รัฐช่วยจ่าย? ส่องนโยบาย EV หนุนจักรยานไฟฟ้าปี 2570
- สรุปประเด็นสำคัญของนโยบาย EV
- บทนำ: ทิศทางยานยนต์ไฟฟ้าไทยสู่ปี 2570
- เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: กลไกขับเคลื่อนหลัก
- สิทธิประโยชน์สำหรับยานยนต์สองล้อไฟฟ้า
- เปรียบเทียบเงินอุดหนุนยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ
- เงื่อนไขสำหรับผู้ประกอบการและผลกระทบต่อตลาด
- ผู้ซื้อควรเตรียมตัวอย่างไรเพื่อรับสิทธิ์
- บทสรุปและแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจ
ประเด็นคำถามที่ว่า รัฐช่วยจ่าย? ส่องนโยบาย EV หนุนจักรยานไฟฟ้าปี 2570 ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ท่ามกลางทิศทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย รัฐบาลได้ออกมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ซึ่งครอบคลุมช่วงปี 2567-2570 เพื่อกระตุ้นตลาดและผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน นโยบายดังกล่าวได้กำหนดกรอบการให้เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าหลายประเภท รวมถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่อาจนำไปสู่การสนับสนุนยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กอย่างจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในอนาคต
สรุปประเด็นสำคัญของนโยบาย EV
- มาตรการ EV 3.5 (ปี 2567-2570) ให้เงินอุดหนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศในอัตราคงที่ 10,000 บาทต่อคัน ตลอดระยะเวลาโครงการ
- เงื่อนไขสำคัญในการรับเงินอุดหนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า คือ ต้องมีราคาขายไม่เกิน 150,000 บาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป
- นโยบายนี้ไม่เพียงแต่ให้เงินอุดหนุน แต่ยังรวมถึงการลดอัตราภาษีสรรพสามิตเหลือเพียง 1% สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์ เพื่อทำให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายขึ้น
- แม้ว่าปัจจุบันมาตรการจะมุ่งเน้นที่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก แต่ความสำเร็จของโครงการนี้อาจเป็นแนวทางในการพิจารณาขยายการสนับสนุนไปสู่จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในนโยบายระยะถัดไป
- วัตถุประสงค์หลักของมาตรการคือการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ สร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นฐานการผลิต EV ที่สำคัญของโลก
บทนำ: ทิศทางยานยนต์ไฟฟ้าไทยสู่ปี 2570
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสความตื่นตัวด้านพลังงานสะอาดและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ผลักดันให้รัฐบาลทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) อย่างจริงจัง ประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคอาเซียน ได้กำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับประเทศ
คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ได้วางรากฐานนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยมาตรการ EV 3.5 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2567 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการสานต่อนโยบายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและนักลงทุน นโยบายนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อยานยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2570 เนื่องจากเป็นกรอบการสนับสนุนสุดท้ายของมาตรการระยะที่ 2 ซึ่งมอบสิทธิประโยชน์ที่ชัดเจนและจูงใจ ทั้งในรูปแบบของเงินอุดหนุนและการลดหย่อนภาษี การทำความเข้าใจในรายละเอียดของมาตรการนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการที่ต้องการวางแผนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างคุ้มค่าและทันท่วงที
เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: กลไกขับเคลื่อนหลัก
มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “EV 3.5” เป็นนโยบายที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566 โดยมีหน่วยงานหลักอย่างกรมสรรพสามิตเป็นผู้ดูแลด้านเงินอุดหนุน และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นผู้สนับสนุนด้านการลงทุนในอุตสาหกรรม มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความต่อเนื่องและต่อยอดความสำเร็จจากมาตรการระยะแรก
