ปั่นเบาเหมือนลอยได้! รู้จักระบบ ‘PAS’ ตัวช่วยประหยัดแบต เพิ่มระยะทาง 2 เท่า
- สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับระบบ PAS
- ทำความเข้าใจเทคโนโลยีจักรยานไฟฟ้าแห่งอนาคต
- ระบบ PAS คืออะไร?
- ประเภทของเซ็นเซอร์ในระบบ PAS: หัวใจสำคัญที่แตกต่างกัน
- ข้อดีและประโยชน์ของการใช้ระบบ PAS
- การใช้งานระบบ PAS ร่วมกับส่วนประกอบอื่นของจักรยานไฟฟ้า
- ข้อควรพิจารณาและข้อจำกัดของระบบ PAS
- บทสรุป และก้าวต่อไปกับจักรยานไฟฟ้า
สำหรับผู้ที่เคยสัมผัสจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) อาจคุ้นเคยกับการบิดคันเร่งเพื่อให้รถเคลื่อนที่ แต่เทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนประสบการณ์การขับขี่ให้เหนือกว่าคือการ ปั่นเบาเหมือนลอยได้! รู้จักระบบ ‘PAS’ ตัวช่วยประหยัดแบต เพิ่มระยะทาง 2 เท่า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้จักรยานไฟฟ้าสมัยใหม่มอบทั้งความสนุกสนาน ประสิทธิภาพ และส่งเสริมสุขภาพไปพร้อมกัน ระบบนี้ไม่เพียงแต่ทำให้การปั่นง่ายขึ้น แต่ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้อย่างน่าทึ่ง
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับระบบ PAS
- Pedal Assist System (PAS) คืออะไร: ระบบอัจฉริยะในจักรยานไฟฟ้าที่ใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับการปั่นของผู้ขับขี่ แล้วสั่งให้มอเตอร์ส่งกำลังมาช่วยเสริม ทำให้การออกแรงปั่นเบาลงอย่างเห็นได้ชัด
- ประหยัดแบตเตอรี่ เพิ่มระยะทาง: เนื่องจากมอเตอร์จะทำงานเมื่อมีการปั่นเท่านั้น ทำให้ใช้พลังงานน้อยกว่าโหมดบิดคันเร่ง (Throttle-only) อย่างมาก ซึ่งสามารถเพิ่มระยะทางวิ่งได้สูงสุดถึง 2 เท่าต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
- ประสบการณ์ที่เป็นธรรมชาติ: ระบบ PAS โดยเฉพาะแบบ Torque Sensor ให้ความรู้สึกเหมือนการปั่นจักรยานทั่วไป แต่มีพลังเสริมเข้ามาช่วยอย่างนุ่มนวลตามแรงที่เราปั่น ทำให้ควบคุมง่ายและปลอดภัย
- เหมาะสำหรับทุกคน: ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุที่ต้องการออกกำลังกายเบาๆ, ผู้ที่กำลังฟื้นฟูร่างกาย, หรือนักปั่นที่ต้องการเดินทางไกลขึ้นโดยไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป ระบบนี้สามารถปรับระดับความช่วยเหลือได้ตามความต้องการ
ทำความเข้าใจเทคโนโลยีจักรยานไฟฟ้าแห่งอนาคต
ในยุคที่การเดินทางอย่างยั่งยืนและการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ จักรยานไฟฟ้าได้กลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจยังมีความเข้าใจว่าจักรยานไฟฟ้าคือการใช้คันเร่งบิดเพียงอย่างเดียว แต่เทคโนโลยีได้พัฒนาไปไกลกว่านั้น ระบบช่วยปั่น หรือ Pedal Assist System (PAS) ได้เข้ามาปฏิวัติวงการนี้ โดยเปลี่ยนโฉมจักรยานไฟฟ้าให้เป็นอุปกรณ์ที่ผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายและการเดินทางที่สะดวกสบายได้อย่างลงตัว
ความสำคัญของระบบ PAS อยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างกำลังจากมอเตอร์และกำลังจากผู้ปั่น ซึ่งไม่เพียงช่วยลดภาระของมอเตอร์และประหยัดพลังงาน แต่ยังกระตุ้นให้ผู้ขับขี่ได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ จึงเหมาะสำหรับผู้ใช้งานหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่ผู้ที่ต้องการเดินทางในเมืองไปจนถึงผู้ที่ต้องการปั่นเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจในเส้นทางไกลๆ หรือทางขึ้นเนินที่ท้าทาย
ระบบ PAS คืออะไร?
