นโยบายรัฐหนุน EV-Bike: อนาคตไทยในปี 2027
- ภาพรวมของนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า
- เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: กลไกสำคัญขับเคลื่อนนโยบายรัฐหนุน EV-Bike: อนาคตไทยในปี 2027
- เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์: ปักธงไทยสู่ฐานการผลิต EV ครบวงจร
- ผลกระทบที่คาดการณ์: อนาคตของ E-Bike ในตลาดประเทศไทย
- บทสรุป: ทิศทางจักรยานยนต์ไฟฟ้าไทยภายใต้นโยบายภาครัฐ
- เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งาน
รัฐบาลไทยได้กำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจนผ่านนโยบายและมาตรการสนับสนุนต่างๆ โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV-Bike ซึ่งเป็นยานพาหนะที่สำคัญในชีวิตประจำวันของคนไทยจำนวนมาก การขับเคลื่อนนโยบายนี้ไม่เพียงแต่ตอบสนองต่อกระแสความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในภูมิภาค
- เงินอุดหนุน 10,000 บาท: รัฐบาลมอบเงินอุดหนุนคงที่ 10,000 บาทต่อคันสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ ภายใต้มาตรการ EV 3.5 ซึ่งมีผลตั้งแต่ปี 2567 ถึง 2570
- เป้าหมาย 30@30: นโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องการให้การผลิตยานยนต์ไร้มลพิษ (ZEV) มีสัดส่วน 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573
- สร้างฐานการผลิตในประเทศ: เงื่อนไขการรับสิทธิ์สนับสนุนมุ่งเน้นรถที่ผลิตในไทย เพื่อส่งเสริมการลงทุน สร้างงาน และพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งระบบในประเทศ
- การสนับสนุนจาก BOI: สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีมาตรการส่งเสริมการลงทุนครอบคลุมตั้งแต่การผลิตตัวรถ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Charging Station)
นโยบายรัฐหนุน EV-Bike: อนาคตไทยในปี 2027 ถือเป็นหัวข้อที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย นโยบายดังกล่าว โดยเฉพาะมาตรการ EV 3.5 ที่ประกาศเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระตุ้นตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมทั้งผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรในระดับภูมิภาค มาตรการนี้ครอบคลุมระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2567-2570) โดยมุ่งสร้างแรงจูงใจทั้งฝั่งผู้บริโภคผ่านเงินอุดหนุน และฝั่งผู้ผลิตผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลงทุน เพื่อสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Ecosystem Thailand ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน
ความเกี่ยวข้องของนโยบายนี้ขยายวงกว้างไปสู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายกลุ่ม ตั้งแต่ผู้บริโภคทั่วไปที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่ำลง ไปจนถึงผู้ประกอบการและนักลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ แบตเตอรี่ และสถานีบริการต่างๆ การทำความเข้าใจในรายละเอียดของนโยบายจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อประเมินแนวโน้มของตลาดและโอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ
ภาพรวมของนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมไปสู่ยานยนต์สมัยใหม่ โดยมีเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ การประกาศใช้นโยบายนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้รัฐบาลไทยเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและส่งเสริมพลังงานสะอาด มาตรการ EV 3.5 จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกลไกต่อเนื่องจากมาตรการก่อนหน้า โดยมุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนให้กับตลาดในระยะยาว
กลุ่มเป้าหมายหลักของนโยบายนี้คือประชาชนทั่วไปที่ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะหลักในการเดินทาง ซึ่งมีจำนวนหลายสิบล้านคันทั่วประเทศ การเปลี่ยนผ่านจากรถจักรยานยนต์สันดาปภายในมาเป็น EV-Bike จะส่งผลโดยตรงต่อการลดมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ในเขตเมือง ขณะเดียวกัน นโยบายนี้ยังส่งผลต่อนักลงทุนและผู้ผลิตทั้งในและต่างประเทศที่มองเห็นศักยภาพของตลาดไทย โดยรัฐบาลได้ใช้เครื่องมือส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพื่อดึงดูดเทคโนโลยีและสร้างฐานการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่และมอเตอร์ขับเคลื่อน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและทำให้ราคารถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 2027 สามารถแข่งขันในตลาดได้ดียิ่งขึ้น
เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: กลไกสำคัญขับเคลื่อนนโยบายรัฐหนุน EV-Bike: อนาคตไทยในปี 2027
มาตรการ EV 3.5 คือหัวใจสำคัญของนโยบายส่งเสริมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในช่วงปี 2567-2570 ซึ่งเป็นการสานต่อและปรับปรุงจากมาตรการเดิมเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนและยั่งยืนยิ่งขึ้น โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจในหลายมิติ ตั้งแต่คุณสมบัติของรถที่เข้าร่วมโครงการไปจนถึงกรอบเวลาและมาตรฐานที่กำหนด
