เจาะลึก EV 4.0: E-Bike จะได้ส่วนลดจากรัฐเพิ่มหรือไม่?
นโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคและการเติบโตของตลาดในประเทศไทย ขณะที่มาตรการ EV 3.5 กำลังดำเนินไป คำถามสำคัญที่หลายคนจับตามองคือทิศทางของมาตรการ EV 4.0 ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ซึ่งเป็นพาหนะที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบาย EV และ E-Bike
- สถานะปัจจุบัน: ภายใต้มาตรการ EV 3.5 (ปี 2567-2570) รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ที่ผลิตในประเทศและมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ จะได้รับเงินอุดหนุน 10,000 บาทต่อคัน
- แนวโน้มเงินอุดหนุน: เงินอุดหนุนสำหรับ E-Bike ในมาตรการ EV 3.5 ได้ปรับลดลงจาก 18,000 บาทในมาตรการ EV 3.0 ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงลำดับความสำคัญของนโยบาย
- ข้อมูลเกี่ยวกับ EV 4.0: ณ ปัจจุบัน (มกราคม 2569) ยังไม่มีการประกาศข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับมาตรการ EV 4.0 และยังไม่ปรากฏหลักฐานที่บ่งชี้ว่า E-Bike จะได้รับส่วนลดเพิ่มเติม
- การเปรียบเทียบ: นโยบาย EV 3.5 ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าและรถกระบะไฟฟ้ามากกว่า โดยมอบเงินอุดหนุนในสัดส่วนที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
- เงื่อนไขสำคัญ: การได้รับเงินอุดหนุนสำหรับ E-Bike มีเงื่อนไขที่เข้มงวด เช่น ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทย, ราคาไม่เกิน 150,000 บาท, มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป และผ่านการทดสอบมาตรฐานจากศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC)
บทความนี้จะทำการ เจาะลึก EV 4.0: E-Bike จะได้ส่วนลดจากรัฐเพิ่มหรือไม่? โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากมาตรการที่ผ่านมา เปรียบเทียบกับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น และประเมินความเป็นไปได้ของนโยบายในอนาคต เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจสำหรับผู้ที่สนใจยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อ ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
ทำความเข้าใจภาพรวมนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ สร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยี EV ภายในประเทศ และสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง นโยบายดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาซื้อยานพาหนะใหม่ รวมถึงผู้ผลิตและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์
ความสำคัญของนโยบายนี้อยู่ที่การใช้เครื่องมือทางการคลัง เช่น เงินอุดหนุน และการลดหย่อนภาษี เพื่อทำให้ราคาของยานยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และแข่งขันกับรถยนต์สันดาปภายในได้ การกำหนดช่วงเวลาของมาตรการ เช่น EV 3.0 หรือ EV 3.5 ที่กำลังบังคับใช้จนถึงปี 2570 สร้างกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับทุกภาคส่วนในการวางแผน ขณะที่ผู้คนเริ่มมองไปข้างหน้าถึงมาตรการ EV 4.0 ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาสานต่อและกำหนดทิศทางตลาดในระยะต่อไป การทำความเข้าใจวิวัฒนาการและเป้าหมายของนโยบายเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ภาครัฐอย่างเต็มที่
ย้อนรอยมาตรการอุดหนุน E-Bike: จากอดีตถึงปัจจุบัน
การสนับสนุนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือ E-Bike เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย EV ของภาครัฐมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ แม้ว่าระดับการสนับสนุนและเงื่อนไขจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา การทบทวนมาตรการในอดีตจะช่วยให้เห็นภาพแนวโน้มและลำดับความสำคัญของภาครัฐที่มีต่อยานพาหนะประเภทนี้ได้ชัดเจนขึ้น
มาตรการ EV 3.0: จุดเริ่มต้นของการสนับสนุน
