ลืมกุญแจได้เลย! เทรนด์ ‘สแกนนิ้วสตาร์ทรถ’ Biometric มาแน่ปี 2026
- ภาพรวมเทคโนโลยีสตาร์ทรถด้วยข้อมูลชีวภาพ
- เจาะลึกเทคโนโลยี Biometric: หัวใจสำคัญของการยืนยันตัวตนยุคใหม่
- ‘สแกนนิ้วสตาร์ทรถ’ พลิกโฉมประสบการณ์การใช้ยานพาหนะ
- การประยุกต์ใช้ใน E-Bike: ก้าวแรกที่สำคัญของวงการสองล้อ
- เปรียบเทียบระบบกุญแจแบบดั้งเดิมกับระบบ Biometric Start
- ความท้าทายและอนาคตของเทคโนโลยี Biometric ในอุตสาหกรรมยานยนต์
- บทสรุป: เตรียมพร้อมเข้าสู่ยุคใหม่ของการเดินทาง
- สนใจเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและ E-Bike แห่งอนาคต?
เทคโนโลยีการยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวภาพ หรือ Biometric กำลังจะเข้ามาปฏิวัติวงการยานยนต์อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะเทรนด์ ‘สแกนนิ้วสตาร์ทรถ’ ที่คาดว่าจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ภายในปี 2026 ซึ่งจะมอบทั้งความสะดวกสบายและความปลอดภัยในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน
ภาพรวมเทคโนโลยีสตาร์ทรถด้วยข้อมูลชีวภาพ
- นิ้วสัมผัสเพื่อสตาร์ท: เทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือที่ติดตั้งบนตัวรถ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันทีเพียงปลายนิ้วสัมผัส เหมือนกับการปลดล็อกสมาร์ทโฟน
- เพิ่มความปลอดภัยสูงสุด: ระบบ Biometric เป็นการยืนยันตัวตนเฉพาะบุคคล ทำให้การปลอมแปลงหรือการโจรกรรมทำได้ยากกว่ากุญแจแบบเดิมหลายเท่า
- ปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face ID): กล้องที่ติดตั้งบริเวณหน้าปัดสามารถจดจำใบหน้าของเจ้าของที่ลงทะเบียนไว้ได้ ทำให้มีตัวเลือกในการยืนยันตัวตนที่หลากหลายและปลอดภัยยิ่งขึ้น
- ล็อคที่กล่องควบคุมหลัก (ECU): ระบบป้องกันการโจรกรรมยุคใหม่ไม่ได้ตัดการทำงานแค่ระบบจุดระเบิด แต่เป็นการเข้ารหัสและล็อคการทำงานที่กล่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECU) โดยตรง ทำให้การต่อสายตรงเพื่อขโมยรถแทบจะเป็นไปไม่ได้
- อำลาปัญหากุญแจหาย: การเปลี่ยนมาใช้ระบบ Biometric หมายถึงการลดความจำเป็นในการพกกุญแจ ซึ่งช่วยลดปัญหาการลืมหรือทำกุญแจหายได้อย่างถาวร
แนวโน้มของเทคโนโลยี ‘สแกนนิ้วสตาร์ทรถ’ Biometric กำลังกลายเป็นหัวข้อที่น่าจับตามองในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยคาดการณ์ว่าจะมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายภายในปี 2026 เทคโนโลยีนี้คือการนำระบบยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลทางชีวภาพ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล เช่น ลายนิ้วมือหรือใบหน้า มาใช้แทนกุญแจรถแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นกุญแจแบบไข, รีโมท, หรือกุญแจอัจฉริยะ (Smart Key) เป้าหมายหลักคือการยกระดับความปลอดภัยและมอบความสะดวกสบายสูงสุดให้กับผู้ใช้งาน โดยตัดปัญหาเรื่องการพกกุญแจ การทำกุญแจหาย หรือความเสี่ยงจากการถูกคัดลอกสัญญาณรีโมทเพื่อโจรกรรม