เงื่อนไขและคุณสมบัติของ EV-Bike ที่เข้าร่วมโครงการ
เพื่อให้การสนับสนุนเป็นไปอย่างมีเป้าหมายและส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศอย่างแท้จริง รัฐบาลได้กำหนดคุณสมบัติของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จะได้รับเงินอุดหนุนไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ผลิตต้องปฏิบัติตาม และเป็นข้อมูลที่ผู้บริโภคควรทราบเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ
เงื่อนไขหลักของมาตรการ EV 3.5 คือการจำกัดสิทธิ์ให้เฉพาะรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและพัฒนาศักยภาพของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
| คุณสมบัติ | รายละเอียดข้อกำหนด | เหตุผลและเป้าหมาย |
|---|---|---|
| ราคาขายปลีก | ต้องมีราคาไม่เกิน 150,000 บาท | เพื่อให้รถเป็นเจ้าของได้ง่ายสำหรับคนส่วนใหญ่ และกระตุ้นตลาดในวงกว้าง |
| ขนาดแบตเตอรี่ | ต้องมีความจุตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป | เพื่อให้มั่นใจว่ารถมีระยะทางการวิ่งที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน |
| แหล่งผลิต | ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น | เพื่อส่งเสริมการลงทุนในภาคการผลิต สร้างงาน และพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ |
| มาตรฐานแบตเตอรี่ | ต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) | เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยและคุณภาพให้กับผู้บริโภค |
วงเงินอุดหนุนและกรอบเวลานโยบาย
สิ่งจูงใจทางการเงินเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ในมาตรการ EV 3.5 รัฐบาลได้กำหนดเงินอุดหนุน EV ไว้อย่างชัดเจน โดยมีอัตราคงที่ตลอดระยะเวลาโครงการ ซึ่งแตกต่างจากมาตรการสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่เงินอุดหนุนจะลดลงเป็นขั้นบันได การกำหนดอัตราคงที่นี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและให้เวลาผู้ผลิตในการปรับตัว
อัตราเงินอุดหนุน: 10,000 บาทต่อคัน
ระยะเวลาโครงการ: 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2570
กรอบเวลา 4 ปีนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของนโยบาย 30@30 โดยเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการสร้างฐานตลาดและอุตสาหกรรมให้แข็งแกร่งพอที่จะเติบโตต่อไปได้ด้วยตัวเองหลังจากสิ้นสุดมาตรการ นอกจากนี้ยังมีการขยายเวลาการจดทะเบียนสำหรับรถที่จำหน่ายในช่วงปลายปี 2566 เพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่
มาตรฐานความปลอดภัยและข้อกำหนดด้านแบตเตอรี่
ความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสิ่งที่นโยบายให้ความสำคัญสูงสุด แบตเตอรี่ซึ่งเป็นหัวใจของยานยนต์ไฟฟ้าจึงต้องผ่านมาตรฐานที่เข้มงวด การกำหนดให้แบตเตอรี่ต้องได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เป็นการสร้างบรรทัดฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยให้กับตลาด ช่วยลดความกังวลของผู้บริโภคเกี่ยวกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น ไฟไหม้หรือการเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร มาตรฐานนี้ยังช่วยยกระดับผู้ผลิตแบตเตอรี่ในประเทศให้มีศักยภาพทัดเทียมกับมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างอนาคต E-Bike ที่ยั่งยืน
เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์: ปักธงไทยสู่ฐานการผลิต EV ครบวงจร
นอกเหนือจากการกระตุ้นตลาดในประเทศแล้ว นโยบายรัฐหนุน EV-Bike ยังมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่า นั่นคือการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก การวางรากฐานผ่านนโยบายเหล่านี้จะนำไปสู่การพัฒนา EV Ecosystem Thailand ที่สมบูรณ์ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
นโยบาย 30@30: หมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
นโยบาย 30@30 คือเป้าหมายระยะยาวที่รัฐบาลตั้งไว้ โดยมีสาระสำคัญคือ ภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) การผลิตยานยนต์ในประเทศไทยจะต้องเป็นยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle: ZEV) ในสัดส่วนอย่างน้อย 30% ของการผลิตทั้งหมด เป้าหมายนี้เป็นความท้าทายอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นโอกาสสำคัญในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก มาตรการ EV 3.5 ที่สิ้นสุดในปี 2027 (พ.ศ. 2570) จึงเปรียบเสมือนเฟสแรกของการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายดังกล่าว โดยมุ่งเน้นที่การสร้างปริมาณการใช้และการผลิตในประเทศให้มากพอที่จะเป็นฐานในการขยายตัวต่อไป
บทบาทของ BOI และ EEC ในการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem)
เพื่อให้เป้าหมายการเป็นฐานการผลิตสำเร็จลุล่วง การสนับสนุนจากภาครัฐผ่านหน่วยงานอย่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง BOI ได้ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็น:
- การผลิต EV-Bike: ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 3 ปี เพื่อดึงดูดผู้ผลิตรายใหม่และสนับสนุนรายเดิมให้ขยายการลงทุน
- การผลิตชิ้นส่วนสำคัญ: ส่งเสริมการลงทุนผลิตชิ้นส่วนหลักอย่างโครงรถ (Frame), แชสซี (Chassis), แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบ Regenerative Braking ที่ช่วยนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ขณะเบรก
- การลงทุนสถานีชาร์จและสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่: การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ EV-Bike ได้ง่ายขึ้น BOI จึงมีมาตรการสนับสนุนการลงทุนในส่วนนี้ด้วย
ขณะเดียวกัน พื้นที่ EEC ก็ถูกวางตัวให้เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งรวมถึงยานยนต์สมัยใหม่ การมีนิคมอุตสาหกรรมที่เพียบพร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานและสิทธิประโยชน์พิเศษจะช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย ส่งผลให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว
ผลกระทบที่คาดการณ์: อนาคตของ E-Bike ในตลาดประเทศไทย
การดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดในหลายมิติ ตั้งแต่ราคาจำหน่ายไปจนถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมโดยรวม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่จะกำหนดภาพอนาคตของ E-Bike ในประเทศไทยภายในปี 2027
ราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภค
ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดคือราคาจำหน่ายของ EV-Bike ที่จะถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ เงินอุดหนุน 10,000 บาทต่อคันช่วยลดภาระของผู้ซื้อได้โดยตรง นอกจากนี้ การที่ผู้ผลิตได้รับการยกเว้นภาษีและมีต้นทุนการผลิตในประเทศที่ต่ำลงจากการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน จะส่งผลให้ราคาตั้งต้นของรถลดลงได้อีกทางหนึ่ง คาดการณ์ได้ว่าภายในปี 2027 ราคาของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะมีราคาใกล้เคียงหรือสามารถแข่งขันกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันในรุ่นเดียวกันได้ ซึ่งจะทำให้ EV-Bike กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคในวงกว้าง
การเติบโตของผู้ผลิตในประเทศและห่วงโซ่อุปทาน
เงื่อนไข “ผลิตในประเทศไทย” เป็นตัวเร่งสำคัญให้เกิดการลงทุนในภาคการผลิต ผู้ผลิตทั้งรายใหญ่และรายย่อยจะได้รับประโยชน์จากมาตรการรัฐ EV นี้ นำไปสู่การแข่งขันที่สูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและหลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมชิ้นส่วนก็จะเติบโตตามไปด้วย ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศจะมีโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อป้อนให้กับโรงงานประกอบ EV-Bike ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำ
การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน: สถานีชาร์จและบริการหลังการขาย
เมื่อจำนวนผู้ใช้ EV-Bike เพิ่มขึ้น ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย การส่งเสริมการลงทุนในสถานีชาร์จและสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่จาก BOI จะทำให้มีจุดบริการครอบคลุมมากขึ้น ลดความกังวลเรื่องระยะทางการวิ่งของผู้ใช้งาน นอกจากนี้ ศูนย์บริการและช่างเทคนิคที่มีความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์ไฟฟ้าก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตของตลาด สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในด้านการบำรุงรักษาและบริการหลังการขาย
บทสรุป: ทิศทางจักรยานยนต์ไฟฟ้าไทยภายใต้นโยบายภาครัฐ
นโยบายรัฐหนุน EV-Bike โดยมีมาตรการ EV 3.5 เป็นธงนำ ถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย การผสมผสานระหว่างเงินอุดหนุนสำหรับผู้บริโภคและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ผลิต เป็นกลยุทธ์ที่ครอบคลุมและมุ่งเป้าไปที่การสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน ภายในปี 2027 เราจะได้เห็นตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มีราคาที่จับต้องได้มากขึ้น และมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการใช้งานอย่างแพร่หลาย การเดินทางสู่เป้าหมาย 30@30 และความเป็นกลางทางคาร์บอนอาจยังมีความท้าทายอยู่ข้างหน้า แต่นโยบายเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่แข็งแกร่งซึ่งจะนำพาประเทศไทยไปสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งาน
การเลือกยานพาหนะไฟฟ้าที่เหมาะสมกับการใช้งานเป็นสิ่งสำคัญ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย พร้อมให้คำแนะนำเพื่อช่วยให้การตัดสินใจของคุณง่ายขึ้น
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
เปิดให้บริการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
ช่องทางออนไลน์:
FACEBOOK PAGE | LINE | ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม

