เจาะลึก EV 3.5: E-Bike ได้เงินอุดหนุน-ลดภาษีกับเขาไหม?
- ภาพรวมมาตรการ EV 3.5 และผลกระทบต่อตลาดจักรยานไฟฟ้า
- คำตอบที่ชัดเจน: E-Bike ได้รับสิทธิประโยชน์จาก EV 3.5 หรือไม่
- เจาะลึกความแตกต่าง: E-Bike ปะทะ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
- สิทธิประโยชน์สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าภายใต้ EV 3.5 (ที่ไม่ครอบคลุม E-Bike)
- ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
- ข้อควรพิจารณา: เมื่อ E-Bike อาจเข้าข่ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
- สรุปและแนวทางการเลือกซื้อ
การประกาศมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV 3.5 ได้สร้างความตื่นตัวในตลาดอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดคำถามสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก บทความนี้จะทำการเจาะลึก EV 3.5: E-Bike ได้เงินอุดหนุน-ลดภาษีกับเขาไหม? เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนและครอบคลุมถึงเงื่อนไขและข้อกำหนดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจและวางแผนการซื้อได้อย่างถูกต้อง
ประเด็นสำคัญที่ควรรู้
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ตามคำนิยามทั่วไป ไม่เข้าข่ายได้รับเงินอุดหนุนหรือสิทธิลดหย่อนภาษีภายใต้มาตรการ EV 3.5 ของภาครัฐ
- สิทธิประโยชน์ของมาตรการ EV 3.5 มุ่งเน้นไปที่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Motorcycle) ที่ต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น
- ความแตกต่างที่สำคัญในการจำแนกประเภทยานพาหนะคือ กำลังมอเตอร์, ความเร็วสูงสุด และข้อกำหนดด้านการจดทะเบียนตามกฎหมาย
- ผู้ซื้อควรตรวจสอบคุณสมบัติของยานพาหนะให้ละเอียด เพื่อทำความเข้าใจถึงสิทธิประโยชน์และภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
- แม้ E-Bike จะไม่ได้รับเงินอุดหนุน แต่ยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจด้านความคล่องตัวและประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายด้านการจดทะเบียนและภาษีประจำปี
ภาพรวมมาตรการ EV 3.5 และผลกระทบต่อตลาดจักรยานไฟฟ้า
มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ซึ่งมีผลบังคับใช้ระหว่างปี พ.ศ. 2567-2570 เป็นนโยบายต่อเนื่องจากภาครัฐที่ต้องการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการใช้งานและสร้างระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้าให้เติบโตอย่างยั่งยืน นโยบายนี้ประกอบด้วยสิทธิประโยชน์หลายด้าน ทั้งเงินอุดหนุนสำหรับผู้ซื้อ, การลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับผู้ผลิตและผู้นำเข้า และการลดหย่อนภาษีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม การประกาศมาตรการดังกล่าวได้ก่อให้เกิดข้อสงสัยในกลุ่มผู้บริโภคที่สนใจยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ว่ายานพาหนะเหล่านี้จะได้รับอานิสงส์จากนโยบายนี้ด้วยหรือไม่ การทำความเข้าใจในรายละเอียดและเงื่อนไขของมาตรการจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อสามารถประเมินความคุ้มค่าและตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลครบถ้วน
คำตอบที่ชัดเจน: E-Bike ได้รับสิทธิประโยชน์จาก EV 3.5 หรือไม่
จากข้อมูลและหลักเกณฑ์ที่เผยแพร่โดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพสามิต และกรมการขนส่งทางบก สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่า จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ไม่เข้าข่ายได้รับเงินอุดหนุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามมาตรการ EV 3.5
เหตุผลหลักคือ มาตรการดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV (Battery Electric Vehicle) ที่ต้องมีการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งจักรยานไฟฟ้าโดยทั่วไปมีคุณสมบัติไม่ตรงตามคำนิยามของ “รถจักรยานยนต์” ที่กฎหมายกำหนด ทำให้ไม่สามารถนำไปจดทะเบียนได้ และส่งผลให้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการนี้
เกณฑ์การจำแนกประเภทตามกฎหมาย
การจำแนกประเภทระหว่าง “จักรยาน” และ “รถจักรยานยนต์” ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพิจารณาสิทธิประโยชน์ โดยกรมการขนส่งทางบกได้กำหนดเกณฑ์เบื้องต้นไว้ดังนี้:
ยานพาหนะที่จัดเป็น “จักรยานไฟฟ้า” มักมีกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าไม่เกิน 250 วัตต์ และทำความเร็วสูงสุดได้ไม่เกิน 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งตามกฎหมายถือว่าเป็น “รถจักรยาน” จึงไม่ต้องจดทะเบียน, ไม่ต้องเสียภาษีประจำปี และไม่ต้องทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.)
