E-Bike ต้องจดทะเบียนไหม? สรุปกฎหมายจราจรปี 2026 ที่ต้องรู้
จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในฐานะยานพาหนะทางเลือกที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การใช้งานที่แพร่หลายทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า E-Bike ต้องจดทะเบียนไหม? ซึ่งเป็นข้อกังวลหลักของผู้ใช้งานจำนวนมาก บทความนี้จะสรุปข้อบังคับและกฎหมายจราจรล่าสุดปี 2569 (2026) เพื่อให้ผู้ใช้สามารถขับขี่ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
ภาพรวมกฎหมายจักรยานไฟฟ้า 2569
- การจำแนกประเภท: กฎหมายไทยปี 2569 แบ่ง E-Bike ออกเป็น 2 ประเภทหลักตามกำลังมอเตอร์และความเร็วสูงสุด คือ “จักรยานไฟฟ้า” (ไม่ต้องจดทะเบียน) และ “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” (ต้องจดทะเบียน)
- เกณฑ์สำคัญ: จุดแบ่งที่ชัดเจนคือ กำลังมอเตอร์ไฟฟ้าไม่เกิน 250 วัตต์ และความเร็วสูงสุดไม่เกิน 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากมีคุณสมบัติไม่เกินนี้ จะจัดเป็นจักรยานไฟฟ้า
- ข้อบังคับการขับขี่: แม้จักรยานไฟฟ้าจะไม่ต้องจดทะเบียน แต่ก็มีข้อจำกัดในการใช้งานบนท้องถนน เช่น ห้ามวิ่งบนทางเท้าหรือถนนสายหลัก และต้องสวมหมวกนิรภัยเสมอ
- บทลงโทษ: การใช้ยานพาหนะไฟฟ้าที่ไม่จดทะเบียน (ในกรณีที่เข้าข่ายต้องจด) หรือการขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาตสำหรับประเภทมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า มีโทษปรับและอาจมีโทษจำคุกตามกฎหมาย
- มาตรฐานความปลอดภัย: ยานพาหนะไฟฟ้าที่จะจดทะเบียนได้ต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนด เช่น มาตรฐาน UN Regulation เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้ใช้ถนนร่วมกัน
ประเด็นคำถามที่ว่า E-Bike ต้องจดทะเบียนไหม? กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่สำคัญในหมู่ผู้ใช้ยานพาหนะไฟฟ้าในประเทศไทย ตามกฎหมายจราจรล่าสุดปี 2569 ที่ปรับปรุงโดยกรมการขนส่งทางบก ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อจำแนกประเภทของยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อ การทำความเข้าใจข้อบังคับเหล่านี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานได้อย่างสบายใจและหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมายโดยไม่เจตนา ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกจับปรับหรือแม้กระทั่งการยึดรถ ความเกี่ยวข้องของเรื่องนี้จึงครอบคลุมผู้ใช้งานทุกคน ตั้งแต่ผู้ที่ใช้จักรยานไฟฟ้าเพื่อการเดินทางในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงผู้ที่สนใจมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง
การจำแนกประเภท E-Bike ตามกฎหมายฉบับใหม่
เพื่อตอบคำถามให้ชัดเจนว่า E-Bike รุ่นใดต้องจดทะเบียนและรุ่นใดไม่ต้องจดทะเบียน กรมการขนส่งทางบกได้กำหนดนิยามและหลักเกณฑ์ในการจำแนกยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อไว้อย่างละเอียด โดยอ้างอิงจากคุณสมบัติทางเทคนิคที่สำคัญสองประการ คือ “กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า” และ “ความเร็วสูงสุด” การแบ่งประเภทนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดระเบียบการใช้ถนนให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด และเพื่อให้แน่ใจว่ายานพาหนะที่มีสมรรถนะสูงจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวดเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ทั่วไป
ตามระเบียบกรมขนส่งฯ ปี 2569, จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ที่มีกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าไม่เกิน 250 วัตต์ และทำความเร็วสูงสุดได้ไม่เกิน 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถือเป็น “จักรยาน” ซึ่งไม่ต้องจดทะเบียนและไม่ต้องใช้ใบขับขี่
