จอดทิ้งไว้นานต้องทำไง? วิธีเลี้ยงไฟ ‘แบตเตอรี่’ ไม่ให้เสื่อมคาบ้าน
- ประเด็นสำคัญในการดูแลแบตเตอรี่เมื่อจอดรถนาน
- ทำความเข้าใจปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมเมื่อจอดรถทิ้งไว้
- สาเหตุหลักที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพขณะจอด
- วิธีดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ทั่วไป เมื่อต้องจอดทิ้งไว้นาน
- การบำรุงรักษารถไฟฟ้า (EV) เมื่อต้องจอดนาน
- สรุปแนวทางการถนอมแบตเตอรี่เพื่อยืดอายุการใช้งาน
- ศูนย์บริการและให้คำปรึกษาด้านยานพาหนะไฟฟ้า
การจอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานานอาจนำไปสู่ปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมสภาพได้เร็วกว่าที่ควร ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้รถสตาร์ทไม่ติดหลังจากการไม่ได้ใช้งาน บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับหัวข้อ จอดทิ้งไว้นานต้องทำไง? วิธีเลี้ยงไฟ ‘แบตเตอรี่’ ไม่ให้เสื่อมคาบ้าน โดยครอบคลุมทั้งรถยนต์สันดาปทั่วไปและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อให้สามารถดูแลรักษาส่วนประกอบที่สำคัญนี้ได้อย่างถูกวิธีและยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานที่สุด
ประเด็นสำคัญในการดูแลแบตเตอรี่เมื่อจอดรถนาน
- หลีกเลี่ยงการปล่อยให้แบตเตอรี่หมดสนิท: การที่แบตเตอรี่คายประจุจนหมด หรือที่เรียกว่า “Deep Discharge” สามารถสร้างความเสียหายถาวรให้กับเซลล์แบตเตอรี่ โดยเฉพาะในรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถชาร์จไฟกลับเข้าไปได้อีก
- รักษาระดับประจุที่เหมาะสม: สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ระดับประจุที่เสถียรที่สุดในการจอดระยะยาวคือระหว่าง 20-80% ไม่จำเป็นต้องชาร์จให้เต็ม 100% เพราะจะสร้างแรงดันสูงในเซลล์แบตเตอรี่และเร่งการเสื่อมสภาพ
- สตาร์ทเครื่องยนต์หรือขับขี่เป็นประจำ: สำหรับรถยนต์ทั่วไป การสตาร์ทเครื่องยนต์สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 10-15 นาที หรือนำรถออกไปขับเป็นระยะทางสั้นๆ จะช่วยให้ไดชาร์จทำงานและเติมประจุกลับเข้าแบตเตอรี่
- จอดรถในที่ร่มและเย็น: ความร้อนเป็นศัตรูตัวฉกาจของแบตเตอรี่ การจอดรถตากแดดเป็นเวลานานจะเร่งปฏิกิริยาเคมีภายใน ทำให้ของเหลวระเหยเร็วขึ้นและแบตเตอรี่เสื่อมไวขึ้น
- ทำความสะอาดและตรวจสอบขั้วแบตเตอรี่: คราบขี้เกลือหรือการกัดกร่อนบริเวณขั้วแบตเตอรี่เป็นสาเหตุของไฟฟ้ารั่วไหลและทำให้การนำไฟฟ้าไม่มีประสิทธิภาพ ควรทำความสะอาดและขันให้แน่นอยู่เสมอ
ทำความเข้าใจปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมเมื่อจอดรถทิ้งไว้
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเมื่อดับเครื่องยนต์และจอดรถทิ้งไว้ ระบบไฟฟ้าทั้งหมดจะหยุดทำงาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว รถยนต์สมัยใหม่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากที่ยังคงใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณเล็กน้อยตลอดเวลา เช่น ระบบกันขโมย, นาฬิกา, หน่วยความจำของกล่องควบคุม (ECU) หรือหน้าจอแสดงผลต่างๆ การใช้พลังงานอย่างต่อเนื่องนี้ แม้จะน้อยนิด แต่เมื่อสะสมเป็นเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ก็เพียงพอที่จะทำให้ประจุในแบตเตอรี่ลดลงจนถึงจุดที่เป็นอันตรายได้ ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อเจ้าของรถทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้ใช้รถเป็นประจำ, ผู้ที่เดินทางไกลเป็นเวลานาน, หรือผู้ที่มีรถยนต์หลายคันและสลับกันใช้งาน การทราบถึงสาเหตุและวิธีป้องกันจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ก่อนเวลาอันควร