ความสำคัญของเทรนด์นี้เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าและยานพาหนะอัจฉริยะ โดยเฉพาะในกลุ่ม E-Bike หรือจักรยานไฟฟ้าสมรรถนะสูง ที่เริ่มนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เป็นฟีเจอร์เรือธง เพื่อสร้างความแตกต่างและตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของผู้คนยุคใหม่ที่คุ้นเคยกับการใช้ Biometrics ในชีวิตประจำวันผ่านสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคล แต่ยังครอบคลุมไปถึงผู้ผลิตยานยนต์และผู้พัฒนาเทคโนโลยี ที่ต้องปรับตัวเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เจาะลึกเทคโนโลยี Biometric: หัวใจสำคัญของการยืนยันตัวตนยุคใหม่
Biometric หรือ เทคโนโลยีชีวมิติ คือกระบวนการทางเทคโนโลยีที่ใช้ในการวัดและวิเคราะห์ลักษณะเฉพาะทางกายภาพและพฤติกรรมของมนุษย์เพื่อใช้ในการระบุและยืนยันตัวตน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีความเป็นเอกลักษณ์สูงมากในแต่ละบุคคล ทำให้ยากต่อการปลอมแปลงหรือลอกเลียนแบบ เมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับยานยนต์ จึงเป็นการสร้างปราการด่านแรกที่แข็งแกร่งที่สุดในการเข้าถึงและควบคุมรถ
หลักการทำงานพื้นฐานของระบบ Biometric
ระบบยืนยันตัวตนทางชีวภาพโดยทั่วไปจะประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก:
- การลงทะเบียน (Enrollment): เป็นขั้นตอนแรกที่ผู้ใช้ต้องบันทึกลักษณะทางชีวภาพของตนเองเข้าสู่ระบบ เช่น การวางนิ้วบนเซนเซอร์หลายๆ ครั้งเพื่อให้ระบบสร้างแม่แบบดิจิทัล (Template) ของลายนิ้วมือ หรือการสแกนใบหน้าจากหลายมุมมอง ระบบจะทำการแปลงข้อมูลภาพที่ได้ให้เป็นข้อมูลดิจิทัลที่เข้ารหัสและจัดเก็บไว้อย่างปลอดภัย
- การสแกน (Scanning): เมื่อผู้ใช้ต้องการยืนยันตัวตนเพื่อสตาร์ทรถ ระบบจะใช้เซนเซอร์ (เช่น เซนเซอร์ลายนิ้วมือ หรือกล้อง) เพื่อจับภาพข้อมูลชีวภาพในขณะนั้น
- การเปรียบเทียบและยืนยัน (Matching & Verification): ข้อมูลที่สแกนได้ล่าสุดจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับแม่แบบดิจิทัลที่ถูกเก็บไว้ในขั้นตอนการลงทะเบียน หากข้อมูลทั้งสองตรงกันตามเกณฑ์ที่กำหนด ระบบจะทำการยืนยันตัวตนและส่งคำสั่งอนุญาตให้สตาร์ทรถหรือปลดล็อกระบบต่างๆ ได้
ประเภทของ Biometric ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทในยานยนต์
แม้จะมีเทคโนโลยี Biometric หลากหลายประเภท แต่ที่เห็นแนวโน้มชัดเจนที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ ได้แก่:
- การสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Scanning): เป็นเทคโนโลยีที่แพร่หลายและผู้คนคุ้นเคยมากที่สุด มีต้นทุนที่ไม่สูงมากนักและมีความแม่นยำสูง เซนเซอร์สามารถติดตั้งได้ในหลายตำแหน่ง เช่น ปุ่มสตาร์ท, ที่จับประตู, หรือบนคอนโซลกลาง
- การจดจำใบหน้า (Facial Recognition): หรือที่เรียกกันติดปากว่า Face ID มีความสะดวกสบายสูง เพราะผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสัมผัสอุปกรณ์ใดๆ เพียงแค่อยู่ในตำแหน่งคนขับ กล้องอินฟราเรดและเซนเซอร์ต่างๆ ก็จะทำการสแกนและยืนยันตัวตนได้ทันที เหมาะอย่างยิ่งกับยานยนต์ระดับพรีเมียม
- การสแกนม่านตา (Iris Scanning): เป็นเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูงมาก เนื่องจากรูปแบบของม่านตามีความซับซ้อนและเป็นเอกลักษณ์อย่างยิ่ง แต่ยังมีต้นทุนที่สูงและอาจไม่สะดวกเท่าที่ควรในสภาพแวดล้อมการขับขี่จริง