นิยามและความหมายของ Pedal Assist System
ระบบ PAS หรือ Pedal Assist System คือเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจหลักของจักรยานไฟฟ้าสมัยใหม่ โดยเป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อให้มอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังมาช่วยเหลือผู้ขับขี่ในขณะที่กำลังปั่นจักรยานเท่านั้น กล่าวคือ ทันทีที่ผู้ขับขี่เริ่มออกแรงหมุนบันได เซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่จะตรวจจับการเคลื่อนไหวนั้นและส่งสัญญาณไปยังกล่องควบคุม (Controller) เพื่อสั่งให้มอเตอร์ทำงานและส่งกำลังเสริมเข้ามา ทำให้ผู้ปั่นรู้สึกว่าการปั่นนั้นเบาและง่ายขึ้นอย่างมาก เหมือนมีแรงมาช่วยผลักอยู่ตลอดเวลา
เมื่อผู้ขับขี่หยุดปั่น มอเตอร์ก็จะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติเช่นกัน หลักการนี้แตกต่างจากจักรยานไฟฟ้าที่ใช้ระบบคันเร่ง (Throttle) อย่างสิ้นเชิง ซึ่งระบบคันเร่งจะให้กำลังมอเตอร์ตามการบิดของผู้ใช้โดยไม่จำเป็นต้องปั่น ทำให้มีลักษณะการทำงานคล้ายกับรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก
หลักการทำงานเบื้องหลังความเบาสบาย
การทำงานของระบบ PAS อาศัยส่วนประกอบหลัก 3 ส่วนที่ทำงานร่วมกันอย่างลงตัว:
- เซ็นเซอร์ (Sensor): ทำหน้าที่เป็น “ดวงตา” ของระบบ คอยตรวจจับว่าผู้ขับขี่กำลังปั่นอยู่หรือไม่ และปั่นด้วยลักษณะใด (เร็วแค่ไหน หรือแรงแค่ไหน)
- กล่องควบคุม (Controller): ทำหน้าที่เป็น “สมอง” รับข้อมูลจากเซ็นเซอร์มาประมวลผล และสั่งการไปยังมอเตอร์ว่าจะต้องจ่ายกำลังไฟฟ้าออกมาเท่าใดตามระดับความช่วยเหลือที่ผู้ใช้ตั้งค่าไว้
- มอเตอร์ (Motor): ทำหน้าที่เป็น “กล้ามเนื้อ” รับคำสั่งจากกล่องควบคุมและแปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกลเพื่อช่วยขับเคลื่อนจักรยานไปข้างหน้า
โดยทั่วไปแล้ว จักรยานไฟฟ้าที่มีระบบ PAS จะมีหน้าจอแสดงผลให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกระดับความช่วยเหลือได้หลายระดับ ตั้งแต่ระดับต่ำ (Eco) สำหรับการออกกำลังกายเบาๆ หรือประหยัดแบตเตอรี่สูงสุด ไปจนถึงระดับสูง (Turbo/Boost) สำหรับการปั่นขึ้นเนินชันหรือต้องการความเร็วสูงสุด
ประเภทของเซ็นเซอร์ในระบบ PAS: หัวใจสำคัญที่แตกต่างกัน
เซ็นเซอร์คือส่วนประกอบที่กำหนดประสบการณ์การขับขี่ของระบบ PAS ได้อย่างชัดเจนที่สุด โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละประเภทมีหลักการทำงานและให้ความรู้สึกในการปั่นที่แตกต่างกัน
Cadence Sensor (เซ็นเซอร์ตรวจจับความเร็วรอบขา)
Cadence Sensor ทำงานโดยใช้ชุดแม่เหล็กที่ติดอยู่กับจานปั่นหรือขาจาน เมื่อผู้ขับขี่เริ่มหมุนบันได วงแหวนแม่เหล็กนี้จะหมุนผ่านตัวเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่กับเฟรมรถ ระบบจะตรวจจับได้ว่ามีการปั่นเกิดขึ้นและส่งสัญญาณให้มอเตอร์ทำงานตามระดับที่ตั้งไว้ หลักการทำงานของมันคือการตรวจจับแค่ “การเคลื่อนไหว” ไม่ได้วัด “แรง” ที่ใช้ปั่น
