เบรกคืนพลังงาน (Regen): เทคโนโลยี E-Bike ที่ต้องรู้
- ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเบรกคืนพลังงาน
- เจาะลึกเทคโนโลยีเบรกคืนพลังงาน (Regen)
- หลักการทำงานเบื้องหลังเบรกคืนพลังงานในจักรยานไฟฟ้า
- เปรียบเทียบระบบเบรกคืนพลังงานและเบรกแบบดั้งเดิม
- ข้อดีของเบรกคืนพลังงานสำหรับผู้ใช้งาน E-Bike
- ข้อจำกัดและสถานการณ์ที่ควรพิจารณา
- อนาคตของเทคโนโลยี Regen ในวงการ E-Bike
- สรุป: เทคโนโลยีที่เปลี่ยนประสบการณ์การขับขี่
ในโลกของยานพาหนะไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและระยะทางกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภค หนึ่งในนวัตกรรมที่น่าจับตามองคือระบบ เบรกคืนพลังงาน (Regen): เทคโนโลยี E-Bike ที่ต้องรู้ ซึ่งกำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดพลังงาน แต่ยังเปลี่ยนแปลงประสบการณ์การขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเบรกคืนพลังงาน
- การกู้คืนพลังงาน: ระบบเบรกคืนพลังงาน (Regenerative Braking) ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานจลน์ที่สูญเสียไปขณะเบรกหรือชะลอความเร็วให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้า และนำกลับไปชาร์จแบตเตอรี่อีกครั้ง
- เพิ่มระยะทางวิ่ง: ด้วยการชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ระหว่างการขับขี่ ทำให้จักรยานไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ไกลขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการเดินทางไกลหรือในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น
- ลดการสึกหรอของระบบเบรก: การใช้มอเตอร์ไฟฟ้าช่วยในการชะลอความเร็ว ช่วยลดภาระและการใช้งานผ้าเบรกแบบดั้งเดิม (ไฮดรอลิกส์หรือเมคานิคัล) ส่งผลให้ชิ้นส่วนเหล่านี้มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นและลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา
- ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับสภาวะการขับขี่: ระบบ Regen จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุดในสถานการณ์ที่ต้องเบรกบ่อยครั้ง เช่น การขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรติดขัด หรือการขี่ลงจากทางลาดชันยาว ๆ
เจาะลึกเทคโนโลยีเบรกคืนพลังงาน (Regen)
ระบบ เบรกคืนพลังงาน (Regen): เทคโนโลยี E-Bike ที่ต้องรู้ คือกระบวนการทางวิศวกรรมที่ออกแบบมาเพื่อกู้คืนพลังงานที่โดยปกติจะสูญเสียไปในรูปแบบของความร้อนระหว่างการเบรกในยานพาหนะทั่วไป แทนที่จะปล่อยให้พลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่ของล้อหายไปโดยเปล่าประโยชน์ ระบบ Regen จะเปลี่ยนมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อน ให้กลายเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) ชั่วขณะ เพื่อจับพลังงานนั้นกลับคืนมาเก็บไว้ในแบตเตอรี่ นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ยานพาหนะไฟฟ้า รวมถึง E-Bike มีความได้เปรียบด้านประสิทธิภาพพลังงานอย่างชัดเจน
เทคโนโลยีเบรกคืนพลังงานไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ทั้งหมด แต่การประยุกต์ใช้ในจักรยานไฟฟ้าสมัยใหม่ได้ยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ E-Bike เป็นมากกว่าแค่จักรยานติดมอเตอร์ แต่เป็นยานพาหนะอัจฉริยะที่จัดการพลังงานได้อย่างคุ้มค่า
