อัปเดตมาตรการรัฐ 2567-68 หนุน EV ซื้อ E-Bike มีลุ้นลดหย่อน?
รัฐบาลไทยได้ประกาศเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการต่างๆ ซึ่งนำมาสู่คำถามสำคัญสำหรับผู้บริโภคจำนวนมากเกี่ยวกับอัปเดตมาตรการรัฐ 2567-68 หนุน EV ซื้อ E-Bike มีลุ้นลดหย่อน? นโยบายเหล่านี้มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งในประเทศ แต่ขอบเขตการสนับสนุนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน โดยเฉพาะสำหรับยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น จักรยานไฟฟ้า และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ว่าจะได้รับอานิสงส์จากมาตรการเหล่านี้หรือไม่
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับมาตรการ EV และ E-Bike
- มาตรการ EV 3.5 (ปี 2567-2570) เป็นนโยบายหลักในปัจจุบันที่ให้เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก
- ตามประกาศล่าสุด จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ยังไม่ถูกรวมอยู่ในกลุ่มยานยนต์ที่ได้รับเงินอุดหนุนหรือสิทธิลดหย่อนภาษีโดยตรงภายใต้มาตรการ EV 3.5
- ความแตกต่างสำคัญทางกฎหมายอยู่ที่การจดทะเบียน โดยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าต้องจดทะเบียน ในขณะที่จักรยานไฟฟ้าส่วนใหญ่จัดเป็นจักรยาน ไม่ต้องจดทะเบียน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ไม่เข้าเกณฑ์
- แม้จะยังไม่มีมาตรการสนับสนุนโดยตรง แต่ตลาด E-Bike ในไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความต้องการเดินทางในระยะใกล้ (Last-mile connectivity) ซึ่งอาจเป็นปัจจัยผลักดันให้มีนโยบายสนับสนุนในอนาคต
- ผู้ที่สนใจซื้อ E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ควรติดตามประกาศจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบข้อมูลนโยบายที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง
ภาพรวมนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงานของประเทศให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนมากขึ้น การผลักดันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ผ่านการวางแผนและออกมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องมาหลายปี
เหตุผลเบื้องหลังการผลักดันยานยนต์ไฟฟ้า
ภาครัฐมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีแรงผลักดันหลักมาจากหลายปัจจัย ดังนี้:
- ด้านสิ่งแวดล้อม: เพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นไปตามพันธสัญญาที่ประเทศไทยมีต่อประชาคมโลกในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- ด้านพลังงาน: เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงจากการนำเข้า สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตได้ในประเทศ
- ด้านเศรษฐกิจ: เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในฐานะฐานการผลิตยานยนต์ในภูมิภาค (Detroit of Asia) โดยเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และสร้างงานในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
จาก EV 3.0 สู่ EV 3.5: ไทม์ไลน์นโยบายสำคัญ
การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในไทยมีพัฒนาการมาเป็นลำดับ เริ่มจากมาตรการระยะแรกๆ ที่เน้นการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ผลิตและผู้นำเข้า จนมาถึงมาตรการที่ส่งผลโดยตรงต่อผู้บริโภคอย่างชัดเจนในยุคหลัง
มาตรการ EV 3.0 (ปี 2565-2566): ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตลาด EV ในไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโดยตรง พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษีสรรพสามิตและอากรนำเข้า ส่งผลให้ราคาจำหน่ายของรถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายขึ้นและกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมหาศาล
มาตรการ EV 3.5 (ปี 2567-2570): เป็นมาตรการต่อเนื่องที่ปรับปรุงจาก EV 3.0 เพื่อรักษาระดับการเติบโตของตลาดและส่งเสริมการผลิตในประเทศให้มากขึ้น แม้ว่าวงเงินอุดหนุนต่อคันจะปรับลดลง แต่ยังคงมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าสนใจ เพื่อสร้างความต่อเนื่องและผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคตามเป้าหมาย 30@30 (ผลิตรถยนต์ไร้มลพิษให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2030)
เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: ครอบคลุมอะไรบ้าง?
มาตรการ EV 3.5 คือนโยบายหลักที่กำหนดทิศทางของตลาด EV ในช่วงปี 2567-2570 โดยมีรายละเอียดและเงื่อนไขที่ชัดเจนว่ายานยนต์ประเภทใดบ้างที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการสามารถวางแผนได้อย่างถูกต้อง
เป้าหมายหลักและกรอบเวลา
มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 มีเป้าหมายเพื่อรักษากำลังซื้อในตลาด EV ให้ต่อเนื่อง พร้อมกับสร้างแรงจูงใจให้ค่ายรถยนต์ลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการต้องเริ่มผลิตรถยนต์เพื่อชดเชยการนำเข้าภายในปี 2569 หรือ 2570 แล้วแต่กรณี
สิทธิประโยชน์สำหรับยานยนต์ประเภทต่างๆ
สิทธิประโยชน์ภายใต้มาตรการ EV 3.5 ถูกแบ่งตามประเภทและคุณสมบัติของยานยนต์อย่างชัดเจน ซึ่งครอบคลุมทั้งรถยนต์นั่ง รถกระบะ และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยทั้งหมดต้องเป็นยานยนต์ที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก
มาตรการ EV 3.5 มุ่งเน้นการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า 3 ประเภทหลัก ได้แก่ รถยนต์นั่งไฟฟ้า, รถกระบะไฟฟ้า, และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยสิทธิประโยชน์จะแตกต่างกันไปตามราคาและขนาดแบตเตอรี่
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน สามารถสรุปสิทธิประโยชน์หลักได้ดังตารางต่อไปนี้
| ประเภทยานยนต์ไฟฟ้า | เงื่อนไขราคาและแบตเตอรี่ | เงินอุดหนุนต่อคัน (บาท) |
|---|---|---|
| รถยนต์นั่ง (EV Car) | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh | 50,000 – 100,000 |
| รถยนต์นั่ง (EV Car) | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ < 50 kWh | 20,000 – 50,000 |
| รถกระบะ (EV Pickup) | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh | 100,000 |
| รถจักรยานยนต์ (E-Motorcycle) | ราคาไม่เกิน 150,000 บาท, แบตเตอรี่ ≥ 3 kWh | 5,000 – 10,000 |
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า อยู่ตรงไหนในนโยบายนี้?
เมื่อพิจารณาจากรายละเอียดของมาตรการ EV 3.5 จะเห็นได้ว่าการสนับสนุนมุ่งเป้าไปที่ยานยนต์ที่มีขนาดใหญ่และต้องมีการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ สิ่งนี้ได้สร้างคำถามสำคัญว่า แล้วยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กที่กำลังได้รับความนิยมอย่างจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า มีสถานะอย่างไรในนโยบายของภาครัฐ
สถานะปัจจุบันของ E-Bike ในมาตรการสนับสนุนของรัฐ
ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีประกาศหรือมาตรการที่ระบุถึงการให้เงินอุดหนุน หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า 2567 โดยตรง นโยบายหลักยังคงจำกัดวงอยู่ที่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเงื่อนไขการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ซื้อ E-Bike ในช่วงเวลานี้จะยังไม่สามารถขอรับสิทธิ์ลดหย่อนหรือเงินอุดหนุนใดๆ จากภาครัฐได้
ข้อแตกต่างทางกฎหมาย: “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” vs “จักรยานไฟฟ้า”
ความแตกต่างที่สำคัญซึ่งเป็นตัวแบ่งแยกการได้รับสิทธิ์จากมาตรการรัฐ คือคำนิยามและข้อบังคับทางกฎหมาย:
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Motorcycle): ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 จัดเป็น “รถจักรยานยนต์” ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า มีกำลังมอเตอร์และความเร็วสูง จำเป็นต้องผ่านการตรวจสภาพและจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก มีแผ่นป้ายทะเบียน และผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่ ยานยนต์ประเภทนี้จึงเข้าข่ายได้รับสิทธิ์ตามมาตรการ EV 3.5
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) / สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: ยานพาหนะเหล่านี้ส่วนใหญ่มักมีกำลังมอเตอร์ไม่สูงและความเร็วจำกัด ซึ่งตามกฎหมายอาจถูกจัดอยู่ในประเภท “รถจักรยาน” หรือยานพาหนะส่วนบุคคลขนาดเล็กที่ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน ทำให้ไม่อยู่ในขอบเขตของมาตรการสนับสนุนที่อ้างอิงกับยานยนต์ที่จดทะเบียนเป็นหลัก
วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในอนาคต: E-Bike จะได้รับเงินอุดหนุนหรือไม่?
แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีนโยบายโดยตรง แต่แนวโน้มในอนาคตยังคงมีความเป็นไปได้ การเติบโตของตลาด E-Bike ที่ตอบโจทย์การเดินทางในเมืองและการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ (Last-mile connectivity) อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ภาครัฐพิจารณาออกมาตรการสนับสนุนเฉพาะทางสำหรับยานพาหนะกลุ่มนี้ได้
ปัจจัยที่อาจนำไปสู่การสนับสนุนในอนาคต ได้แก่:
- การแก้ไขปัญหจราจรในเมือง: E-Bike เป็นทางเลือกที่คล่องตัว ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และช่วยลดความแออัดบนท้องถนน
- การเข้าถึงที่ง่ายกว่า: ด้วยราคาที่ไม่สูงเท่ารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ทำให้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงและเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น
- การส่งเสริมสุขภาพและสิ่งแวดล้อม: การใช้จักรยานไฟฟ้ายังคงมีการออกกำลังกายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม การจะออกมาตรการสนับสนุนได้นั้นอาจต้องมีการวางกรอบมาตรฐานความปลอดภัยและกำหนดคุณสมบัติของ E-Bike ที่จะเข้าเกณฑ์ให้ชัดเจนเสียก่อน
แนวโน้มตลาดและปัจจัยที่ผู้บริโภคควรพิจารณา
ถึงแม้จะยังไม่มีแรงหนุนจากมาตรการรัฐโดยตรง แต่ตลาดจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างน่าสนใจ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามไลฟ์สไตล์และโครงสร้างของเมือง
การเติบโตของตลาดพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กในประเทศไทย
กระแสความนิยมใน E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายในการเดินทางระยะสั้น การหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัด ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ต่ำกว่าการใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมัน รวมถึงการเป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลาดกลุ่มนี้จึงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงาน นักศึกษา และธุรกิจบริการจัดส่งสินค้า (Delivery) ที่ต้องการความคล่องตัวสูง
สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ E-Bike ในปัจจุบัน
ในเมื่อยังไม่มีเงินอุดหนุนจากภาครัฐ การตัดสินใจซื้อ E-Bike จึงต้องพิจารณาจากปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์และบริการเป็นหลัก เพื่อให้ได้ยานพาหนะที่คุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด:
- คุณภาพและมาตรฐาน: เลือกผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ มีโครงสร้างที่แข็งแรงทนทาน และใช้วัสดุที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะระบบเบรกและระบบไฟฟ้า
- แบตเตอรี่และระยะทาง: พิจารณาความจุของแบตเตอรี่ (Ah) และแรงดัน (V) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ควรเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานประจำวัน
- มอเตอร์และกำลังขับ: กำลังของมอเตอร์ (วัตต์) จะส่งผลต่ออัตราเร่งและความสามารถในการขึ้นทางชัน ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพเส้นทางที่ใช้เป็นประจำ
- การรับประกันและบริการหลังการขาย: เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่ง ควรเลือกร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายที่มีการรับประกันที่ชัดเจน โดยเฉพาะแบตเตอรี่และมอเตอร์ รวมถึงมีศูนย์บริการที่พร้อมให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา
- ความปลอดภัย: ตรวจสอบว่ามีระบบความปลอดภัยพื้นฐานครบถ้วน เช่น ระบบไฟส่องสว่างหน้า-หลัง, ไฟเบรก, และแตรสัญญาณ
บทสรุปและแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจ
โดยสรุปแล้ว คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า อัปเดตมาตรการรัฐ 2567-68 หนุน EV ซื้อ E-Bike มีลุ้นลดหย่อน? คือ ณ ปัจจุบัน มาตรการ EV 3.5 ยังคงจำกัดการสนับสนุนไว้ที่รถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ต้องจดทะเบียนเท่านั้น ทำให้จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ายังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ในส่วนนี้
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของตลาดยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว อาจเป็นแรงผลักดันให้เกิดนโยบายสนับสนุนในอนาคต ผู้ที่สนใจจึงควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) และกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด
สำหรับผู้ที่มองหาจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบัน GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมที่จำหน่ายจักรยานไฟฟ้าหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น E-bike สำหรับการเดินทางในเมือง หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่คล่องตัว พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำและบริการหลังการขายที่น่าเชื่อถือ
สนใจผลิตภัณฑ์หรือต้องการคำปรึกษา สามารถติดต่อได้ที่:
- FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
- LINE: @giantshoppingmall
- ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม: คลิกที่นี่
เวลาทำการ: จันทร์ – เสาร์ (9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ต.เมืองเก่า อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40000