- การจดจำเสียง (Voice Recognition): ใช้การวิเคราะห์คลื่นเสียงและลักษณะการพูดที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อยืนยันตัวตน อาจนำมาใช้เป็นระบบความปลอดภัยชั้นที่สองร่วมกับ Biometric ประเภทอื่น
‘สแกนนิ้วสตาร์ทรถ’ พลิกโฉมประสบการณ์การใช้ยานพาหนะ
การเปลี่ยนผ่านจากกุญแจโลหะสู่ลายนิ้วมือไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์การใช้งานยานพาหนะในทุกมิติ ตั้งแต่ความสะดวกสบายไปจนถึงความปลอดภัยขั้นสูงสุด
ความสะดวกสบายที่เหนือกว่าการใช้กุญแจแบบเดิม
ปัญหาคลาสสิกที่ผู้ใช้รถทุกคนเคยเจอคือการลืมกุญแจ, การทำกุญแจหาย, หรือความวุ่นวายในการค้นหากุญแจในกระเป๋า โดยเฉพาะในเวลาที่เร่งรีบหรือถือของเต็มสองมือ ระบบ สแกนนิ้วสตาร์ทรถ จะเข้ามาขจัดปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป ผู้ใช้สามารถเดินขึ้นรถ แตะนิ้วที่เซนเซอร์ และสตาร์ทรถได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นและไร้รอยต่อ นอกจากนี้ยังสามารถให้สิทธิ์การเข้าถึงรถแก่บุคคลในครอบครัวได้ง่ายๆ เพียงแค่ลงทะเบียนลายนิ้วมือของพวกเขาไว้ในระบบ โดยไม่ต้องทำกุญแจสำรองเพิ่ม
การยกระดับมิติความปลอดภัย ป้องกันการโจรกรรม
กุญแจรถแบบดั้งเดิมมีความเสี่ยงหลายด้าน กุญแจแบบไขสามารถถูกสะเดาะได้, กุญแจรีโมทสามารถถูกดักจับและคัดลอกสัญญาณได้ (Relay Attack) แต่สำหรับลายนิ้วมือ การปลอมแปลงนั้นทำได้ยากกว่าอย่างเทียบไม่ติด เพราะเป็นลักษณะทางกายภาพที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละบุคคล
เทคโนโลยี Biometric ที่ทันสมัยยังมาพร้อมกับระบบป้องกันการปลอมแปลง เช่น การตรวจจับความร้อนหรือการไหลเวียนของเลือด เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นลายนิ้วมือจากบุคคลที่มีชีวิตจริง ไม่ใช่แบบจำลองที่สร้างขึ้นมาเพื่อการโจรกรรม
การปรับตั้งค่าส่วนบุคคลอัตโนมัติ (Automatic Personalization)
ข้อดีที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือความสามารถในการจดจำผู้ใช้งานแต่ละคน เมื่อระบบสแกนและยืนยันตัวตนได้ว่าเป็นใคร รถจะสามารถปรับตั้งค่าต่างๆ ที่บันทึกไว้ให้โดยอัตโนมัติ เช่น:
- ตำแหน่งเบาะนั่งและกระจกมองข้าง
- อุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศ
- สถานีวิทยุหรือเพลย์ลิสต์เพลงที่ชอบ
- การตั้งค่าหน้าจอแสดงผลและระบบนำทาง
ฟังก์ชันนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับครอบครัวที่มีผู้ขับขี่หลายคน ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาปรับตั้งค่าใหม่ทุกครั้งที่สลับกันใช้รถ เป็นการสร้างประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวและพิเศษสำหรับผู้ขับขี่แต่ละคน
การประยุกต์ใช้ใน E-Bike: ก้าวแรกที่สำคัญของวงการสองล้อ
ในขณะที่รถยนต์กำลังค่อยๆ ปรับใช้เทคโนโลยีนี้ จักรยานไฟฟ้าหรือ E-Bike ระดับไฮเอนด์ได้กลายเป็นผู้นำในการนำระบบ Biometric มาใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างจุดเด่นด้านนวัตกรรมและระบบ กันขโมยรถไฟฟ้า ที่ล้ำหน้ากว่าใคร
กลไกการทำงาน: ไม่ใช่แค่สตาร์ท แต่คือการล็อคที่ ECU
ความโดดเด่นของระบบความปลอดภัย Biometric ใน E-Bike รุ่นใหม่ ไม่ได้อยู่ที่การป้องกันแบบกายภาพ เช่น โซ่ล็อค หรือการตัดระบบจุดระเบิดแบบเดิมๆ แต่เป็นการป้องกันในระดับซอฟต์แวร์ที่ฝังลึกถึงแกนกลางของรถ นั่นคือกล่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Control Unit หรือ ECU) ซึ่งเปรียบเสมือนสมองกลที่ควบคุมการทำงานทั้งหมดของรถ ตั้งแต่มอเตอร์, แบตเตอรี่, ไปจนถึงระบบไฟฟ้า