ความสำคัญของ Regen ในยุคยานพาหนะไฟฟ้า
ในยุคที่ความยั่งยืนและการประหยัดพลังงานเป็นเรื่องสำคัญ เทคโนโลยี Regen ตอบโจทย์ทั้งสองด้านได้อย่างลงตัว สำหรับผู้ใช้งาน E-Bike ความกังวลหลักมักจะเป็นเรื่องระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (Range Anxiety) ระบบเบรกคืนพลังงานเข้ามาช่วยบรรเทาปัญหานี้โดยตรง ด้วยการเพิ่มพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ทีละเล็กทีละน้อยในทุกครั้งที่ชะลอความเร็ว ทำให้ระยะทางรวมเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยลดการพึ่งพาระบบเบรกแบบเดิม ซึ่งหมายถึงการลดการสร้างฝุ่นละอองจากผ้าเบรก ซึ่งเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่ง
จุดเริ่มต้นและวิวัฒนาการ
แนวคิดของระบบเบรกคืนพลังงานมีมานานแล้ว โดยมีการพัฒนาและจดสิทธิบัตรครั้งแรก ๆ ตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 สำหรับใช้งานในรถรางไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้เริ่มเป็นที่รู้จักและนำมาใช้อย่างแพร่หลายในวงการยานยนต์ในช่วงทศวรรษที่ 1960 กับรถยนต์ไฟฟ้าทดลอง และต่อมาในรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตเชิงพาณิชย์ สำหรับวงการ E-Bike เทคโนโลยี Regen ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงให้เหมาะสมกับขนาดและกำลังของมอเตอร์จักรยานไฟฟ้า ทำให้ระบบมีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา และทำงานผสานกับระบบขับเคลื่อนได้อย่างราบรื่น จากที่เคยเป็นฟีเจอร์ใน E-Bike ระดับไฮเอนด์ ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้เริ่มถูกนำมาใช้ในจักรยานไฟฟ้ารุ่นกลางมากขึ้นเรื่อย ๆ
กลุ่มผู้ใช้งานที่ได้รับประโยชน์สูงสุด
ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีเบรกคืนพลังงานมากที่สุดคือกลุ่มผู้ใช้งานที่ขับขี่ในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงความเร็วบ่อยครั้ง ตัวอย่างเช่น:
- ผู้ขับขี่ในเมือง: การเดินทางในเขตเมืองที่ต้องเผชิญกับการจราจรติดขัด การหยุดตามสัญญาณไฟ และการชะลอความเร็วบ่อยครั้ง เป็นสถานการณ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำงานของระบบ Regen ทุกครั้งที่เบรก พลังงานจะถูกเก็บกลับคืน ทำให้สามารถชดเชยพลังงานที่ใช้ไปกับการเร่งเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ผู้ที่อาศัยในพื้นที่เนินเขา: การขับขี่ลงจากทางลาดชันเป็นโอกาสทองในการกู้คืนพลังงานจำนวนมาก แทนที่จะใช้เบรกเพื่อควบคุมความเร็วเพียงอย่างเดียว ระบบ Regen จะทำหน้าที่หน่วงความเร็วของล้อพร้อมกับชาร์จแบตเตอรี่ไปในตัว
- ผู้ที่ต้องการเดินทางไกล: สำหรับนักปั่น E-Bike ที่ชื่นชอบการเดินทางไกล การมีระบบ Regen จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเดินทาง เพราะสามารถยืดระยะทางรวมออกไปได้อีกเล็กน้อย ซึ่งอาจเป็นส่วนต่างสำคัญที่ทำให้ไปถึงจุดหมายหรือสถานีชาร์จถัดไปได้
หลักการทำงานเบื้องหลังเบรกคืนพลังงานในจักรยานไฟฟ้า
หลักการทำงานของระบบเบรกคืนพลังงานนั้นอาศัยคุณสมบัติของมอเตอร์ไฟฟ้าที่สามารถทำงานได้สองทิศทาง คือการเป็น “มอเตอร์” เพื่อขับเคลื่อน และการเป็น “เครื่องกำเนิดไฟฟ้า” (Generator) เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งควบคุมโดยหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (Controller) ของจักรยานไฟฟ้า
กระบวนการเปลี่ยนพลังงานจลน์เป็นพลังงานไฟฟ้า
เมื่อผู้ขับขี่ปล่อยคันเร่งหรือกำเบรก (ใน E-Bike บางรุ่นที่ตั้งค่าไว้) ระบบควบคุมจะส่งสัญญาณไปยังมอเตอร์ให้เปลี่ยนโหมดการทำงาน จากเดิมที่ใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ไปหมุนล้อ จะกลับกันเป็นให้การหมุนของล้อ (พลังงานจลน์) มาขับเคลื่อนมอเตอร์แทน
ในโหมดนี้ มอเตอร์จะหมุนตัดกับสนามแม่เหล็กภายใน ทำให้เกิดการเหนี่ยวนำและสร้างกระแสไฟฟ้าขึ้น กระแสไฟฟ้านี้จะไหลย้อนกลับผ่านวงจรควบคุมเพื่อแปลงให้เหมาะสมและนำไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ ขณะเดียวกัน กระบวนการสร้างกระแสไฟฟ้านี้จะสร้างแรงต้านหรือแรงหน่วง (Braking Torque) ขึ้น ซึ่งจะช่วยชะลอการหมุนของล้อ ทำให้จักรยานไฟฟ้าลดความเร็วลงอย่างนุ่มนวล โดยแทบไม่ต้องใช้เบรกแบบไฮดรอลิกส์เลยในการชะลอความเร็วระดับปานกลาง
KERS และชื่อเรียกอื่น ๆ ของเทคโนโลยีนี้
เทคโนโลยีเบรกคืนพลังงานเป็นที่รู้จักในหลายชื่อ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วหมายถึงหลักการเดียวกัน:
- Regenerative Braking: เป็นชื่อที่เป็นทางการและใช้กันแพร่หลายที่สุดในวงการยานยนต์และวิศวกรรม
- KERS (Kinetic Energy Recovery System): เป็นชื่อที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากวงการแข่งขันรถยนต์ฟอร์มูลาวัน (F1) ซึ่งเน้นการเก็บพลังงานจากการเบรกไว้ใช้เพื่อเร่งความเร็วในระยะสั้น ๆ แม้หลักการจะคล้ายกัน แต่จุดประสงค์การใช้งานใน F1 จะเน้นด้านสมรรถนะ ในขณะที่ E-Bike และ EV จะเน้นด้านการประหยัดพลังงาน
- Recuperative Braking หรือ ระบบเบรกฟื้นฟูพลังงาน: เป็นอีกชื่อเรียกหนึ่งที่มีความหมายตรงตัว คือการฟื้นฟูหรือกู้คืนพลังงานกลับมาใช้งานใหม่
ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไรก็ตาม หัวใจของเทคโนโลยีนี้คือการจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาด เพื่อลดการสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของยานพาหนะให้ได้มากที่สุด
เปรียบเทียบระบบเบรกคืนพลังงานและเบรกแบบดั้งเดิม
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างและข้อดีของแต่ละระบบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบระหว่างระบบเบรกคืนพลังงานกับระบบเบรกแบบดั้งเดิม (ไฮดรอลิกส์/เมคานิคัล) เป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจเลือกจักรยานไฟฟ้าที่เหมาะสม
| คุณสมบัติ | ระบบเบรกคืนพลังงาน (Regen) | ระบบเบรกแบบดั้งเดิม (ไฮดรอลิกส์/เมคานิคัล) |
|---|---|---|
| หลักการทำงาน | ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าสร้างแรงหน่วงและแปลงพลังงานจลน์เป็นไฟฟ้า | ใช้แรงเสียดทานระหว่างผ้าเบรกกับจานเบรก/ขอบล้อเพื่อหยุดรถ |
| ประสิทธิภาพพลังงาน | สูงมาก สามารถกู้คืนพลังงานกลับสู่แบตเตอรี่ได้ 50-70% | ต่ำ พลังงานจลน์ทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนเป็นความร้อนและสูญเสียไป |
| การสึกหรอ | ต่ำมาก เนื่องจากไม่มีชิ้นส่วนที่เสียดสีโดยตรง | สูง ผ้าเบรกและจานเบรกมีการสึกหรอตามการใช้งานปกติ |
| การบำรุงรักษา | เน้นการดูแลรักษามอเตอร์และแบตเตอรี่ให้อยู่ในสภาพดี | ต้องเปลี่ยนผ้าเบรก, จานเบรก, และไล่น้ำมันเบรกเป็นระยะ |