การทำความเข้าใจการจำแนกประเภทนี้เป็นขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อหรือเป็นเจ้าของ E-Bike อยู่แล้ว เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อข้อปฏิบัติในการใช้งาน การทำประกันภัย และภาระหน้าที่ทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม
กลุ่มที่ 1: จักรยานไฟฟ้าที่ไม่ต้องจดทะเบียน
ยานพาหนะไฟฟ้าที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้มักมีลักษณะคล้ายจักรยานทั่วไป เช่น จักรยานแม่บ้านไฟฟ้า หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีที่ปั่น โดยกฎหมายกำหนดคุณสมบัติไว้อย่างชัดเจนดังนี้:
- กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า (Motor Power): ต้องไม่เกิน 250 วัตต์ หรือ 0.25 กิโลวัตต์
- ความเร็วสูงสุด (Maximum Speed): ต้องถูกจำกัดให้ทำความเร็วได้ไม่เกิน 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
หาก E-Bike มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ทั้งสองข้อนี้ จะถูกจัดประเภทเป็น “จักรยาน” ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ซึ่งหมายความว่า:
- ไม่ต้องจดทะเบียน: ไม่จำเป็นต้องยื่นเรื่องขอจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก และไม่มีป้ายทะเบียน
- ไม่ต้องมีใบขับขี่: ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์
- ข้อจำกัดในการใช้ทาง: แม้จะได้รับข้อยกเว้น แต่ก็มีข้อจำกัดที่สำคัญคือ ห้ามวิ่งบนถนนสาธารณะสายหลัก และ ห้ามวิ่งบนทางเท้า โดยเด็ดขาด ผู้ขับขี่จะต้องใช้เส้นทางในช่องทางจักรยานที่จัดไว้ให้ หรือหากไม่มี ให้ขี่ชิดขอบทางด้านซ้ายสุดของถนนเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยและไม่กีดขวางการจราจร
E-Bike ประเภทนี้เหมาะสำหรับการใช้งานในระยะใกล้ เช่น การเดินทางในหมู่บ้าน ในซอย หรือพื้นที่ที่การจราจรไม่หนาแน่น เป็นทางเลือกที่สะดวกสบายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน
กลุ่มที่ 2: มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ต้องจดทะเบียน
สำหรับยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อที่มีสมรรถนะสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด จะถูกจัดประเภทเป็น “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ซึ่งมีภาระหน้าที่ทางกฎหมายเทียบเท่ากับรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทุกประการ โดยมีคุณสมบัติดังนี้:
- กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า (Motor Power): มีกำลังมอเตอร์มากกว่า 250 วัตต์ ขึ้นไป
- ความเร็วสูงสุด (Maximum Speed): ทำความเร็วได้สูงกว่า 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (โดยทั่วไปจะจำกัดไว้ไม่เกิน 45 กม./ชม. หรือสูงกว่าในบางรุ่นที่ผ่านมาตรฐาน)
เมื่อยานพาหนะไฟฟ้าเข้าข่ายตามนี้ จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด:
- ต้องจดทะเบียน: เจ้าของรถมีหน้าที่ต้องนำรถไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกเพื่อขอรับแผ่นป้ายทะเบียนและเล่มทะเบียน
- ต้องมีใบขับขี่: ผู้ขับขี่จะต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล
- ต้องจัดทำ พ.ร.บ.: ต้องมีการทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เพื่อคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
ตัวอย่างของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในตลาดที่เข้าข่ายต้องจดทะเบียน ได้แก่ รุ่น EM OWEN, EM LEGEND G.2, LION SKSZ-II GEN2, ZEEHO AE8 S+, LYVA Yesterday และ AJ EV Bike C เป็นต้น ซึ่งรถรุ่นเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานบนถนนสายหลัก สามารถเดินทางได้ไกลขึ้น และมีความเร็วเพียงพอต่อการใช้งานในสภาพการจราจรปกติ