ในทางกลับกัน ยานพาหนะที่จะเข้าข่ายเป็น “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” และมีสิทธิ์ได้รับประโยชน์จากมาตรการ EV 3.5 จะต้องมีคุณสมบัติที่สูงกว่าเกณฑ์ดังกล่าว และต้องผ่านกระบวนการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก ซึ่งจะมีการพิจารณาคุณสมบัติด้านความปลอดภัยและมาตรฐานอื่น ๆ ร่วมด้วย
เจาะลึกความแตกต่าง: E-Bike ปะทะ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
เพื่อทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าเหตุใด E-Bike จึงไม่ได้รับสิทธิ์ การเปรียบเทียบคุณสมบัติหลักระหว่าง E-Bike และรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์ EV 3.5 เป็นสิ่งจำเป็น ตารางด้านล่างนี้สรุปข้อแตกต่างที่สำคัญที่สุด
| คุณสมบัติ | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) | รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (ตามเกณฑ์ EV 3.5) |
|---|---|---|
| กำลังมอเตอร์ | โดยทั่วไปต่ำกว่า 250 วัตต์ | ตั้งแต่ 250 วัตต์ขึ้นไป |
| ความเร็วสูงสุด | โดยทั่วไปไม่เกิน 25 กม./ชม. | ตั้งแต่ 45 กม./ชม. ขึ้นไป |
| การจดทะเบียน | ไม่ต้องจดทะเบียน | ต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก |
| ภาษีประจำปี และ พ.ร.บ. | ไม่ต้องชำระ | ต้องชำระเป็นประจำทุกปี |
| เงินอุดหนุน 18,000 บาท | ไม่ได้รับสิทธิ์ | มีสิทธิ์ (หากเข้าเงื่อนไข) |
| ลดภาษีประจำปี 80% | ไม่ได้รับสิทธิ์ | มีสิทธิ์ (สำหรับรถจดทะเบียนใหม่ในช่วงเวลาที่กำหนด) |
สิทธิประโยชน์สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าภายใต้ EV 3.5 (ที่ไม่ครอบคลุม E-Bike)
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าสิทธิประโยชน์ที่ E-Bike พลาดไปนั้นมีอะไรบ้าง การทำความเข้าใจรายละเอียดของมาตรการสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนได้จึงเป็นเรื่องสำคัญ
เงินอุดหนุนและส่วนลดภาษีสรรพสามิต
สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการ ผู้ซื้อจะได้รับเงินอุดหนุนสูงสุด 18,000 บาทต่อคัน (สำหรับปี 2565-2568) แต่ทั้งนี้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกรมสรรพสามิต และตัวรถต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน 4 ประการ ดังนี้:
- ประเภทแบตเตอรี่: ต้องเป็นแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-ion)
- ความจุแบตเตอรี่: ต้องมีความจุตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป หรือสามารถวิ่งได้ระยะทางไม่น้อยกว่า 75 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐานการทดสอบ WMTC (World Motorcycle Test Cycle)
- ประเภทยานยนต์: ต้องเป็นยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV (Battery Electric Vehicle) อย่างสมบูรณ์
- ผู้ประกอบการ: ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องเข้าร่วมโครงการกับกรมสรรพสามิต
เงื่อนไขเหล่านี้เป็นข้อกำหนดทางเทคนิคและเชิงนโยบายที่จักรยานไฟฟ้าส่วนใหญ่ในท้องตลาดไม่สามารถทำได้
การลดหย่อนภาษีประจำปี
สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนใหม่ระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 ถึง 10 พฤศจิกายน 2568 จะได้รับการลดหย่อนภาษีประจำปีลงถึง 80% เป็นระยะเวลา 1 ปีนับจากวันที่จดทะเบียน โดยอัตราภาษีจะคำนวณตามน้ำหนักของรถ ดังตารางต่อไปนี้
| น้ำหนักรถ (กิโลกรัม) | อัตราภาษีปกติ (บาท) | อัตราภาษีหลังลดหย่อน 80% (บาท) |
|---|---|---|
| ไม่เกิน 500 | 150 | 30 |
| 501 – 750 | 300 | 60 |
| 751 – 1,000 | 450 | 90 |
| 1,001 – 1,250 | 800 | 160 |
| 1,251 – 1,500 | 1,000 | 200 |
| 1,501 – 1,750 | 1,300 | 260 |
| 1,751 – 2,000 | 1,600 | 320 |
หมายเหตุ: หลังจากพ้นระยะเวลาที่กำหนด (หลังวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568) อัตราภาษีจะกลับไปเป็นอัตราปกติ
