบะไฟฟ้าซึ่งเป็นยานพาหนะที่สำคัญต่อภาคเศรษฐกิจและการพาณิชย์ของประเทศ ได้รับการลดหย่อนภาษีสรรพสามิตลงเหลือ 0% โดยมาตรการลดหย่อนภาษีสรรพสามิตนี้มีผลบังคับใช้ในระยะยาวกว่า คือมีผลทันทีจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการในการลงทุนและวางแผนการผลิตในระยะยาว
เงินอุดหนุนจากภาครัฐเพื่อกระตุ้นการซื้อ
นอกจากการใช้มาตรการทางภาษีแล้ว รัฐบาลยังได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 2,923.397 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินอุดหนุนมอบให้กับผู้บริโภคที่ซื้อยานยนต์ไฟฟ้าโดยตรง ซึ่งเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างแรงจูงใจที่ชัดเจนในการตัดสินใจซื้อ
เกณฑ์การรับเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์และรถกระบะ
เงินอุดหนุนจะแตกต่างกันไปตามประเภทของรถยนต์และขนาดความจุของแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่มีราคาสูงที่สุดในยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีเกณฑ์การให้เงินอุดหนุนดังนี้:
- รถยนต์ไฟฟ้าที่มีขนาดความจุแบตเตอรี่ 30 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป: จะได้รับเงินอุดหนุนจำนวน 150,000 บาทต่อคัน
- รถกระบะไฟฟ้า: จะได้รับเงินอุดหนุนระหว่าง 70,000 ถึง 150,000 บาทต่อคัน โดยขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและขนาดของแบตเตอรี่
การกำหนดเกณฑ์ตามขนาดแบตเตอรี่นี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและสามารถวิ่งได้ในระยะทางไกลต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งจะช่วยลดความกังวลของผู้ใช้งาน (Range Anxiety) และทำให้การใช้งานในชีวิตประจำวันมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
เงื่อนไขสำคัญ: การส่งเสริมการผลิตในประเทศ
อย่างไรก็ตาม มาตรการเงินอุดหนุนและลดหย่อนภาษีนำเข้ามาพร้อมกับเงื่อนไขสำคัญที่ผูกพันกับผู้ผลิตและผู้นำเข้า เพื่อผลักดันให้เกิดการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศตามเป้าหมาย โดยกำหนดว่า สำหรับการขายรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคัน 1 คัน ผู้ผลิตจะต้องทำการผลิตรถยนต์รุ่นเดียวกันหรือรุ่นเทียบเท่าในประเทศเพื่อชดเชยในอัตราส่วนที่กำหนด:
- ภายในปี พ.ศ. 2566: ต้องผลิตชดเชยในอัตราส่วน 1:1 (นำเข้า 1 คัน ผลิตในประเทศ 1 คัน)
- ภายในปี พ.ศ. 2567: ต้องผลิตชดเชยในอัตราส่วน 1:1.5 (นำเข้า 1 คัน ผลิตในประเทศ 1.5 คัน)
เงื่อนไขนี้ใช้บังคับกับรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาขายปลีกไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดหลักที่รัฐบาลต้องการส่งเสริม กลยุทธ์นี้เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นตลาดในระยะสั้นด้วยรถนำเข้า และการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาวด้วยการผลิตในประเทศ
ข่าวดีสำหรับชาวสองล้อ: มาตรการพิเศษสำหรับ E-Bike และจักรยานยนต์ไฟฟ้า
นโยบายของรัฐบาลไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าสี่ล้อเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับยานพาหนะสองล้อไฟฟ้าอย่างจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นรูปแบบการเดินทางที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศไทย เนื่องจากความคล่องตัวและประหยัดค่าใช้จ่าย
ภาษีสรรพสามิต 0%: ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาเข้าถึงง่าย
สำหรับจักรยานไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า รัฐบาลได้มอบสิทธิประโยชน์สูงสุดด้วยการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตเป็น 0% ซึ่งมีผลบังคับใช้ต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 ไปจนถึงปี พ.ศ. 2568 การยกเว้นภาษีสรรพสามิตนี้ส่งผลโดยตรงทำให้ต้นทุนของผู้ผลิตและผู้นำเข้าลดลง และเมื่อต้นทุนลดลง ราคาขายปลีกสุดท้ายที่ผู้บริโภคต้องจ่ายก็จะถูกลงตามไปด้วย มาตรการนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ากลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและเข้าถึงได้ง่ายสำหรับประชาชนทั่วไป
