จับตานโยบาย EV 2026: กฎหมายและมาตรฐานใหม่ของ “จักรยานไฟฟ้า” ที่ผู้ใช้ต้องเตรียมรับมือ
- ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบายจักรยานไฟฟ้าปี 2569
- ทิศทางใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลในประเทศไทย
- เกณฑ์ชี้วัด: จักรยานไฟฟ้าแบบไหนที่ต้องจดทะเบียนในปี 2569
- สรุปข้อกฎหมายและบทลงโทษที่ผู้ใช้ต้องทราบ
- ความท้าทายในการจดทะเบียน: ทำไมจักรยานไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังไม่ผ่านมาตรฐาน
- คำแนะนำสำหรับผู้บริโภค: เลือกซื้อและใช้งานอย่างไรให้ถูกกฎหมาย
- บทสรุป: เตรียมพร้อมรับมือกฎหมายใหม่เพื่อการใช้งานที่ยั่งยืน
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐกำลังขยายขอบเขตครอบคลุมยานพาหนะประเภทอื่นนอกเหนือจากรถยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลขนาดเล็ก เช่น จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งกำลังจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในปี พ.ศ. 2569
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบายจักรยานไฟฟ้าปี 2569
- การกำหนดนิยามใหม่: ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังมอเตอร์ตั้งแต่ 250 วัตต์ขึ้นไป และทำความเร็วสูงสุดได้ไม่ต่ำกว่า 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะถูกจัดประเภทเป็น “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ซึ่งต้องเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนตามกฎหมาย
- ข้อบังคับทางกฎหมาย: การใช้ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ที่ไม่จดทะเบียนบนทางสาธารณะจะมีโทษปรับสูงสุดถึง 10,000 บาท และผู้ขับขี่จะต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ ซึ่งหากฝ่าฝืนจะมีโทษทั้งจำและปรับ
- มาตรฐานความปลอดภัย: จักรยานไฟฟ้าส่วนใหญ่ในท้องตลาด โดยเฉพาะรุ่นทั่วไปหรือทรงแม่บ้าน อาจไม่สามารถจดทะเบียนได้ เนื่องจากไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสากล (UN Regulation) ในด้านโครงสร้างและระบบเบรก
- การบังคับใช้ที่เข้มงวด: สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเริ่มใช้มาตรการตรวจจับที่เข้มข้นขึ้นควบคู่กับระบบตัดคะแนนใบขับขี่สำหรับยานพาหนะไฟฟ้าที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดตั้งแต่ปี 2569
- ข้อควรปฏิบัติของผู้ใช้: ผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อหรือเป็นเจ้าของจักรยานไฟฟ้า ควรตรวจสอบคุณสมบัติของตัวรถอย่างละเอียด ทั้งกำลังมอเตอร์และความเร็วสูงสุด เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและหลีกเลี่ยงบทลงโทษ
ทิศทางใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลในประเทศไทย
จับตานโยบาย EV 2026: กฎหมายและมาตรฐานใหม่ของ “จักรยานไฟฟ้า” ที่ผู้ใช้ต้องเตรียมรับมือ ถือเป็นหัวข้อที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลในปัจจุบันและอนาคต การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงข้อบังคับเล็กน้อย แต่เป็นการจัดระเบียบโครงสร้างทางกฎหมายครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างความเป็นระเบียบบนท้องถนน การขยายขอบเขตของนโยบาย EV ให้ครอบคลุมจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดและความจำเป็นในการกำกับดูแลเพื่อลดความเสี่ยงและอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งานที่ไม่เหมาะสม
ความสำคัญของนโยบาย EV 2026 ต่อผู้ใช้งาน
การเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อ การใช้งาน และภาระหน้าที่ทางกฎหมายของผู้ครอบครองยานพาหนะเหล่านี้ นโยบายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความชัดเจนในการจำแนกประเภทยานพาหนะไฟฟ้า โดยกำหนดเกณฑ์จากสมรรถนะของตัวรถเป็นหลัก ได้แก่ กำลังมอเตอร์ไฟฟ้าและความเร็วสูงสุด ซึ่งจะกลายเป็นตัวชี้วัดว่ายานพาหนะคันนั้นต้องเข้าสู่กระบวนการจดทะเบียนและอยู่ภายใต้ข้อบังคับของ พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 หรือไม่ การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างจริงจังในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้ใช้จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมและปรับตัวให้เข้ากับระเบียบใหม่
กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
กลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีวงกว้าง ตั้งแต่ผู้ใช้งานปัจจุบันที่ครอบครองจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ไปจนถึงผู้ที่กำลังวางแผนจะซื้อในอนาคต นอกจากนี้ ผู้ประกอบการธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายก็ต้องปรับตัวเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของตนสอดคล้องกับมาตรฐานและข้อกำหนดใหม่ของภาครัฐ การทำความเข้าใจในสาระสำคัญของกฎหมายใหม่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่ยังรวมถึงการวางแผนการใช้งานและการลงทุนในระยะยาว เพื่อให้มั่นใจว่ายานพาหนะที่เลือกใช้นั้นถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย และสามารถใช้งานบนทางสาธารณะได้อย่างไม่มีปัญหา
เกณฑ์ชี้วัด: จักรยานไฟฟ้าแบบไหนที่ต้องจดทะเบียนในปี 2569
หัวใจสำคัญของนโยบายใหม่คือการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อจำแนกประเภทของจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ผู้ใช้สามารถระบุได้ว่ายานพาหนะของตนเข้าข่ายที่ต้องจดทะเบียนหรือไม่ เกณฑ์ดังกล่าวอ้างอิงจากสมรรถนะของตัวรถเป็นหลัก
นิยาม “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ตามกฎหมาย
ตามแนวทางของกฎหมายที่จะบังคับใช้ในปี 2569 ยานพาหนะสองล้อไฟฟ้าจะถูกจัดเป็น “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” (E-Motorcycle) หากมีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งสองข้อดังต่อไปนี้:
- กำลังมอเตอร์ (Motor Power): มีกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าตั้งแต่ 250 วัตต์ ขึ้นไป
- ความเร็วสูงสุด (Maximum Speed): สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ ไม่ต่ำกว่า 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ยานพาหนะใดก็ตามที่เข้าข่ายตามนิยามนี้ จะถูกพิจารณาว่าเป็นรถจักรยานยนต์ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 ซึ่งหมายความว่าจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับทุกประการเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปทั่วไป ซึ่งรวมถึงการนำรถไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก การเสียภาษีประจำปี และการทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.)
การจำแนกประเภทจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถแบ่งประเภทของจักรยานไฟฟ้าตามเกณฑ์ใหม่ได้ดังนี้:
- กลุ่มที่ต้องจดทะเบียน (เข้าข่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า): คือกลุ่มที่มีสมรรถนะสูงตามเกณฑ์ข้างต้น (กำลังมอเตอร์ ≥ 250W และความเร็วสูงสุด ≥ 45 กม./ชม.) ยานพาหนะในกลุ่มนี้มักเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ หรือจักรยานไฟฟ้าทรงสปอร์ตที่ออกแบบมาเพื่อการเดินทางในระยะไกลและใช้ความเร็วสูง
- กลุ่มที่ไม่ต้องจดทะเบียน: คือกลุ่มที่มีสมรรถนะต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เช่น จักรยานไฟฟ้าทรงแม่บ้านที่ใช้สำหรับจ่ายตลาดหรือเดินทางในระยะใกล้ มีกำลังมอเตอร์ต่ำกว่า 250 วัตต์ และความเร็วสูงสุดไม่เกิน 25-30 กม./ชม. ยานพาหนะกลุ่มนี้ยังคงสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่ต้องปฏิบัติตามกฎจราจรอื่นๆ เช่น การห้ามวิ่งบนทางเท้า และการขับขี่ชิดขอบทางด้านซ้าย
| คุณสมบัติ | รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (ต้องจดทะเบียน) | จักรยานไฟฟ้าทั่วไป (ไม่ต้องจดทะเบียน) |
|---|---|---|
| กำลังมอเตอร์ | 250 วัตต์ขึ้นไป | ต่ำกว่า 250 วัตต์ |
| ความเร็วสูงสุด | 45 กม./ชม. ขึ้นไป | ต่ำกว่า 45 กม./ชม. |
| การจดทะเบียน | จำเป็น | ไม่จำเป็น |
| ใบอนุญาตขับขี่ | จำเป็น (ใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์) | ไม่จำเป็น |
| ข้อบังคับหลัก | พ.ร.บ.รถยนต์, พ.ร.บ.จราจรทางบก | พ.ร.บ.จราจรทางบก (เช่น ห้ามวิ่งบนทางเท้า) |
สรุปข้อกฎหมายและบทลงโทษที่ผู้ใช้ต้องทราบ
การบังคับใช้กฎหมายใหม่มาพร้อมกับบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม การทำความเข้าใจข้อกฎหมายเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมายโดยไม่เจตนา
กฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนและโทษปรับ
ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือข้อบังคับเกี่ยวกับการจดทะเบียน ภายใต้ พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 6 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าห้ามมิให้ผู้ใดนำรถที่ยังมิได้จดทะเบียนมาใช้ในทางสาธารณะ หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งหมายความว่าหากจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีสมรรถนะเข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า แต่ไม่ได้นำไปจดทะเบียนให้ถูกต้อง การนำออกมาขับขี่บนถนนถือเป็นความผิดและมีโอกาสถูกจับปรับได้ทันที
ข้อบังคับเรื่องใบอนุญาตขับขี่
ควบคู่ไปกับการจดทะเบียน ผู้ขับขี่ยานพาหนะที่เข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 64 กำหนดว่าการขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น ผู้ที่ต้องการใช้งานยานพาหนะประเภทนี้จึงต้องผ่านการทดสอบและมีใบอนุญาตขับขี่เช่นเดียวกับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ทั่วไป
กฎจราจรบนท้องถนน: การใช้เลนและข้อห้าม
ไม่ว่าจักรยานไฟฟ้าจะต้องจดทะเบียนหรือไม่ก็ตาม ยังคงต้องปฏิบัติตามกฎจราจรพื้นฐานอย่างเคร่งครัด ข้อห้ามที่พบบ่อยและมีการบังคับใช้จริงจังคือ:
- ห้ามวิ่งบนทางเท้า: การนำยานพาหนะทุกชนิดขึ้นไปวิ่งบนทางเท้าถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 ซึ่งมีโทษปรับสูงสุดถึง 5,000 บาท
- การใช้ช่องทางจราจร: ผู้ขับขี่จักรยานไฟฟ้าต้องขับขี่ในช่องทางเดินรถด้านซ้ายสุด หรือในช่องทางที่จัดไว้สำหรับจักรยานเท่านั้น ห้ามขับขี่ในเลนหลักหรือกีดขวางการจราจรของรถยนต์ประเภทอื่น
มาตรฐานความปลอดภัยใหม่: หมวกนิรภัยและการบังคับใช้
เพื่อยกระดับความปลอดภัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2568 เป็นต้นมา มีการประกาศให้การสวมหมวกนิรภัยเป็นข้อบังคับสำหรับผู้ขับขี่จักรยานไฟฟ้าบางประเภท แม้ว่ายานพาหนะคันนั้นจะไม่เข้าข่ายต้องมีใบอนุญาตขับขี่ก็ตาม ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันเพื่อลดความรุนแรงของการบาดเจ็บที่ศีรษะหากเกิดอุบัติเหตุ
การบังคับใช้กฎหมายจราจรที่เข้มงวดขึ้นในปี 2569 รวมถึงระบบตัดคะแนนใบขับขี่ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ
ความท้าทายในการจดทะเบียน: ทำไมจักรยานไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังไม่ผ่านมาตรฐาน
แม้ว่ากฎหมายจะเปิดช่องให้จักรยานไฟฟ้าสมรรถนะสูงสามารถจดทะเบียนได้ แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่ามีอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ยานพาหนะส่วนใหญ่ในท้องตลาดไม่สามารถผ่านกระบวนการนี้ได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคต้องทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจซื้อ
อุปสรรคจากมาตรฐาน UN Regulation
เหตุผลหลักที่ทำให้จักรยานไฟฟ้าจำนวนมากไม่สามารถจดทะเบียนได้ ไม่ได้อยู่ที่กำลังมอเตอร์หรือความเร็วสูงสุดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะการไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสากลที่เรียกว่า UN Regulation ซึ่งกรมการขนส่งทางบกใช้เป็นเกณฑ์ในการตรวจสอบสภาพรถก่อนการจดทะเบียน มาตรฐานดังกล่าวครอบคลุมองค์ประกอบด้านความปลอดภัยที่สำคัญหลายส่วน เช่น:
- โครงสร้างตัวถัง: ต้องมีความแข็งแรงทนทาน สามารถรองรับแรงกระแทกและสภาวะการใช้งานบนท้องถนนจริงได้อย่างปลอดภัย
- ระบบเบรก: ต้องมีประสิทธิภาพในการหยุดรถที่เชื่อถือได้ ทั้งเบรกหน้าและเบรกหลัง และต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐานที่กำหนด
- ระบบไฟฟ้าและแสงสว่าง: ต้องมีไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว และอุปกรณ์ให้สัญญาณที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อทัศนวิสัยที่ดีและความปลอดภัยในการขับขี่เวลากลางคืน
จักรยานไฟฟ้าทั่วไป โดยเฉพาะรุ่นที่นำเข้าโดยไม่ได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน มักถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานในพื้นที่จำกัด ไม่ใช่บนถนนสาธารณะ จึงมีโครงสร้างและอุปกรณ์ที่ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดเหล่านี้ ทำให้ไม่ผ่านการตรวจสภาพและไม่สามารถจดทะเบียนได้ในที่สุด
สถานการณ์ตลาดและแนวโน้มในอนาคต