ค่าใช้จ่ายภาคบังคับอื่น ๆ
นอกเหนือจากภาษีประจำปี รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนจะต้องทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ซึ่งมีอัตราค่าเบี้ยประกันดังนี้:
- รถใช้งานส่วนบุคคล: 323.14 บาทต่อปี (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์)
- รถใช้สำหรับรับจ้างหรือให้เช่า: 376.64 บาทต่อปี (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์)
ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
สำหรับผู้ที่ซื้อรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์ จะมีค่าใช้จ่ายในกระบวนการจดทะเบียนใหม่ ซึ่งแตกต่างจาก E-Bike ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เลย โดยค่าธรรมเนียมเบื้องต้นประกอบด้วย:
- ค่าคำขอและค่าธรรมเนียมจดทะเบียนใหม่: 315 บาท
- ค่าแผ่นป้ายทะเบียน: 100 บาทต่อป้าย
- ค่าสมุดคู่มือจดทะเบียนรถ: 100 บาท
รวมถึงค่าภาษีประจำปีและค่า พ.ร.บ. ที่ต้องชำระพร้อมกันในครั้งแรก ซึ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ผู้ใช้ E-Bike ไม่ต้องรับผิดชอบ
ข้อควรพิจารณา: เมื่อ E-Bike อาจเข้าข่ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
จุดสำคัญที่ผู้ซื้อต้องระมัดระวังคือ จักรยานไฟฟ้าบางรุ่นในตลาดอาจมีคุณสมบัติเกินกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับ “รถจักรยาน” เช่น มีกำลังมอเตอร์สูงกว่า 250 วัตต์ หรือสามารถทำความเร็วได้เกิน 25 กม./ชม. ในกรณีเช่นนี้ ยานพาหนะดังกล่าวอาจถูกตีความว่าเป็น “รถจักรยานยนต์” ตามกฎหมาย ซึ่งหมายความว่าผู้ครอบครองมีหน้าที่ต้องนำไปจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย
หากไม่ดำเนินการจดทะเบียน อาจมีความผิดตามกฎหมายจราจรได้ ดังนั้น ก่อนการตัดสินใจซื้อ ผู้บริโภคควรตรวจสอบข้อมูลจำเพาะ (Specification) ของ E-Bike รุ่นที่สนใจอย่างละเอียด และหากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาหรือสอบถามกับกรมการขนส่งทางบกโดยตรง เพื่อความชัดเจนและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจตามมาในอนาคต
สรุปและแนวทางการเลือกซื้อ
โดยสรุปแล้ว มาตรการ EV 3.5 ไม่ได้ครอบคลุมถึงจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ที่มีคุณสมบัติตามคำนิยามทั่วไป สิทธิประโยชน์ด้านเงินอุดหนุนและการลดหย่อนภาษีต่าง ๆ ถูกสงวนไว้สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น การตัดสินใจซื้อจึงควรอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเภทของยานพาหนะและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
แม้ว่าจะไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ จักรยานไฟฟ้ายังคงเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับการเดินทางในระยะใกล้ถึงปานกลาง ด้วยข้อได้เปรียบด้านความคล่องตัว, เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, และที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของที่ต่ำกว่า เนื่องจากไม่ต้องเสียภาษีประจำปี, ค่า พ.ร.บ. และค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียน การเลือกซื้อ E-Bike จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทางในชีวิตประจำวัน
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike คุณภาพสูง ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทาง GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมยานพาหนะไฟฟ้าหลากหลายประเภท พร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยให้ได้ยานพาหนะที่เหมาะสมที่สุด
สามารถติดต่อเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือเยี่ยมชมสินค้าได้ที่:
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: วันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878