สาเหตุหลักที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพขณะจอด
การเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่เมื่อไม่ได้ใช้งานเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งจากธรรมชาติของตัวแบตเตอรี่เองและสภาพแวดล้อมภายนอก การทำความเข้าใจสาเหตุเหล่านี้จะช่วยให้วางแผนการดูแลรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การคายประจุไฟฟ้าด้วยตัวเอง (Self-Discharge)
แบตเตอรี่ทุกชนิดมีการคายประจุด้วยตัวเองตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นกระบวนการทางเคมีภายในที่ทำให้พลังงานที่เก็บไว้ค่อยๆ ลดลง แม้จะไม่ได้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ใดๆ ก็ตาม อัตราการคายประจุจะแตกต่างกันไปตามประเภท, อายุ และอุณหภูมิของแบตเตอรี่ โดยทั่วไปแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดในรถยนต์ทั่วไปอาจสูญเสียประจุประมาณ 4-6% ต่อเดือนในอุณหภูมิห้อง แต่หากอุณหภูมิสูงขึ้น อัตราการคายประจุก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ภาระไฟฟ้าแฝง (Parasitic Drain)
ดังที่กล่าวไปข้างต้น ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์ยังคงดึงพลังงานจากแบตเตอรี่อยู่เสมอเพื่อรักษาการทำงานพื้นฐานไว้ การดึงพลังงานในลักษณะนี้เรียกว่า “ภาระไฟฟ้าแฝง” หากระบบไฟฟ้าในรถยนต์สมบูรณ์ดี ภาระไฟฟ้าแฝงนี้จะอยู่ในระดับต่ำมาก แต่หากมีอุปกรณ์ไฟฟ้าชำรุดหรือเกิดการลัดวงจรขึ้น อาจทำให้เกิดการดึงไฟฟ้ามากกว่าปกติ ซึ่งจะเร่งให้แบตเตอรี่หมดเร็วยิ่งขึ้นเมื่อจอดทิ้งไว้
ผลกระทบจากปัจจัยภายนอก
สภาพแวดล้อมในการจอดรถมีผลโดยตรงต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุณหภูมิ
อุณหภูมิสูงและความร้อน: การจอดรถตากแดดจัดเป็นเวลานานเป็นอันตรายต่อแบตเตอรี่อย่างยิ่ง ความร้อนจะเร่งปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์แบตเตอรี่ ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพและสูญเสียประจุเร็วขึ้น นอกจากนี้ ความร้อนยังทำให้ของเหลวอิเล็กโทรไลต์ (น้ำกลั่น) ภายในแบตเตอรี่ระเหยออกไปเร็วขึ้น ซึ่งหากระดับของเหลวลดลงต่ำกว่าแผ่นธาตุ อาจทำให้แบตเตอรี่เกิดความเสียหายถาวรได้ อีกทั้งยังอาจเกิดคราบกรดหรือขี้เกลือขึ้นบริเวณขั้วแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นสาเหตุของการรั่วไหลของไฟฟ้า
วิธีดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ทั่วไป เมื่อต้องจอดทิ้งไว้นาน
สำหรับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในซึ่งใช้แบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดเป็นหลัก มีแนวทางการดูแลรักษาที่ปฏิบัติได้ไม่ยาก เพื่อให้แน่ใจว่ารถจะพร้อมใช้งานเสมอเมื่อต้องการ
การสตาร์ทเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอ
วิธีที่ดีที่สุดในการรักษาประจุแบตเตอรี่คือการใช้งานรถยนต์เป็นประจำ เมื่อเครื่องยนต์ทำงาน ไดชาร์จ (Alternator) จะทำหน้าที่ปั่นไฟเพื่อชาร์จประจุกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ หากไม่สามารถนำรถออกไปขับได้เป็นประจำ อย่างน้อยควรหาเวลาสตาร์ทเครื่องยนต์ให้เดินเบาทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อกระตุ้นการทำงานของแบตเตอรี่และป้องกันไม่ให้ประจุหมดไปจนหมด อย่างไรก็ตาม การขับรถเป็นระยะทางพอสมควร (ประมาณ 30 นาทีขึ้นไป) จะให้ผลดีกว่าการสตาร์ททิ้งไว้เฉยๆ เพราะจะทำให้ไดชาร์จสามารถเติมประจุกลับเข้าไปได้อย่างเต็มที่
การปล่อยให้แบตเตอรี่หมดจนเกลี้ยง (Deep Discharge) คือความเสียหายร้ายแรงที่อาจกู้คืนไม่ได้ และเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ก่อนกำหนด
เลือกสถานที่จอดให้เหมาะสม
การเลือกสถานที่จอดรถมีผลอย่างมากต่อการถนอมแบตเตอรี่ ควรจอดรถในที่ร่ม, โรงจอดรถ, หรือสถานที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวกและไม่ร้อนจัด เพื่อลดผลกระทบจากความร้อนที่จะเร่งการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ การหลีกเลี่ยงการจอดรถกลางแดดเป็นเวลานานไม่เพียงแต่ช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ แต่ยังช่วยรักษาสภาพสีและอุปกรณ์ภายในรถยนต์อีกด้วย
การทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่
ควรตรวจเช็คสภาพขั้วแบตเตอรี่เป็นประจำ หากพบว่ามีคราบขี้เกลือสีขาวหรือสีเขียวเกาะอยู่ ให้ทำความสะอาดโดยใช้น้ำอุ่นผสมเบกกิ้งโซดาและแปรงสีฟันเก่าขัดออกเบาๆ จากนั้นเช็ดให้แห้งสนิท การมีขั้วแบตเตอรี่ที่สะอาดและขันน็อตยึดแน่นจะช่วยให้กระแสไฟฟ้าไหลเวียนได้ดี ลดการสูญเสียพลังงานและป้องกันการเกิดสนิมที่อาจนำไปสู่ปัญหาการเชื่อมต่อในระยะยาว
ตรวจเช็คระบบไฟฟ้าและไดชาร์จ
การที่แบตเตอรี่หมดเร็วผิดปกติอาจไม่ได้มาจากตัวแบตเตอรี่เองเสมอไป แต่อาจเกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าในรถ เช่น ไดชาร์จเสื่อมสภาพ ทำให้ไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ได้อย่างเพียงพอ หรืออาจมีไฟรั่วในระบบจากอุปกรณ์ที่ชำรุด การนำรถเข้าตรวจเช็คสภาพระบบไฟฟ้าเป็นประจำจะช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้
การดูแลแบตเตอรี่ชนิดเติมน้ำกลั่น
หากรถยนต์ใช้แบตเตอรี่แบบน้ำ (Wet Cell) จำเป็นต้องหมั่นตรวจเช็คระดับน้ำกลั่นอย่างสม่ำเสมอ โดยระดับน้ำควรอยู่ระหว่างขีด Upper และ Lower ที่ระบุไว้ข้างแบตเตอรี่ หากพบว่าระดับน้ำลดลง ให้เติมด้วยน้ำกลั่นบริสุทธิ์เท่านั้น ห้ามใช้น้ำประปาหรือน้ำดื่มโดยเด็ดขาด เพราะแร่ธาตุในน้ำจะทำลายแผ่นธาตุภายใน การปล่อยให้ระดับน้ำกลั่นแห้งจะส่งผลให้แบตเตอรี่ร้อนจัดและเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว
การบำรุงรักษารถไฟฟ้า (EV) เมื่อต้องจอดนาน
รถยนต์ไฟฟ้าใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนซึ่งมีคุณสมบัติและข้อควรระวังแตกต่างจากแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดในรถยนต์ทั่วไป การดูแลรักษาเมื่อต้องจอดทิ้งไว้นานจึงมีแนวทางปฏิบัติที่เฉพาะเจาะจง
รักษาระดับประจุที่เหมาะสม (State of Charge – SoC)
สำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในรถ EV การจอดทิ้งไว้โดยมีประจุเต็ม 100% หรือเกือบหมด (ต่ำกว่า 20%) เป็นเวลานาน จะสร้างความเครียดให้กับเซลล์แบตเตอรี่และเร่งการเสื่อมสภาพ ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่จึงแนะนำให้รักษาระดับประจุแบตเตอรี่ให้อยู่ในช่วง 20-80% หากทราบว่าจะต้องจอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ควรชาร์จหรือใช้รถจนแบตเตอรี่อยู่ในระดับประมาณ 50% ซึ่งเป็นจุดที่เคมีภายในแบตเตอรี่มีความเสถียรมากที่สุด
