จับตา! สงครามราคา EV รอบใหม่? วิเคราะห์แนวโน้มตลาดสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าปลายปี 2026
การวิเคราะห์แนวโน้มตลาดสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าปลายปี 2026 กำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกระแสข่าวเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิด “สงครามราคา EV รอบใหม่” การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยแวดล้อมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการผลิต นวัตกรรมเทคโนโลยี หรือนโยบายภาครัฐ ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างราคาและกลยุทธ์การแข่งขันในตลาด บทความนี้จะทำการวิเคราะห์เจาะลึกถึงแนวโน้มต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมของตลาดที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง
- การเติบโตของตลาดโลก: ตลาดสกู๊ตเตอร์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีมูลค่าสูงถึง 23,178.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2569
- ตลาดในประเทศไทย: แม้ปัจจุบันจะมีส่วนแบ่งตลาดน้อย แต่ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าไทยกำลังแสดงสัญญาณการเติบโตที่แข็งแกร่ง ด้วยยอดจองที่เพิ่มขึ้นกว่า 66.98% ในงานแสดงยานยนต์ล่าสุด
- เทคโนโลยีแบตเตอรี่: การพัฒนาแบตเตอรี่ โดยเฉพาะประเภท SLA (Sealed Lead-Acid) ที่มีราคาเข้าถึงง่าย อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อราคาจำหน่ายโดยรวม
- ปัจจัยเสี่ยงด้านราคา: ต้นทุนชิปประมวลผล, นโยบายภาษีนำเข้า, และค่าขนส่งระหว่างประเทศ คือสามปัจจัยหลักที่อาจผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปลายปี 2026
- การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค: กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z มีแนวโน้มเลือกใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นตัวเลือกหลัก ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันด้านการออกแบบและฟังก์ชันการใช้งาน
ภาพรวมตลาดสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและการเติบโตในระดับโลก
ตลาดสกู๊ตเตอร์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงของการขยายตัวอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการที่สอดประสานกัน ทั้งความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐในหลายประเทศ และความต้องการรูปแบบการเดินทางที่ยั่งยืนและประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
มูลค่าตลาดที่คาดการณ์ว่าจะพุ่งสูงขึ้น
ข้อมูลเชิงสถิติชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตที่ชัดเจน ในปี 2563 มูลค่าตลาดรวมของสกู๊ตเตอร์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่ 5,176.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขคาดการณ์สำหรับปี 2569 นั้นน่าทึ่งอย่างยิ่ง โดยคาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นไปถึง 23,178.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) ที่สูงถึง 25.08% ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว อัตราการเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและการยอมรับที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของผู้บริโภคทั่วโลกต่อยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคจากรถจักรยานยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้ากำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโครงสร้างอุปสงค์ของตลาดโลก
ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้มีแรงขับเคลื่อนมาจากหลายปัจจัย ประการแรกคือ ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้ผู้คนมองหาทางเลือกที่เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น ประการที่สองคือ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ผันผวน ทำให้ยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่อกิโลเมตรต่ำกว่ากลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ประการสุดท้ายคือ นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น การให้เงินอุดหนุน การลดหย่อนภาษี และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จ ซึ่งล้วนเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ในกลุ่มสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ยังมีปัจจัยเสริมจากการขยายตัวของธุรกิจบริการเช่าใช้ (Sharing Services) ในเมืองใหญ่ทั่วโลก ซึ่งช่วยสร้างความคุ้นเคยและทัศนคติที่ดีต่อการใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน
สถานการณ์ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
สำหรับตลาดในประเทศไทย แม้ว่าภาพรวมจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็มีสัญญาณบวกที่น่าสนใจและบ่งชี้ถึงศักยภาพในการเติบโตที่สูงในอนาคต การเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่มีความต่อเนื่อง และได้รับแรงหนุนจากทั้งผู้ผลิตรายใหม่และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มเปิดรับเทคโนโลยีใหม่มากขึ้น