คุณสมบัติของ E-Bike ที่เข้าเกณฑ์มาตรการ
เพื่อให้แน่ใจว่ายานพาหนะที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพตามมาตรฐาน รัฐบาลได้กำหนดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ที่จะเข้าเกณฑ์มาตรการนี้ไว้ดังนี้:
- ต้องใช้แบตเตอรี่ประเภทลิเธียมไอออน (Lithium-ion) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบตเตอรี่สมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงและปลอดภัย
- แบตเตอรี่ต้องมีความจุอย่างน้อย 3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) หรือ
- ต้องมีระยะทางการวิ่งไม่น้อยกว่า 75 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
การกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับมาตรฐานของตลาด E-Bike ในประเทศไทย ป้องกันไม่ให้มีผลิตภัณฑ์คุณภาพต่ำเข้ามาทำตลาด และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าจะได้รับยานพาหนะที่มีสมรรถนะเพียงพอต่อการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
มาตรการภาษีสรรพสามิต 0% สำหรับ E-Bike และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน คือก้าวสำคัญที่ทำให้การเดินทางด้วยพลังงานสะอาดเป็นจริงได้สำหรับทุกคน และเป็นโอกาสอันดีของผู้บริโภคในการเป็นเจ้าของยานพาหนะไฟฟ้าในราคาที่คุ้มค่าที่สุด
สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับภาคธุรกิจ
นอกจากมาตรการที่มุ่งเป้าไปที่ผู้บริโภคแล้ว รัฐบาลยังได้อนุมัติสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับภาคธุรกิจและห้างหุ้นส่วนที่เข้าร่วมโครงการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า โดยได้มีการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินอุดหนุนที่ได้รับจากภาครัฐภายใต้มาตรการนี้ ซึ่งหมายความว่า เงินอุดหนุนที่บริษัทผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายได้รับจะไม่ถูกนำไปคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษี Điều này giúp giảmภาระภาษีให้กับผู้ประกอบการและทำให้พวกเขาสามารถส่งต่อประโยชน์ไปยังผู้บริโภคได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าของไทยอีกด้วย
ตารางสรุปมาตรการสนับสนุน EV ของรัฐบาล
| ประเภทของยานยนต์ | มาตรการด้านภาษี | เงินอุดหนุน |
|---|---|---|
| รถยนต์ไฟฟ้า (CBU) | ลดภาษีนำเข้าสูงสุด 40% (ถึง 31 ธ.ค. 66) ลดภาษีสรรพสามิตเหลือ 2% (ถึง 31 ธ.ค. 68) |
150,000 บาท (สำหรับแบตเตอรี่ ≥ 30 kWh) |
| รถกระบะไฟฟ้า | ภาษีสรรพสามิต 0% (ถึง 31 ธ.ค. 68) | 70,000 – 150,000 บาท |
| จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) / รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า | ภาษีสรรพสามิต 0% (ถึง 31 ธ.ค. 68) | ไม่มี |
สรุปโอกาสและแนวโน้มในอนาคต
มาตรการที่รัฐบาลนำมาใช้ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างจริงจังในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว สำหรับผู้บริโภค นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับทั้งเงินอุดหนุนและส่วนลดทางภาษี หรือจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ราคาเข้าถึงง่ายขึ้นอย่างมากจากมาตรการภาษีสรรพสามิต 0% การสนับสนุนจากภาครัฐไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อยานพาหนะ แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว และมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike คุณภาพสูงที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการและได้รับประโยชน์จากมาตรการของภาครัฐ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมที่ครบครัน พร้อมให้คำปรึกษาและบริการเพื่อช่วยให้การตัดสินใจเป็นเจ้าของยานพาหนะไฟฟ้าเป็นเรื่องง่ายและคุ้มค่าที่สุด
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
- โทรศัพท์: 061-962-2878
- ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
- เวลาทำการ: วันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
- ช่องทางออนไลน์: FACEBOOK PAGE, LINE, หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์