มาตรการ EV 3.5 คือกลไกเชิงนโยบายที่ภาครัฐใช้เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ในตลาดยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการสร้างอุปทานที่แข็งแกร่งภายในประเทศ โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลาง EV ของอาเซียน
กรอบเวลาและงบประมาณ
มาตรการ EV 3.5 มีกรอบระยะเวลาดำเนินงานที่ชัดเจนเป็นเวลา 4 ปี คือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ถึง พ.ศ. 2570 โดยรัฐบาลได้จัดสรรวงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 34,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการดำเนินมาตรการต่างๆ ภายใต้โครงการนี้ งบประมาณดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เป็นเงินอุดหนุนสำหรับผู้ซื้อยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ ที่เข้าเงื่อนไข รวมถึงเป็นงบประมาณในการบริหารจัดการโครงการเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
วัตถุประสงค์หลักของนโยบาย
นโยบาย EV 3.5 ถูกกำหนดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่ครอบคลุมหลายมิติ ดังนี้:
- ส่งเสริมอุตสาหกรรม EV ในประเทศ: กระตุ้นให้เกิดการลงทุนในการตั้งโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ และระบบควบคุมต่างๆ ภายในประเทศไทย
- พัฒนาห่วงโซ่อุปทาน: สนับสนุนให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศ (Tier 1, 2, 3) พัฒนาเทคโนโลยีและยกระดับศักยภาพเพื่อรองรับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า สร้างห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจรและยั่งยืน
- สร้างอุปสงค์สำหรับชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ: มาตรการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ผลิตที่เข้าร่วมโครงการต้องมีการผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้า ซึ่งจะช่วยสร้างความต้องการชิ้นส่วนที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทย
- ผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง EV อาเซียน: สร้างระบบนิเวศที่เอื้ออำนวย ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีขั้นสูงมาสู่ประเทศไทย ทำให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค
สิทธิประโยชน์สำหรับยานยนต์สองล้อไฟฟ้า
ในมาตรการ EV 3.5 ยานยนต์สองล้อไฟฟ้า โดยเฉพาะ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ได้รับการจัดสรรสิทธิประโยชน์ที่น่าสนใจและมีความชัดเจน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น สิทธิประโยชน์เหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นและทำให้ราคาจำหน่ายมีความสามารถในการแข่งขันกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน
เงินอุดหนุน 10,000 บาท: เงื่อนไขที่ต้องรู้
สิทธิประโยชน์ที่เด่นชัดที่สุดสำหรับผู้ซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคือเงินอุดหนุนจากภาครัฐจำนวน 10,000 บาทต่อคัน ซึ่งเป็นอัตราคงที่ตลอดระยะเวลา 4 ปีของโครงการ (2567-2570) อย่างไรก็ตาม การจะได้รับสิทธิ์ดังกล่าว รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคันนั้นจะต้องมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้อย่างครบถ้วน ดังนี้:
- ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศ: เพื่อสนับสนุนเป้าหมายหลักของนโยบายในการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศ
- ราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 150,000 บาท: เป็นการกำหนดเพดานราคาเพื่อให้การอุดหนุนมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้บริโภคในวงกว้าง
- ขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป: เงื่อนไขนี้มีขึ้นเพื่อสร้างมาตรฐานด้านประสิทธิภาพและระยะทางการใช้งานของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในตลาด
ผู้ซื้อจะได้รับส่วนลดจากราคาขายโดยตรง ณ จุดจำหน่าย โดยผู้ประกอบการจะเป็นผู้ดำเนินการขอรับเงินอุดหนุนจากกรมสรรพสามิตในภายหลัง
การลดหย่อนภาษีสรรพสามิต