ส่วนแบ่งตลาดและสัญญาณการเติบโตที่ชัดเจน
ในปี 2023 ส่วนแบ่งตลาดของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในไทยยังถือว่าน้อยมาก โดยอยู่ที่เพียง 1.07% เมื่อเทียบกับตลาดรถจักรยานยนต์โดยรวมที่ยังคงถูกครอบงำโดยเครื่องยนต์สันดาปภายใน อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปในรายละเอียด จะพบสัญญาณการเติบโตที่น่าจับตาอย่างยิ่ง ข้อมูลจากงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 สะท้อนภาพนี้ได้เป็นอย่างดี โดยมียอดจองรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 5,173 คัน ซึ่งเติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 66.98% ตัวเลขนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าความต้องการยานยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยนั้นมีอยู่จริงและกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
การแข่งขันที่ทวีความรุนแรงจากผู้เล่นรายใหม่
การเติบโตของตลาดย่อมดึงดูดผู้เล่นรายใหม่เข้ามาเสมอ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเช่นเดียวกันในตลาด EV ไทย โดยมีแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่น STORM, RAPID, FELO และ ZEEHO การเข้ามาของแบรนด์เหล่านี้ไม่เพียงแต่เพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค แต่ยังเป็นการจุดประกายให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้น ทั้งในด้านราคา เทคโนโลยี และการบริการหลังการขาย
บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอย่าง SLEEK EV ได้แสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโตในระยะยาวของตลาด โดยมีการวางแผนขยายโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งสถานีชาร์จให้ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ และการจัดตั้งศูนย์บริการเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งาน การลงทุนในส่วนนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกให้ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในไทยสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ
| ปัจจัยในการตัดสินใจ | รายละเอียด | กลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญ |
|---|---|---|
| ราคาและความคุ้มค่า | ต้นทุนเริ่มต้นของตัวรถ ค่าบำรุงรักษาในระยะยาว และค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่อกิโลเมตร | ผู้ซื้อครั้งแรก, กลุ่มครอบครัว, และผู้ที่ต้องการควบคุมค่าใช้จ่าย |
| เทคโนโลยีแบตเตอรี่ | ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง, อายุการใช้งานของแบตเตอรี่, และความเร็วในการชาร์จ | ผู้ที่ใช้งานเป็นประจำทุกวัน, กลุ่มที่เดินทางไกล |
| การออกแบบและฟังก์ชัน | ดีไซน์ที่ทันสมัย, การออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์, ระบบไฟส่องสว่าง, และระบบเบรกที่มีประสิทธิภาพ | กลุ่ม Gen Z, ผู้ที่ให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์และความปลอดภัย |
| โครงสร้างพื้นฐานและบริการ | ความพร้อมของสถานีชาร์จ, ความน่าเชื่อถือของศูนย์บริการ และการรับประกันหลังการขาย | ผู้ใช้งานทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่นอกเขตเมืองใหญ่ |
เทคโนโลยีและนวัตกรรม: ตัวแปรสำคัญกำหนดทิศทางตลาด
เบื้องหลังการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าคือการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงขึ้น ราคาเข้าถึงง่ายขึ้น และตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดและรูปแบบการแข่งขันในอนาคต
เทคโนโลยีแบตเตอรี่: หัวใจของการพัฒนา
แบตเตอรี่ถือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญและมีต้นทุนสูงที่สุดในสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า การพัฒนาในส่วนนี้จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาและประสิทธิภาพของรถ ปัจจุบัน เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมีสองประเภทหลักคือ ลิเธียมไอออน (Li-ion) และ ตะกั่วกรดแบบปิดผนึก (SLA – Sealed Lead-Acid)
แบตเตอรี่ Li-ion มีจุดเด่นด้านน้ำหนักที่เบา ความจุพลังงานสูง และอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า แต่ก็มีต้นทุนที่สูงกว่า ในขณะที่แบตเตอรี่ SLA มีข้อดีคือราคาที่ถูกกว่ามากและมีความน่าเชื่อถือสูงในการใช้งาน จึงเป็นที่คาดการณ์ว่าแบตเตอรี่ประเภท SLA จะมีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าระดับเริ่มต้นที่เน้นความสามารถในการจ่าย (Affordability) ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโดยรวมถูกลงในอนาคต นอกจากนี้ แนวโน้มการพัฒนายังมุ่งไปสู่แบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักเบาลงแต่มีความจุสูงขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนามอเตอร์ขับเคลื่อนให้มีขนาดกะทัดรัดแต่ยังคงประสิทธิภาพสูง ซึ่งได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมไปแล้ว
การออกแบบและฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่