| ประสิทธิภาพการเบรก | ชะลอความเร็วได้ดีและนุ่มนวล แต่กำลังหยุดอาจไม่พอสำหรับการเบรกฉุกเฉิน | มีกำลังหยุดสูงมาก สามารถหยุดรถได้อย่างรวดเร็วและสนิท |
| สถานการณ์ที่เหมาะสม | การจราจรในเมือง, ทางลงเนิน, การชะลอความเร็วทั่วไป | การเบรกฉุกเฉิน, การหยุดรถให้สนิท, การควบคุมความเร็วสูง |
ข้อดีของเบรกคืนพลังงานสำหรับผู้ใช้งาน E-Bike
การนำเทคโนโลยีเบรกคืนพลังงานมาใช้ในจักรยานไฟฟ้ามอบประโยชน์ที่จับต้องได้หลายประการ ซึ่งช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่โดยรวมให้ดีขึ้น
เพิ่มระยะทางวิ่ง ลดความถี่ในการชาร์จ
ประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดคือการเพิ่มระยะทางวิ่งต่อการชาร์จแบตเตอรี่หนึ่งครั้ง พลังงานที่ถูกกู้คืนกลับมาแม้จะดูเล็กน้อยในแต่ละครั้ง แต่เมื่อรวมกันตลอดการเดินทาง โดยเฉพาะในเส้นทางที่ต้องเบรกบ่อย ๆ จะสามารถเพิ่มระยะทางรวมได้หลายกิโลเมตร ข้อมูลจากการวิจัยชี้ว่าระบบ Regen ที่มีประสิทธิภาพสามารถกู้คืนพลังงานจลน์ที่สูญเสียไปได้กว่า 50% และในระบบที่พัฒนาล่าสุดอาจสูงถึง 70% ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้งานสามารถเดินทางได้ไกลขึ้น ลดความกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดกลางทาง และลดความถี่ในการชาร์จ ซึ่งช่วยยืดอายุการใช้งานของเซลล์แบตเตอรี่ในระยะยาว
ยืดอายุการใช้งานผ้าเบรกและลดค่าบำรุงรักษา
เนื่องจากระบบ Regen ใช้มอเตอร์เป็นตัวช่วยหลักในการชะลอความเร็ว ทำให้ความจำเป็นในการใช้เบรกแบบดั้งเดิมลดลงอย่างมาก การใช้งานผ้าเบรกและจานเบรกจะเกิดขึ้นเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องการกำลังหยุดสูง หรือการเบรกให้รถหยุดนิ่งสนิทเท่านั้น การใช้งานที่น้อยลงส่งผลโดยตรงต่อการลดอัตราการสึกหรอของชิ้นส่วนเหล่านี้ ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องเปลี่ยนผ้าเบรกบ่อยเท่าเดิม ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาในระยะยาวได้อย่างเห็นได้ชัด
เพิ่มความนุ่มนวลในการชะลอความเร็ว
การชะลอความเร็วด้วยระบบเบรกคืนพลังงานมีความนุ่มนวลและต่อเนื่องกว่าการใช้เบรกแบบจับ-ปล่อยของระบบไฮดรอลิกส์ แรงหน่วงที่เกิดจากสนามแม่เหล็กในมอเตอร์จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ทำให้การลดความเร็วเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่กระตุกหรือหัวทิ่ม ซึ่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สบายและควบคุมได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในการขับขี่ด้วยความเร็วต่ำในเมือง
ข้อจำกัดและสถานการณ์ที่ควรพิจารณา
แม้ว่าเทคโนโลยีเบรกคืนพลังงานจะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการที่ผู้ใช้งานควรทำความเข้าใจ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและปลอดภัย
ประสิทธิภาพสูงสุดในสภาวะการขับขี่เฉพาะ
ระบบ Regen จะไม่สามารถสร้างพลังงานได้หากไม่มีการเบรกหรือชะลอความเร็ว ดังนั้นในการขับขี่ทางเรียบยาว ๆ ด้วยความเร็วคงที่ ระบบนี้จะไม่มีบทบาทในการเพิ่มพลังงานกลับสู่แบตเตอรี่ ประสิทธิภาพของมันจะโดดเด่นที่สุดในสภาวะการขับขี่แบบ “Stop-and-Go” หรือการขับขี่ในภูมิประเทศที่เป็นเนินเขา ซึ่งมีโอกาสในการเปลี่ยนพลังงานจลน์กลับมาเป็นพลังงานไฟฟ้าได้บ่อยครั้ง
ข้อจำกัดในการเบรกกะทันหัน
สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำคือ ระบบเบรกคืนพลังงานถูกออกแบบมาเพื่อ “ชะลอความเร็ว” ไม่ใช่ “หยุดรถ” ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องการแรงเบรกสูงสุดเพื่อหยุดรถให้สนิทและรวดเร็วที่สุด ระบบเบรกแบบดั้งเดิม (ไฮดรอลิกส์หรือดิสก์เบรก) ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่ง จักรยานไฟฟ้าที่มีระบบ Regen จึงต้องมีระบบเบรกหลักติดตั้งควบคู่กันเสมอ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ขับขี่
การบำรุงรักษาเพื่อประสิทธิภาพเต็มร้อย
เพื่อให้ระบบ Regen ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สุขภาพของส่วนประกอบหลักอย่างแบตเตอรี่และมอเตอร์เป็นสิ่งสำคัญ แบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพจะมีความสามารถในการรับและเก็บประจุไฟฟ้าที่กู้คืนมาได้ลดลง ในขณะที่มอเตอร์ที่ขาดการดูแลอาจมีประสิทธิภาพในการสร้างกระแสไฟฟ้าต่ำลง ดังนั้น การดูแลรักษาสภาพโดยรวมของจักรยานไฟฟ้าตามคำแนะนำของผู้ผลิตจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เทคโนโลยีนี้ทำงานได้ตามที่คาดหวัง
อนาคตของเทคโนโลยี Regen ในวงการ E-Bike
ปัจจุบัน เทคโนโลยีเบรกคืนพลังงานกำลังเปลี่ยนจากฟีเจอร์เสริมในรุ่นพรีเมียมมาเป็นคุณสมบัติมาตรฐานในจักรยานไฟฟ้าสมัยใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ แนวโน้มในอนาคตคาดว่าจะมีการพัฒนาระบบให้มีความชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นไปอีก เช่น การใช้ AI หรือเซ็นเซอร์ตรวจจับความลาดชันเพื่อปรับระดับความหน่วงของ Regen โดยอัตโนมัติให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทาง หรือการพัฒนามอเตอร์และแบตเตอรี่ให้สามารถรับและจ่ายพลังงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้สามารถกู้คืนพลังงานได้ในสัดส่วนที่สูงกว่าเดิม การที่เทคโนโลยีนี้กลายเป็นที่แพร่หลายจะช่วยผลักดันให้ E-Bike เป็นตัวเลือกการเดินทางที่ยั่งยืนและประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สรุป: เทคโนโลยีที่เปลี่ยนประสบการณ์การขับขี่
ระบบเบรกคืนพลังงาน หรือ Regen คือเทคโนโลยีที่เข้ามาเติมเต็มศักยภาพของจักรยานไฟฟ้าได้อย่างแท้จริง โดยเปลี่ยนพลังงานที่เคยสูญเปล่าให้กลับมามีประโยชน์ ช่วยเพิ่มระยะทาง ลดค่าบำรุงรักษา และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลขึ้น แม้จะมีข้อจำกัดบางประการ แต่เมื่อทำงานร่วมกับระบบเบรกแบบดั้งเดิม ก็จะกลายเป็นระบบที่สมบูรณ์แบบทั้งในด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย การทำความเข้าใจในเทคโนโลยีนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาเลือกซื้อ E-Bike คันต่อไป เพื่อให้ได้ยานพาหนะที่ตอบโจทย์การใช้งานและคุ้มค่าที่สุดในระยะยาว
สำหรับผู้ที่สนใจในเทคโนโลยีจักรยานไฟฟ้าและกำลังมองหา E-Bike ที่มีคุณภาพและนวัตกรรมล้ำสมัย GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ตั้งแต่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไปจนถึง E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการเดินทาง
สามารถเข้ามาสัมผัสและทดลองขับขี่ได้ที่ร้าน หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ FACEBOOK PAGE และ LINE
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทร: 061-962-2878