ดังนั้น ไม่ว่าผู้ขับขี่จะออกแรงปั่นหนักหรือเบา หากเลือกระดับความช่วยเหลือไว้ที่ระดับ 3 มอเตอร์ก็จะส่งกำลังออกมาคงที่ในระดับ 3 เสมอ ความรู้สึกที่ได้จะคล้ายกับสวิตช์เปิด-ปิด คือเมื่อเริ่มปั่น มอเตอร์จะทำงาน และเมื่อหยุดปั่น มอเตอร์จะหยุด ซึ่งอาจมีความหน่วงเล็กน้อยตอนเริ่มต้นและตอนหยุด
Torque Sensor (เซ็นเซอร์ตรวจจับแรงบิด)
Torque Sensor เป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและให้ประสบการณ์ที่เป็นธรรมชาติมากกว่า โดยเซ็นเซอร์ชนิดนี้จะวัด “แรงกด” หรือ “แรงบิด” ที่ผู้ขับขี่ส่งไปยังบันไดโดยตรง ยิ่งผู้ขับขี่ออกแรงปั่นมากเท่าไหร่ เซ็นเซอร์ก็จะยิ่งส่งสัญญาณให้มอเตอร์ส่งกำลังมาช่วยมากขึ้นเท่านั้น
ผลลัพธ์คือการตอบสนองที่ฉับไวและเป็นสัดส่วนโดยตรงกับความตั้งใจของผู้ปั่น หากปั่นเบาๆ บนทางเรียบ มอเตอร์ก็จะช่วยเสริมน้อยๆ แต่เมื่อต้องปั่นขึ้นเนินชันและผู้ขับขี่ต้องออกแรงกดบันไดมากขึ้น มอเตอร์ก็จะเพิ่มกำลังช่วยเหลือให้มากขึ้นโดยอัตโนมัติ ทำให้รู้สึกเหมือนมี “กำลังขาพิเศษ” ที่ช่วยขยายขีดความสามารถของตัวเองได้อย่างเป็นธรรมชาติและนุ่มนวล
| คุณสมบัติ | Cadence Sensor | Torque Sensor |
|---|---|---|
| หลักการทำงาน | วัดการหมุนของขาจาน (ปั่น/ไม่ปั่น) | วัดแรงกด/แรงบิดที่กระทำต่อบันได |
| ความรู้สึกในการปั่น | เหมือนสวิตช์เปิด-ปิด มีแรงกระชากเล็กน้อย | เป็นธรรมชาติ นุ่มนวล เหมือนมีกำลังขาเพิ่มขึ้น |
| การตอบสนอง | มีการหน่วงเล็กน้อยเมื่อเริ่มและหยุดปั่น | ตอบสนองทันทีและเป็นสัดส่วนกับแรงปั่น |
| ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน | ดีกว่าโหมดคันเร่ง แต่ด้อยกว่า Torque Sensor | ประหยัดพลังงานสูงสุด เพราะจ่ายกำลังตามที่จำเป็น |
| การขับขี่บนเนิน | ต้องเปลี่ยนระดับช่วยด้วยตนเอง อาจไม่ทันท่วงที | มอเตอร์เพิ่มกำลังช่วยอัตโนมัติตามแรงกด ทำให้ขึ้นเนินง่าย |
| ราคา | ราคาประหยัดกว่า พบใน E-Bike รุ่นเริ่มต้น | ราคาสูงกว่า พบใน E-Bike รุ่นกลางถึงสูง |
ข้อดีและประโยชน์ของการใช้ระบบ PAS
การประหยัดแบตเตอรี่และเพิ่มระยะทางวิ่ง
ประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดของ ระบบ PAS คือการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับการใช้คันเร่ง (Throttle) ที่มอเตอร์ต้องทำงานเต็มกำลังตามที่ผู้ใช้บิดตลอดเวลา ระบบ PAS จะจ่ายพลังงานเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น คือตอนที่ผู้ใช้ปั่น การทำงานแบบมีเงื่อนไขนี้ช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงานได้อย่างมหาศาล ส่งผลให้จักรยานไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้นอย่างน้อย 30-50% และในบางกรณีอาจไกลขึ้นได้ถึง 2 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้โหมดคันเร่งเพียงอย่างเดียว นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้จักรยานไฟฟ้าที่ใช้ PAS เหมาะสำหรับการเดินทางไกล
ส่งเสริมการออกกำลังกายและสุขภาพ
หลายคนอาจมองว่าจักรยานไฟฟ้าไม่ใช่อุปกรณ์สำหรับการออกกำลังกาย แต่ระบบ PAS ได้เปลี่ยนแนวคิดนี้ไปโดยสิ้นเชิง เพราะระบบบังคับให้ผู้ขับขี่ต้องออกแรงปั่นอยู่เสมอจึงจะได้รับความช่วยเหลือจากมอเตอร์ ผู้ใช้สามารถเลือกระดับความช่วยเหลือต่ำเพื่อเน้นการออกกำลังกายที่หนักขึ้น หรือเลือกระดับสูงเพื่อช่วยผ่อนแรงในวันที่เหนื่อยล้าหรือต้องปั่นขึ้นทางชัน ทำให้เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นออกกำลังกาย ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่อยู่ในช่วงพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ เพราะช่วยลดแรงกระแทกและภาระต่อข้อต่อต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
ระบบ PAS เปลี่ยนจักรยานไฟฟ้าจากการเป็นเพียง “ยานพาหนะ” ให้กลายเป็น “คู่หูในการออกกำลังกาย” ที่ปรับความท้าทายได้ตามสภาพร่างกายในแต่ละวัน
ประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นธรรมชาติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจักรยานที่ใช้ Torque Sensor ระบบ PAS มอบประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับการปั่นจักรยานปกติมากที่สุด แต่เบาและสบายกว่า การที่มอเตอร์ตอบสนองตามแรงปั่นของผู้ใช้ทำให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างง่ายดายและคาดเดาได้ ไม่มีอาการกระชากหรือพุ่งไปข้างหน้าโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ในสภาพการจราจรที่หลากหลาย ผู้ปั่นจะรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับจักรยานและสามารถเพลิดเพลินกับทิวทัศน์รอบข้างได้อย่างเต็มที่
การใช้งานระบบ PAS ร่วมกับส่วนประกอบอื่นของจักรยานไฟฟ้า
การทำงานร่วมกับเกียร์จักรยาน
แม้ระบบ PAS จะทำงานเป็นอิสระจากระบบเกียร์ แต่การใช้งานทั้งสองอย่างร่วมกันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ได้อย่างสูงสุด หลักการคือใช้ ระบบ PAS เพื่อเลือกระดับ “กำลังเสริม” ที่ต้องการ และใช้ ระบบเกียร์ เพื่อปรับ “ความหนืด” หรือความต้านทานของบันไดให้เหมาะสมกับการออกแรง
ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องการปั่นเร็วบนทางเรียบ สามารถเพิ่มระดับ PAS ให้สูงขึ้น แล้วเปลี่ยนไปใช้เกียร์สูง (เกียร์หนัก) เพื่อให้รอบขาไม่เร็วเกินไปและส่งกำลังได้อย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน เมื่อต้องขึ้นเนินชัน ควรเลือกระดับ PAS สูงสุด แล้วปรับไปใช้เกียร์ต่ำ (เกียร์เบา) เพื่อให้สามารถปั่นขึ้นไปได้อย่างง่ายดายโดยไม่เปลืองแรงมากเกินไป การทำเช่นนี้ไม่เพียงทำให้การปั่นนุ่มนวลขึ้น แต่ยังช่วยลดภาระของมอเตอร์และยืดอายุการใช้งานของโซ่และเฟืองอีกด้วย