แนวโน้มการกำกับดูแลยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กกำลังเข้มข้นขึ้นทั่วโลก หลายประเทศได้เริ่มนำมาตรการที่คล้ายคลึงกันมาใช้ ตัวอย่างเช่น ไต้หวันได้บังคับให้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าต้องติดแผ่นป้ายทะเบียนมาตั้งแต่ปี 2022 เพื่อให้ง่ายต่อการระบุตัวตนและบังคับใช้กฎหมาย สำหรับประเทศไทย ทิศทางในอนาคตจะยังคงยึดตามมาตรฐานสากล (UN Regulation) และกฎหมายจราจรที่ปรับปรุงใหม่ในปี 2569 เป็นหลัก ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดต้องปรับตัว ผู้ผลิตและผู้นำเข้าจะต้องให้ความสำคัญกับการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและสามารถจดทะเบียนได้อย่างถูกต้องมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการยานพาหนะที่ถูกกฎหมายและปลอดภัย
คำแนะนำสำหรับผู้บริโภค: เลือกซื้อและใช้งานอย่างไรให้ถูกกฎหมาย
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย ผู้บริโภคมีบทบาทสำคัญในการเลือกซื้อและใช้งานจักรยานไฟฟ้าอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อความปลอดภัยและเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจตามมา
สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อ
ก่อนการตัดสินใจซื้อจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ผู้บริโภคควรพิจารณาและตรวจสอบข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด โดยเฉพาะประเด็นต่อไปนี้:
- ตรวจสอบกำลังวัตต์ของมอเตอร์: สอบถามผู้ขายหรือตรวจสอบจากเอกสารกำกับสินค้าว่ามีกำลังมอเตอร์กี่วัตต์ หากมีค่าตั้งแต่ 250 วัตต์ขึ้นไป ต้องพิจารณาข้อต่อไป
- ตรวจสอบความเร็วสูงสุด: ตรวจสอบว่ายานพาหนะสามารถทำความเร็วสูงสุดได้เท่าใด หากทำได้ตั้งแต่ 45 กม./ชม. ขึ้นไป และมีกำลังมอเตอร์เกินเกณฑ์ จะถือว่าเข้าข่ายต้องจดทะเบียน
- สอบถามเกี่ยวกับการจดทะเบียน: หากยานพาหนะมีสมรรถนะสูง ควรสอบถามผู้จำหน่ายโดยตรงว่ารุ่นดังกล่าวสามารถจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้หรือไม่ และมีเอกสารรับรองมาตรฐานความปลอดภัยประกอบหรือไม่
การตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ล่วงหน้าจะช่วยให้สามารถเลือกซื้อยานพาหนะที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การใช้งานและเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายได้อย่างถูกต้อง
ความเสี่ยงของการใช้รถผิดประเภทบนทางสาธารณะ
การเพิกเฉยต่อข้อกฎหมายและนำยานพาหนะที่ไม่ได้จดทะเบียน (แต่มีคุณสมบัติเข้าข่ายต้องจดทะเบียน) มาใช้งานบนถนนสาธารณะ ก่อให้เกิดความเสี่ยงหลายประการ ได้แก่:
- ความเสี่ยงด้านกฎหมาย: มีโอกาสถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจสอบและถูกดำเนินคดี ซึ่งมีโทษปรับสูง และหากไม่มีใบอนุญาตขับขี่ก็อาจมีโทษจำคุกร่วมด้วย
- ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย: ยานพาหนะที่ไม่ได้มาตรฐานอาจมีสมรรถนะของเบรกและโครงสร้างที่ไม่ปลอดภัยสำหรับการใช้งานที่ความเร็วสูง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง
- ความเสี่ยงต่อการถูกยึดรถ: ในบางกรณี เจ้าหน้าที่อาจพิจารณายึดยานพาหนะไว้เพื่อทำการตรวจสอบ ซึ่งสร้างความยุ่งยากและอาจสูญเสียทรัพย์สิน
ดังนั้น การเลือกใช้ยานพาหนะให้เหมาะสมกับประเภทการใช้งานและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด
บทสรุป: เตรียมพร้อมรับมือกฎหมายใหม่เพื่อการใช้งานที่ยั่งยืน
การเปลี่ยนแปลงนโยบาย EV ในปี 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดระเบียบและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในประเทศไทย การกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนโดยอิงจากกำลังมอเตอร์และความเร็วสูงสุด ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถจำแนกประเภทยานพาหนะและเข้าใจภาระหน้าที่ทางกฎหมายของตนเองได้ดียิ่งขึ้น แม้ว่าความท้าทายด้านมาตรฐานการจดทะเบียนจะยังคงเป็นประเด็นสำคัญ แต่การปรับตัวและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายจะนำไปสู่การใช้งานที่ปลอดภัยและยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับผู้ที่สนใจจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ได้มาตรฐานและออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ สามารถค้นหาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายได้ที่ GIANT Shopping Mall ซึ่งเป็นศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ช่องทางออนไลน์: FACEBOOK PAGE, LINE หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์