มาตรการ EV 3.0 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2565 ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อ E-Bike อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้มาตรการนี้ รัฐบาลได้เสนอเงินอุดหนุนจำนวน 18,000 บาทต่อคัน อย่างไรก็ตาม สิทธิประโยชน์นี้ไม่ได้ครอบคลุม E-Bike ทุกรุ่นในตลาด แต่มีเงื่อนไขเฉพาะเจาะจง
เงื่อนไขหลักคือ ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องเป็นบริษัทที่ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกรมสรรพสามิต เพื่อแสดงเจตจำนงในการเข้าร่วมโครงการและปฏิบัติตามข้อกำหนดของภาครัฐ นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขด้านคุณสมบัติของแบตเตอรี่และจำกัดจำนวนโควตาการให้เงินอุดหนุนไว้ที่ 8,800 คัน ซึ่งสะท้อนถึงการเป็นโครงการนำร่องเพื่อทดสอบตลาดและกระตุ้นความสนใจในช่วงเริ่มต้น
มาตรการ EV 3.5: เงื่อนไขและข้อกำหนดในปัจจุบัน
เมื่อเข้าสู่มาตรการ EV 3.5 ซึ่งครอบคลุมระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี 2567 ถึง 2570 นโยบายการสนับสนุน E-Bike ได้มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดที่สำคัญหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการปรับลดวงเงินอุดหนุนลงเหลือ 10,000 บาทต่อคัน การเปลี่ยนแปลงนี้บ่งชี้ถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางของภาครัฐที่อาจมุ่งเน้นการสนับสนุนในรูปแบบอื่นหรือกระจายงบประมาณไปยังยานยนต์ประเภทอื่นมากขึ้น
นอกจากวงเงินที่ลดลงแล้ว มาตรการ EV 3.5 ยังได้กำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดและชัดเจนมากขึ้น เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศและสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค เงื่อนไขสำคัญประกอบด้วย:
- การผลิตในประเทศ: E-Bike ที่จะได้รับสิทธิ์ต้องเป็นรถที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ชัดเจนในการส่งเสริมฐานการผลิต EV ภายในประเทศ
- เพดานราคา: ราคาวางจำหน่ายต้องไม่เกิน 150,000 บาท เพื่อให้การสนับสนุนมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป
- ขนาดแบตเตอรี่: ต้องมีขนาดความจุของแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป เพื่อให้มั่นใจว่ารถมีระยะทางการวิ่งที่เหมาะสมต่อการใช้งานจริง
- มาตรฐานความปลอดภัย: ยานพาหนะต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และผ่านการทดสอบจากศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อ
การกำหนดให้ E-Bike ต้องผ่านการทดสอบจาก ATTRIC เป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ด้านคุณภาพและความปลอดภัย ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้บริโภค และช่วยคัดกรองผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานเข้าสู่โครงการ
ตัวอย่าง E-Bike ที่ได้รับสิทธิ์ในโครงการ
เพื่อให้เห็นภาพการนำนโยบายไปใช้จริง มีผู้ผลิต E-Bike หลายรายที่เข้าร่วมโครงการและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์ของมาตรการ EV 3.5 ตัวอย่างเช่น:
- I-Motor: เป็นแบรนด์ที่ผลิตในประเทศไทย มีรถหลายรุ่นที่เข้าร่วมโครงการ เช่น รุ่นที่มีราคาจำหน่ายปกติอยู่ระหว่าง 62,900 – 83,500 บาท หลังจากได้รับเงินอุดหนุน 10,000 บาทและส่วนลดอื่นๆ จากผู้ผลิต อาจทำให้ราคาลดลงเหลือประมาณ 43,640 บาท รถรุ่นเหล่านี้สามารถจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้ มี พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ มาพร้อมสเปคที่น่าสนใจ เช่น มอเตอร์ขนาด 2,000-3,000 วัตต์ ทำความเร็วสูงสุดได้ 80-100 กม./ชม. และมีระยะทางวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้งที่ 70-200 กม. โดยใช้แบตเตอรี่ลิเธียมที่ใช้เวลาชาร์จประมาณ 4 ชั่วโมง
- Deco Green Energy: เป็นอีกหนึ่งผู้ผลิตที่นำเสนอ E-Bike ในราคาที่เข้าถึงได้ โดยมีรุ่นที่ราคาประมาณ 49,700 บาท ซึ่งเมื่อได้รับเงินอุดหนุนก็จะทำให้ราคาลดลงอีก มีสมรรถนะที่เหมาะกับการใช้งานในเมือง เช่น ความเร็วสูงสุด 60 กม./ชม. และระยะทางวิ่ง 60 กม. ต่อการชาร์จ
ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเงินอุดหนุนจากภาครัฐมีผลอย่างมากในการทำให้ราคา E-Bike ที่ได้มาตรฐานและจดทะเบียนได้นั้นเข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภควงกว้าง
เปรียบเทียบเงินอุดหนุน E-Bike กับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น
เมื่อพิจารณาโครงสร้างเงินอุดหนุนภายใต้มาตรการ EV 3.5 จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าภาครัฐมีการให้น้ำหนักและความสำคัญกับยานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภทแตกต่างกัน โดยรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถกระบะไฟฟ้าได้รับการสนับสนุนในวงเงินที่สูงกว่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ
โครงสร้างเงินอุดหนุนภายใต้ EV 3.5
ตารางด้านล่างนี้เปรียบเทียบวงเงินอุดหนุนและเงื่อนไขหลักสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภทภายใต้มาตรการ EV 3.5 เพื่อให้เห็นภาพรวมของนโยบายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
| ประเภทยานพาหนะ | เงินอุดหนุน (บาทต่อคัน) | เงื่อนไขหลัก |
|---|---|---|
| รถยนต์ไฟฟ้า | 70,000 – 150,000 | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท, ขนาดแบตเตอรี่ (ต่ำกว่า 30 kWh ได้ 70,000; ตั้งแต่ 30 kWh ขึ้นไป ได้ 150,000), ต้องผลิต/นำเข้าแบบ 1:1 เพื่อชดเชยการนำเข้า |
| รถกระบะไฟฟ้า | 100,000 | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท, ขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไป, ต้องผลิตในประเทศไทย |
| รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) | 10,000 | ราคาไม่เกิน 150,000 บาท, ขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป, ต้องผลิตในประเทศไทย, ผ่านการทดสอบ ATTRIC |
จากตารางจะเห็นว่า รถยนต์ไฟฟ้าได้รับการสนับสนุนสูงสุดถึง 150,000 บาท และรถกระบะไฟฟ้าที่ 100,000 บาท ซึ่งสูงกว่า E-Bike ถึง 10-15 เท่า สะท้อนให้เห็นว่าเป้าหมายหลักของนโยบายในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านของตลาดรถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดและส่งผลกระทบต่อการปล่อยมลพิษในภาพรวมสูงกว่า
มาตรการทางภาษีที่เกี่ยวข้อง
นอกเหนือจากเงินอุดหนุนโดยตรงแล้ว ภาครัฐยังมีมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมตลาด EV ด้วย เช่น การลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเหลือ 2% (และรถกระบะไฟฟ้าเหลือ 0%) จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 รวมถึงการลดอากรนำเข้าสำหรับชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง มาตรการเหล่านี้ช่วยลดต้นทุนของผู้ผลิตและทำให้ราคาวางจำหน่ายสุดท้ายถูกลงอีกทอดหนึ่ง อย่างไรก็ตาม มาตรการทางภาษีเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มรถยนต์เป็นหลัก และอาจไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนของ E-Bike ในระดับเดียวกัน
วิเคราะห์อนาคต: โอกาสของ E-Bike ในมาตรการ EV 4.0
ขณะที่มาตรการ EV 3.5 ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปี 2570 การคาดการณ์ถึงทิศทางของมาตรการ EV 4.0 ที่จะตามมาจึงเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจ โดยเฉพาะคำถามที่ว่า E-Bike จะมีโอกาสได้รับส่วนลดจากรัฐเพิ่มขึ้นหรือไม่ การวิเคราะห์จากข้อมูลที่มีอยู่และแนวโน้มที่ผ่านมาอาจให้คำตอบเบื้องต้นได้
สถานะปัจจุบันและแนวโน้มจากข้อมูลที่มี
สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องย้ำคือ ณ เดือนมกราคม 2569 ยังไม่มีข้อมูลที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากภาครัฐเกี่ยวกับรายละเอียดของมาตรการ EV 4.0 การหารือและกำหนดนโยบายดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการ และจะมีการประกาศเมื่อใกล้สิ้นสุดระยะเวลาของมาตรการปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากแนวโน้มที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านจาก EV 3.0 มาสู่ EV 3.5 จะพบว่าเงินอุดหนุนสำหรับ E-Bike ได้ลดลงจาก 18,000 บาท เหลือ 10,000 บาท สวนทางกับเงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าที่ยังคงอยู่ในระดับสูง แนวโน้มนี้อาจบ่งชี้ได้ว่าภาครัฐมองว่าตลาด E-Bike เริ่มมีความแข็งแกร่งและสามารถแข่งขันได้ด้วยตัวเองมากขึ้น หรืออาจเป็นการส่งสัญญาณว่าภาครัฐต้องการมุ่งเน้นทรัพยากรไปที่การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีราคาสูงกว่าและต้องการแรงจูงใจมากกว่าในการเปลี่ยนผ่าน ดังนั้น โอกาสที่เงินอุดหนุน E-Bike จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดใน EV 4.0 จึงอาจมีความเป็นไปได้ไม่มากนัก หากไม่มีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบาย
ปัจจัยกำหนดทิศทางนโยบายในอนาคต
ทิศทางของมาตรการ EV 4.0 สำหรับ E-Bike จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยประกอบกัน ได้แก่:
- เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม: หากรัฐบาลต้องการเร่งลดมลพิษในเขตเมืองอย่างจริงจัง การส่งเสริม E-Bike ซึ่งเป็นพาหนะที่คล่องตัวและไม่ปล่อยมลพิษ อาจกลับมาเป็นนโยบายสำคัญอีกครั้ง
- ความสำเร็จของฐานการผลิตในประเทศ: หากเงื่อนไข “ผลิตในไทย” ใน EV 3.5 สามารถกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและสร้างอุตสาหกรรม E-Bike ที่เข้มแข็งได้สำเร็จ รัฐบาลอาจพิจารณาให้การสนับสนุนต่อเนื่องเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
- สถานการณ์งบประมาณ: วงเงินอุดหนุนทั้งหมดขึ้นอยู่กับงบประมาณของภาครัฐในขณะนั้น ซึ่งอาจมีการจัดสรรตามลำดับความสำคัญของนโยบายด้านต่างๆ
- การยอมรับของตลาด: หากผู้บริโภคหันมาใช้ E-Bike กันอย่างแพร่หลายจนกลายเป็นกระแสหลัก ความจำเป็นในการใช้เงินอุดหนุนเพื่อกระตุ้นตลาดอาจลดน้อยลง และรัฐอาจเปลี่ยนไปสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีสลับแบตเตอรี่ แทน
สรุปและแนวทางการตัดสินใจเลือกซื้อ
โดยสรุปแล้ว การเจาะลึก EV 4.0: E-Bike จะได้ส่วนลดจากรัฐเพิ่มหรือไม่? นั้น จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน คำตอบคือยังไม่มีความแน่นอนและแนวโน้มที่ผ่านมาบ่งชี้ว่าเงินอุดหนุนอาจไม่เพิ่มขึ้น มาตรการ EV 3.5 ที่บังคับใช้อยู่ได้มอบเงินอุดหนุน 10,000 บาทสำหรับ E-Bike ที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดที่เข้มงวด ซึ่งเน้นการผลิตในประเทศและมาตรฐานความปลอดภัยเป็นหลัก ในขณะที่การสนับสนุนส่วนใหญ่ยังคงมุ่งไปที่รถยนต์และรถกระบะไฟฟ้า
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อจักรยานยนต์ไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า การรอคอยมาตรการ EV 4.0 ที่ยังไม่มีความชัดเจนอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด การใช้ประโยชน์จากเงินอุดหนุน 10,000 บาทภายใต้มาตรการ EV 3.5 ที่ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ถือเป็นโอกาสในการเป็นเจ้าของยานพาหนะไฟฟ้าคุณภาพดีในราคาที่คุ้มค่า การเลือกซื้อ E-Bike ในปัจจุบันไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคมไปสู่การเดินทางที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การเลือกซื้อยานพาหนะไฟฟ้าควรพิจารณาจากผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือและมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกัน GIANT Shopping Mall เป็นศูนย์รวมจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน พร้อมทีมงานที่เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ
สามารถศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และรับคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่:
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: วันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ช่องทางการติดต่อออนไลน์: FACEBOOK PAGE, LINE, หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์