เมื่อเจ้าของรถจอดและล็อครถด้วยระบบ Biometric ระบบจะส่งคำสั่งเข้ารหัสไปยัง ECU เพื่อปิดการทำงานทั้งหมดโดยสมบูรณ์ แม้ว่าขโมยจะสามารถทำลายระบบล็อคคอหรือต่อสายไฟตรงได้ ก็จะไม่สามารถสั่งการให้มอเตอร์ทำงานได้เลย เพราะ ECU จะไม่รับคำสั่งใดๆ หากไม่ได้รับการยืนยันตัวตนที่ถูกต้องจากลายนิ้วมือหรือใบหน้าของเจ้าของ นับเป็นระบบความปลอดภัย 2 ชั้นที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง
ปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face ID): อีกขั้นของความปลอดภัยอัจฉริยะ
นอกจากการสแกนนิ้ว รถไฟฟ้าปลดล็อกด้วยใบหน้า ก็เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เริ่มมีการนำมาใช้ใน E-Bike รุ่นท็อป โดยจะมีการติดตั้งกล้องและเซนเซอร์อินฟราเรดขนาดเล็กไว้ที่บริเวณหน้าจอแสดงผลหรือแฮนด์ เมื่อผู้ขับขี่ขึ้นคร่อมรถในท่าเตรียมพร้อม ระบบจะทำการสแกนโครงสร้างใบหน้า 3 มิติ และเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้ หากตรงกัน ระบบจะปลดล็อกและพร้อมใช้งานทันที ถือเป็นการเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยไปพร้อมกัน เพราะแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลอื่นจะสามารถปลดล็อกรถได้
เปรียบเทียบระบบกุญแจแบบดั้งเดิมกับระบบ Biometric Start
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างเทคโนโลยีเก่าและใหม่ สามารถเปรียบเทียบในมิติต่างๆ ได้ดังตารางต่อไปนี้
| คุณสมบัติ | ระบบกุญแจแบบดั้งเดิม (กุญแจ/รีโมท) | ระบบ Biometric Start (สแกนนิ้ว/ใบหน้า) |
|---|---|---|
| ความปลอดภัย | มีความเสี่ยงต่อการสะเดาะ, การคัดลอกสัญญาณ, หรือการถูกขโมยกุญแจ | ความปลอดภัยสูงมาก ยากต่อการปลอมแปลงลักษณะทางชีวภาพเฉพาะบุคคล |
| ความสะดวกสบาย | ต้องพกติดตัวตลอดเวลา เสี่ยงต่อการลืมหรือทำหาย และต้องใช้เวลาค้นหา | ไม่ต้องพกพาอุปกรณ์ใดๆ สามารถสตาร์ทรถได้ทันทีเพียงสัมผัสหรือมอง |
| ความเสี่ยง | เสี่ยงต่อการทำหาย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงในการทำใหม่ และเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรม | ความเสี่ยงต่ำมากในด้านการถูกขโมย แต่ต้องพิจารณาเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล |
| การปรับตั้งค่าส่วนบุคคล | ทำไม่ได้ หรือทำได้จำกัดในกุญแจบางรุ่น (Memory Seat) | สามารถจดจำและปรับตั้งค่าส่วนบุคคลของผู้ขับขี่แต่ละคนได้โดยอัตโนมัติ |
| การให้สิทธิ์ผู้อื่น | ต้องให้กุญแจตัวจริงหรือทำกุญแจสำรอง | สามารถลงทะเบียนข้อมูล Biometric ของบุคคลอื่นเพื่อให้สิทธิ์ชั่วคราวหรือถาวรได้ง่าย |
ความท้าทายและอนาคตของเทคโนโลยี Biometric ในอุตสาหกรรมยานยนต์
แม้ว่าเทคโนโลยี Biometric จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ยังมีความท้าทายบางประการที่ผู้พัฒนาต้องคำนึงถึง เพื่อให้การใช้งานจริงเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยสูงสุด
ความแม่นยำและปัจจัยแวดล้อม
เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออาจทำงานผิดพลาดได้หากนิ้วมือมีความชื้น, สกปรก, หรือมีบาดแผล ในขณะที่ระบบจดจำใบหน้าอาจได้รับผลกระทบจากสภาพแสงที่น้อยเกินไป, การสวมแว่นกันแดด, หรือการสวมหน้ากากอนามัย ผู้ผลิตจำเป็นต้องพัฒนาอัลกอริทึมและใช้เซนเซอร์คุณภาพสูงเพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างแม่นยำในทุกสถานการณ์
ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลชีวภาพ
ข้อมูลชีวภาพเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวสูงมาก ดังนั้น การจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้จึงต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด ผู้ผลิตต้องรับประกันว่าข้อมูลลายนิ้วมือหรือใบหน้าจะถูกเข้ารหัสและจัดเก็บอยู่ภายในตัวรถเท่านั้น (On-device Storage) โดยไม่มีการส่งข้อมูลขึ้นไปยังคลาวด์หรือเซิร์ฟเวอร์ภายนอกที่อาจเสี่ยงต่อการถูกโจมตีทางไซเบอร์
แนวโน้มการบูรณาการกับระบบอัจฉริยะอื่นๆ
ในอนาคต ระบบ Biometric ในรถยนต์จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสตาร์ทรถ แต่จะถูกบูรณาการเข้ากับระบบอื่นๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบ เช่น:
- การชำระเงิน: ใช้ลายนิ้วมือยืนยันการชำระค่าบริการต่างๆ จากหน้าจอในรถ เช่น ค่าผ่านทาง, ค่าบริการจอดรถ, หรือการสั่งอาหารแบบ Drive-thru
- การเชื่อมต่อกับบ้านอัจฉริยะ (Smart Home): เมื่อรถยนต์ยืนยันตัวตนเจ้าของได้และกำลังจะขับถึงบ้าน ระบบอาจส่งสัญญาณไปเปิดไฟ, ปรับเครื่องปรับอากาศ, หรือเปิดประตูโรงรถให้โดยอัตโนมัติ
- ประกันภัยตามการขับขี่: ข้อมูลผู้ขับขี่ที่ถูกระบุตัวตนอย่างชัดเจน อาจถูกนำไปใช้ในการคำนวณเบี้ยประกันที่เหมาะสมกับพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคลได้
บทสรุป: เตรียมพร้อมเข้าสู่ยุคใหม่ของการเดินทาง
เทรนด์ ‘สแกนนิ้วสตาร์ทรถ’ Biometric ไม่ใช่เพียงจินตนาการอีกต่อไป แต่เป็นนวัตกรรมที่กำลังจะกลายเป็นความจริงในอีกไม่ช้า และจะแพร่หลายภายในปี 2026 การเปลี่ยนผ่านจากการใช้กุญแจแบบเดิมมาสู่การยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวภาพนี้ จะมอบประโยชน์ทั้งในด้านความสะดวกสบายที่เหนือกว่า และความปลอดภัยที่แข็งแกร่งจากการโจรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาด E-Bike ที่มีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้อย่างแพร่หลายแล้ว ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าอนาคตของการเดินทางกำลังจะเปลี่ยนไปสู่ยุคที่ตัวตนของเราเองคือกุญแจที่ดีที่สุด
สนใจเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและ E-Bike แห่งอนาคต?
สำหรับผู้ที่สนใจในนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ล้ำสมัย GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike คุณภาพสูงหลากหลายประเภท ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่
สามารถเข้ามาเยี่ยมชมและรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ที่:
- ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
- เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
- เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ติดตามข่าวสาร โปรโมชั่น และนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ที่ FACEBOOK PAGE หรือสอบถามข้อมูลผ่าน LINE และสามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์ได้โดยตรง