นอกเหนือจากเงินอุดหนุนโดยตรงแล้ว มาตรการ EV 3.5 ยังมอบสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี โดยมีการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์จากอัตราปกติ 8% เหลือเพียง 1% เท่านั้น การลดหย่อนภาษีนี้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนของผู้ผลิตและผู้นำเข้า ทำให้สามารถกำหนดราคาจำหน่ายสุดท้ายได้ในระดับที่ต่ำลง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยตรงและช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้เป็นอย่างดี
จากจักรยานยนต์ไฟฟ้าสู่จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์: ความเป็นไปได้ในอนาคต
แม้ว่ามาตรการ EV 3.5 ในปัจจุบันจะระบุเงื่อนไขการสนับสนุนที่ชัดเจนสำหรับ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ที่มีขนาดแบตเตอรี่ค่อนข้างสูง (≥3 kWh) และต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก แต่ทิศทางและโครงสร้างของนโยบายนี้ได้วางรากฐานที่สำคัญสำหรับการขยายการสนับสนุนไปยังยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลขนาดเล็กในอนาคต เช่น จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
ความสำเร็จในการสร้างตลาดและฐานการผลิตสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า อาจเป็นปัจจัยผลักดันให้ภาครัฐพิจารณานโยบายในระยะต่อไป (EV 4.0) ที่ครอบคลุมยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเดินทางระยะสั้น (last-mile connectivity) ในเขตเมือง การสนับสนุนอาจมาในรูปแบบที่แตกต่างออกไป เช่น การลดหย่อนภาษีนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อการประกอบในประเทศ หรือเงินอุดหนุนในอัตราที่เหมาะสมกับราคาและขนาดของแบตเตอรี่ ดังนั้น ผู้ที่สนใจจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าควรติดตามการประกาศนโยบายจากภาครัฐอย่างใกล้ชิดหลังสิ้นสุดมาตรการ EV 3.5 ในปี 2570
เปรียบเทียบเงินอุดหนุนยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ
เพื่อให้เห็นภาพรวมของมาตรการ EV 3.5 ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบเงินอุดหนุนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภทที่เข้าร่วมโครงการเป็นสิ่งสำคัญ โดยเงินอุดหนุนจะแตกต่างกันไปตามประเภทรถ ขนาดแบตเตอรี่ และช่วงปีที่ซื้อ ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์ของภาครัฐในการค่อยๆ ลดการอุดหนุนสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเมื่อตลาดเริ่มเติบโต ขณะที่ยังคงการสนับสนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
| ประเภทรถ | ขนาดแบตเตอรี่ | ปี 2567 | ปี 2568 | ปี 2569-2570 |
|---|---|---|---|---|
| รถยนต์ไฟฟ้า (ราคา ≤ 2 ล้านบาท) | น้อยกว่า 50 kWh | 50,000 | 35,000 | 25,000 |
| รถยนต์ไฟฟ้า (ราคา ≤ 2 ล้านบาท) | ตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไป | 100,000 | 75,000 | 50,000 |
| รถกระบะไฟฟ้า (ราคา ≤ 2 ล้านบาท, ผลิตในประเทศ) | ตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไป | 100,000 | 100,000 | 100,000 |
| รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (ราคา ≤ 1.5 แสนบาท, ผลิตในประเทศ) | ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป | 10,000 | 10,000 | 10,000 |
เงื่อนไขสำหรับผู้ประกอบการและผลกระทบต่อตลาด
มาตรการ EV 3.5 ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการมอบสิทธิประโยชน์ให้กับผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการ (ผู้ผลิตและผู้นำเข้า) ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ เงื่อนไขเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการลงทุนและสร้างฐานการผลิตที่ยั่งยืนในระยะยาว
เงื่อนไขการผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้า
หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญคือข้อกำหนดด้านการผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้า (Import-to-Production Ratio) โดยผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) มาจำหน่ายและรับสิทธิ์ในช่วงปี 2567-2568 จะต้องมีแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใดก็ได้ในประเทศเพื่อชดเชยในอัตราส่วนที่กำหนด ดังนี้:
- หากเริ่มผลิตภายในปี 2569: จะต้องผลิตชดเชยในอัตราส่วน 1:2 (นำเข้า 1 คัน : ผลิต 2 คัน)
- หากเริ่มผลิตภายในปี 2570: อัตราส่วนจะเพิ่มขึ้นเป็น 1:3 (นำเข้า 1 คัน : ผลิต 3 คัน)
เงื่อนไขนี้เป็นแรงจูงใจสำคัญที่ผลักดันให้ค่ายรถยนต์ตัดสินใจตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีในภาพรวม
การปรับปรุงเพื่อความยืดหยุ่น
เพื่อให้มาตรการสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้ ภาครัฐได้มีการปรับปรุงเงื่อนไขบางประการเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค เช่น การขยายกรอบเวลาการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับสิทธิ์ จากเดิมที่ต้องจดทะเบียนภายในสิ้นปีของปีที่ซื้อ เป็นสามารถจดทะเบียนได้ภายในเดือนมกราคมของปีถัดไป นอกจากนี้ ยังมีการเปิดทางเลือกให้ผู้ประกอบการสามารถออกจากโครงการได้หากไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการผลิตชดเชยได้ โดยต้องคืนเงินอุดหนุนพร้อมชำระภาษีและเบี้ยปรับตามที่กำหนด ซึ่งช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดและป้องกันการขาดแคลนรถยนต์ไฟฟ้า
ผู้ซื้อควรเตรียมตัวอย่างไรเพื่อรับสิทธิ์
สำหรับประชาชนที่วางแผนจะซื้อยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดจากมาตรการ EV 3.5 ภายในปี 2570 ควรมีการเตรียมความพร้อมและตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดในประเด็นต่อไปนี้:
- ตรวจสอบคุณสมบัติของยานยนต์: ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรตรวจสอบกับผู้จำหน่ายให้แน่ใจว่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่สนใจนั้นเข้าเกณฑ์ของโครงการหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็น แหล่งผลิต (ต้องผลิตในประเทศ), ราคาขาย (ไม่เกิน 150,000 บาท), และขนาดแบตเตอรี่ (ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป)
- ยืนยันการเข้าร่วมโครงการของผู้จำหน่าย: สอบถามผู้จำหน่ายหรือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการว่าได้เข้าร่วมโครงการรับเงินอุดหนุนกับกรมสรรพสามิตหรือไม่ เนื่องจากสิทธิ์ส่วนลดจะถูกหัก ณ จุดขายโดยตรง
- วางแผนการซื้อและการจดทะเบียน: แม้จะมีการขยายเวลจดทะเบียน แต่ควรวางแผนการซื้อและรับมอบรถให้ทันภายในกรอบเวลาของโครงการ คือภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่พลาดสิทธิ์
- ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐ: ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมสรรพสามิต หรือคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรับทราบข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือรายละเอียดเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้น
บทสรุปและแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจ
โดยสรุปแล้ว คำถามที่ว่า “รัฐช่วยจ่าย?” สำหรับจักรยานไฟฟ้าในปี 2570 นั้น คำตอบในปัจจุบันคือมาตรการ EV 3.5 ได้ให้การสนับสนุนที่ชัดเจนสำหรับ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ที่ผลิตในประเทศ ด้วยเงินอุดหนุน 10,000 บาทต่อคัน พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษีสรรพสามิตจนถึงสิ้นสุดปี 2570 นโยบายนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ยานยนต์ไฟฟ้ามีราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมการผลิตที่แข็งแกร่งในประเทศ
แม้ว่าจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะยังไม่ถูกระบุไว้ในมาตรการปัจจุบันอย่างชัดเจน แต่ทิศทางนโยบายที่มุ่งส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าทุกรูปแบบ ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ยานพาหนะเหล่านี้จะได้รับการสนับสนุนในอนาคต การตัดสินใจลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าในช่วงเวลานี้จึงเป็นการตอบรับต่อทิศทางของเทคโนโลยีและนโยบายพลังงานสะอาดของประเทศ
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ประเภทต่างๆ การเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและมีบริการหลังการขายที่น่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญ GIANT Shopping Mall เป็นศูนย์รวมที่จำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทางยุคใหม่
สามารถเข้ามาเลือกชมสินค้าจริงและรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ที่ร้าน หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านช่องทางออนไลน์
- ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
- เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
- เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
- ช่องทางติดต่อออนไลน์: FACEBOOK PAGE และ LINE