การผสมผสานกับระบบคันเร่ง (Throttle)
จักรยานไฟฟ้าบางรุ่นมาพร้อมกับระบบ PAS และคันเร่งในคันเดียวกัน เพื่อมอบความยืดหยุ่นสูงสุดในการใช้งาน คันเร่งจะมีประโยชน์ในสถานการณ์เฉพาะหน้า เช่น การออกตัวจากจุดหยุดนิ่งโดยเฉพาะบนทางลาดชัน ซึ่งการเริ่มปั่นอาจทำได้ยาก หรือเมื่อต้องการกำลังเสริมอย่างรวดเร็วเพื่อเร่งแซง การมีทั้งสองระบบทำให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบการใช้งานที่เหมาะสมที่สุดกับสถานการณ์นั้นๆ ได้
ข้อควรพิจารณาและข้อจำกัดของระบบ PAS
แม้ว่าระบบ PAS จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็มีบางประเด็นที่ผู้ใช้งานควรทราบ:
- การใช้พลังงานตามระดับความช่วยเหลือ: ยิ่งตั้งค่าระดับความช่วยเหลือไว้สูงเท่าไหร่ แบตเตอรี่ก็จะยิ่งหมดเร็วขึ้นเท่านั้น ผู้ขับขี่ควรเลือกระดับที่เหมาะสมกับสภาพเส้นทางและระยะทางที่ต้องการเดินทาง
- ต้องมีการปั่นเสมอ: ระบบจะไม่ทำงานหากไม่มีการปั่น ซึ่งหมายความว่าไม่สามารถใช้เป็นยานพาหนะแบบพาสซีฟได้อย่างสมบูรณ์เหมือนรถจักรยานยนต์
- ตรวจสอบกฎหมายและข้อบังคับท้องถิ่น: ในบางพื้นที่อาจมีกฎหมายเกี่ยวกับความเร็วสูงสุดของจักรยานไฟฟ้า หรือข้อกำหนดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้ใช้งานควรศึกษาข้อบังคับในพื้นที่ของตนเองก่อนใช้งานบนทางสาธารณะ
บทสรุป และก้าวต่อไปกับจักรยานไฟฟ้า
ระบบ PAS (Pedal Assist System) ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นมากกว่าแค่ฟีเจอร์เสริมของจักรยานไฟฟ้า แต่เป็นเทคโนโลยีแกนหลักที่ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้มีประสิทธิภาพ สนุกสนาน และเป็นมิตรต่อสุขภาพมากขึ้น ด้วยความสามารถในการช่วยผ่อนแรงอย่างชาญฉลาด ทำให้การปั่นเบาเหมือนลอยได้ พร้อมทั้งช่วยประหยัดแบตเตอรี่และเพิ่มระยะทางวิ่งได้ไกลขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้จักรยานไฟฟ้ากลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนทุกเพศทุกวัย
การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Cadence Sensor และ Torque Sensor จะช่วยให้สามารถเลือกจักรยานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของตนเองได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในชีวิตประจำวัน การออกกำลังกาย หรือการท่องเที่ยวผจญภัย ระบบ PAS ก็พร้อมที่จะเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในทุกเส้นทาง
สำหรับผู้ที่สนใจสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าด้วยจักรยานไฟฟ้าคุณภาพสูงที่มาพร้อมระบบ PAS อัจฉริยะ สามารถเข้ามาเลือกชมและทดลองขับขี่ได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ทั้งสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่:
FACEBOOK PAGE | LINE | ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทร: 061-962-2878