หลีกเลี่ยงการจอดเมื่อแบตเตอรี่ต่ำเกินไป
การปล่อยให้แบตเตอรี่รถไฟฟ้ามีระดับประจุต่ำกว่า 20% เป็นเวลานานเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) ยังคงใช้พลังงานเล็กน้อยเพื่อดูแลเซลล์ต่างๆ หากประจุหมดไปจนถึง 0% อาจเกิดภาวะ “Deep Discharge” ที่รุนแรง ซึ่งอาจทำให้แบตเตอรี่เสียหายถาวรและไม่สามารถปลุกให้กลับมาชาร์จไฟได้อีกเลย ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่รถไฟฟ้ามีราคาสูงมาก ดังนั้นการป้องกันปัญหานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
| หัวข้อการดูแล | รถยนต์สันดาป (แบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด) | รถยนต์ไฟฟ้า (แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน) |
|---|---|---|
| ระดับประจุที่เหมาะสม | ควรให้มีประจุเกือบเต็มเสมอ โดยการสตาร์ทหรือขับขี่ | รักษาระดับประจุไว้ที่ 20-80% (เหมาะสมที่สุดคือ 50%) |
| การกระตุ้นแบตเตอรี่ | สตาร์ทเครื่องยนต์ 10-15 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง หรือขับสั้นๆ | ไม่จำเป็นต้องสตาร์ท แต่ควรตรวจสอบระดับประจุไม่ให้ต่ำเกินไป |
| ความเสี่ยงหลัก | ประจุหมดจนสตาร์ทไม่ติด, ขั้วแบตเตอรี่เกิดขี้เกลือ | การเกิด Deep Discharge ทำให้เซลล์แบตเตอรี่เสียหายถาวร |
| ผลกระทบจากความร้อน | น้ำกลั่นระเหยเร็ว, เกิดการเสื่อมสภาพ (Sulfation) | เร่งการเสื่อมสภาพของเซลล์, ลดความจุในการเก็บประจุ |
สรุปแนวทางการถนอมแบตเตอรี่เพื่อยืดอายุการใช้งาน
ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ประเภทใด การดูแลรักษาแบตเตอรี่เมื่อต้องจอดทิ้งไว้เป็นเวลานานถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาได้ในระยะยาว การปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ เช่น การรักษาระดับประจุที่เหมาะสม, การสตาร์ทเครื่องยนต์เป็นประจำสำหรับรถยนต์สันดาป, การเลือกสถานที่จอดที่เย็นและร่ม, และการหมั่นทำความสะอาดตรวจเช็คสภาพ จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าแบตเตอรี่จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานและพร้อมสำหรับทุกการเดินทาง การลงทุนเวลาเพียงเล็กน้อยในการดูแลรักษา ย่อมดีกว่าการเผชิญกับปัญหารถสตาร์ทไม่ติดและค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่ที่ไม่คาดคิด
ศูนย์บริการและให้คำปรึกษาด้านยานพาหนะไฟฟ้า
สำหรับผู้ที่สนใจยานพาหนะไฟฟ้าและต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลรักษาหรือกำลังมองหายานพาหนะไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ GIANT Shopping Mall ซึ่งเป็นศูนย์จำหน่ายจักรยานไฟฟ้า, สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike หลากหลายประเภท ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ
ช่องทางการติดต่อ:
- Facebook: FACEBOOK PAGE
- Line: LINE
- เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
เวลาทำการ: เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
ที่ตั้ง: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