ผู้บริโภคในปี 2026 โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ไม่ได้มองหาสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในฐานะยานพาหนะเท่านั้น แต่มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และภาพลักษณ์ส่วนตัวด้วย เหตุนี้ทำให้ผู้ผลิตต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ (Ergonomics) เพื่อความสะดวกสบายในการขับขี่, ระบบไฟส่องสว่างขั้นสูงที่นอกจากจะสวยงามแล้วยังต้องเพิ่มความปลอดภัย, และระบบเบรกที่แข็งแกร่งและไว้ใจได้ ฟีเจอร์เหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวใหญ่ คาดหวังให้เป็นมาตรฐานในสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ
วิเคราะห์ปัจจัยที่อาจจุดชนวน “สงครามราคา EV” ปลายปี 2026
คำว่า “สงครามราคา” มักเกิดขึ้นเมื่อการแข่งขันในตลาดทวีความรุนแรงขึ้น และมีปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบต่อโครงสร้างต้นทุนการผลิต สำหรับตลาดสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในช่วงปลายปี 2026 มีตัวแปรสำคัญหลายประการที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดการปรับลดราคาครั้งใหญ่ หรือในทางกลับกัน อาจทำให้ราคาสูงขึ้นก็เป็นได้
ต้นทุนการผลิต: ชิปประมวลผล และซัพพลายเชน
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสมัยใหม่ต้องพึ่งพาชิปประมวลผลและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากเพื่อควบคุมการทำงานของมอเตอร์ ระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) และหน้าจอแสดงผล ความผันผวนของราคาและการขาดแคลนชิปในตลาดโลกจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต หากสถานการณ์ซัพพลายเชนชิปทั่วโลกดีขึ้น มีการผลิตมากขึ้น อาจส่งผลให้ต้นทุนลดลงและเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสามารถทำราคาที่แข่งขันได้มากขึ้น แต่หากเกิดปัญหาคอขวดในซัพพลายเชนอีกครั้ง ก็อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและส่งผลต่อราคาขายปลีกได้
นโยบายภาครัฐและมาตรการทางภาษี
นโยบายของภาครัฐเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลสูง การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีนำเข้าชิ้นส่วนหรือตัวรถสำเร็จรูปสามารถส่งผลกระทบต่อราคาได้อย่างมหาศาล หากมีการลดภาษีนำเข้าเพื่อส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ก็อาจทำให้ราคารถในตลาดถูกลงอย่างเห็นได้ชัด ในทางกลับกัน หากมีการปรับขึ้นภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ราคาก็อาจดีดตัวสูงขึ้นได้เช่นกัน นอกจากนี้ มาตรการอุดหนุนจากภาครัฐก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ความผันผวนของค่าขนส่งระหว่างประเทศ
ผู้ผลิตสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจำนวนมากต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศ ดังนั้น ค่าขนส่งระหว่างประเทศจึงเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนรวมที่สำคัญ ความผันผวนของอัตราค่าระวางเรือและค่าขนส่งทางอากาศที่เกิดจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกหรือปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สามารถส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเปลี่ยนแปลงไปได้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วภาระเหล่านี้อาจถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคผ่านราคาขายปลีก
บทสรุป: ทิศทางตลาดและคำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจ
จากการวิเคราะห์ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าแนวโน้มตลาดสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในช่วงปลายปี 2026 มีทิศทางที่เติบโตอย่างชัดเจน ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้บริโภค การพัฒนาเทคโนโลยี และการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาด อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่จะเกิด “สงครามราคา” นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ซับซ้อนและผันผวนหลายประการ ทั้งต้นทุนการผลิต นโยบายภาครัฐ และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก
สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนซื้อสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้สามารถตัดสินใจเลือกซื้อในจังหวะเวลาที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด การเปรียบเทียบคุณสมบัติ เทคโนโลยี และราคาจากแบรนด์ต่างๆ ที่มีอยู่ในตลาดจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง
หากท่านกำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike ที่มีคุณภาพและออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ ที่ GIANT Shopping Mall เราคือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท พร้อมให้คำปรึกษาและบริการที่เป็นเลิศ
สามารถติดต่อ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่:
FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
LINE: @giantshoppingmall
Website: ติดต่อเรา
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000