ขั้นตอนและข้อบังคับในการจดทะเบียนมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
สำหรับเจ้าของ E-Bike ที่มีคุณสมบัติเข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า การดำเนินการจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ กระบวนการนี้อาจดูซับซ้อน แต่หากเตรียมเอกสารและทำความเข้าใจขั้นตอนไว้ล่วงหน้า ก็จะสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น การจดทะเบียนไม่เพียงแต่ทำให้การใช้งานรถบนท้องถนนเป็นไปอย่างถูกกฎหมาย แต่ยังเป็นการยืนยันว่ารถคันดังกล่าวได้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดไว้
เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียม
ในการยื่นขอจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ณ กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัด เจ้าของรถจะต้องเตรียมเอกสารหลักฐานดังต่อไปนี้ให้ครบถ้วน:
- ใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์: เอกสารสำคัญที่ยืนยันว่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นนั้นๆ ผ่านการทดสอบและได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด (เช่น มาตรฐาน มอก. หรือ UN Regulation) ซึ่งโดยทั่วไปจะได้รับจากผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย
- บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของรถ: ฉบับจริงพร้อมสำเนาเพื่อยืนยันตัวตน
- หลักฐานการได้มาซึ่งรถ: เช่น ใบเสร็จรับเงิน หรือสัญญาซื้อขาย ที่ระบุรายละเอียดของตัวรถและข้อมูลผู้ซื้อ-ผู้ขายอย่างชัดเจน
- หลักฐานการทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.): ซึ่งสามารถซื้อได้จากบริษัทประกันภัยทั่วไป
- ค่าธรรมเนียม: เตรียมเงินสดหรือชำระผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนและค่าแผ่นป้ายทะเบียน
ผลที่ตามมาหากไม่จดทะเบียน
การเพิกเฉยต่อการนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าข่ายต้องจดทะเบียนไปดำเนินการให้ถูกต้อง ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและมีผลกระทบตามมาหลายประการ การขับขี่รถดังกล่าวบนถนนสาธารณะจะมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งบทลงโทษนั้นมีความรุนแรงและไม่คุ้มค่ากับการหลีกเลี่ยง
ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 6 การใช้รถที่ยังไม่ได้จดทะเบียนบนทางสาธารณะถือเป็นความผิด มีโทษปรับสูงสุดถึง 10,000 บาท นอกจากนี้ หากเกิดอุบัติเหตุ ประกันภัยภาคสมัครใจ (ถ้ามี) อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ และที่สำคัญที่สุด เจ้าหน้าที่อาจพิจารณายึดรถไว้เพื่อตรวจสอบและดำเนินคดีต่อไป ซึ่งสร้างความยุ่งยากและเสียเวลาเป็นอย่างมาก ดังนั้น การจดทะเบียนให้ถูกต้องจึงเป็นการป้องกันปัญหาที่ดีที่สุด
บทลงโทษที่เกี่ยวข้องกับ E-Bike ตามกฎหมายจราจร 2569
เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลทางกฎหมายของการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ กฎหมายจราจรปี 2569 ได้กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้กระทำผิดไว้อย่างชัดเจน ซึ่งครอบคลุมทั้งผู้ใช้ E-Bike ประเภทจักรยานไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า การทราบถึงบทลงโทษเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ขับขี่ตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายมากยิ่งขึ้น
| ข้อหาความผิด | รายละเอียด | อัตราโทษปรับ/จำคุก |
|---|---|---|
| ใช้รถไม่จดทะเบียน (มาตรา 6) | นำ E-Bike ที่มีคุณสมบัติเกินกำหนด หรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนมาวิ่งบนทางสาธารณะ | ปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท |
| ขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาต (มาตรา 64) | กรณีขับขี่รถที่เข้าข่ายเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า แต่ผู้ขับขี่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ | จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
| ขับขี่บนทางเท้า | การนำ E-Bike ทุกประเภท (ทั้งที่ต้องจดทะเบียนและไม่ต้องจดทะเบียน) ขึ้นไปขับขี่บนทางเท้า | ปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท (ตาม พ.ร.บ. รักษาความสะอาดฯ) |
| ขับขี่กีดขวางการจราจร | กรณีใช้ E-Bike ประเภทจักรยานไฟฟ้า (ไม่ต้องจดทะเบียน) ขับขี่ในช่องทางเดินรถหลัก แทนที่จะชิดขอบทางด้านซ้าย | ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าพนักงานจราจร |
กฎระเบียบด้านความปลอดภัยเพิ่มเติมที่ผู้ขับขี่ต้องทราบ
นอกเหนือจากเรื่องการจดทะเบียนและใบขับขี่แล้ว กฎหมายจราจรปี 2568-2569 ยังได้เน้นย้ำถึงข้อบังคับด้านความปลอดภัยอื่นๆ ที่ผู้ใช้ E-Bike ทุกประเภทต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและส่งเสริมวัฒนธรรมการขับขี่ที่ปลอดภัยบนท้องถนน
- การสวมหมวกนิรภัย: เป็นข้อบังคับสำหรับผู้ขับขี่ E-Bike ทุกประเภท ไม่ว่ารถคันนั้นจะต้องจดทะเบียนหรือไม่ก็ตาม การสวมหมวกนิรภัยที่ได้มาตรฐาน มอก. เป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานที่ช่วยป้องกันการบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะหากเกิดอุบัติเหตุ
- ความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย: สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบยานพาหนะที่ไม่จดทะเบียนและไม่มีเอกสารถูกต้อง รวมถึงการบังคับใช้ระบบตัดคะแนนความประพฤติในการขับรถอย่างจริงจัง ซึ่งหมายความว่าผู้ที่กระทำผิดซ้ำๆ อาจถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ได้
- มาตรฐานของตัวรถ: E-Bike ที่นำเข้ามาจำหน่ายหรือผลิตในประเทศจะต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนด เช่น โครงสร้างตัวรถ ระบบเบรก และระบบไฟฟ้าต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล (เช่น UN Regulation) เพื่อให้มั่นใจว่ายานพาหนะมีความปลอดภัยเพียงพอต่อการใช้งานจริง ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการพิจารณาอนุญาตให้จดทะเบียน
ดังนั้น ผู้บริโภคควรเลือกซื้อ E-Bike จากผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือและสามารถให้เอกสารรับรองมาตรฐานของตัวรถได้ เพื่อให้แน่ใจว่ายานพาหนะที่ซื้อมานั้นสามารถนำไปจดทะเบียน (หากจำเป็น) และใช้งานได้อย่างปลอดภัยตามกฎหมาย
สรุปและคำแนะนำในการเลือกใช้ E-Bike อย่างถูกต้อง
โดยสรุปแล้ว คำถามที่ว่า E-Bike ต้องจดทะเบียนไหม? มีคำตอบที่ชัดเจนตามกฎหมายจราจรปี 2569 ซึ่งจำแนกตามคุณสมบัติของตัวรถเป็นหลัก หาก E-Bike มีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 250 วัตต์ และความเร็วสูงสุดไม่เกิน 25 กม./ชม. จะถือเป็นจักรยานและไม่ต้องจดทะเบียน แต่หากมีสมรรถนะสูงกว่าเกณฑ์ดังกล่าว จะถูกจัดเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าซึ่งต้องจดทะเบียน มีใบขับขี่ และทำ พ.ร.บ. ให้ถูกต้อง
การปฏิบัติตามกฎหมายไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ขับขี่หลีกเลี่ยงบทลงโทษที่รุนแรง แต่ยังเป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับตนเองและผู้ใช้ถนนร่วมกัน การเลือกซื้อ E-Bike จึงควรพิจารณาถึงลักษณะการใช้งานของตนเองเป็นหลัก หากต้องการใช้เดินทางในระยะใกล้และไม่ต้องการความยุ่งยากในการจดทะเบียน จักรยานไฟฟ้าขนาดเล็กอาจเป็นคำตอบ แต่หากต้องการยานพาหนะที่สามารถใช้บนถนนสายหลักได้ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนได้อย่างถูกต้องคือทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้าหรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานและถูกต้องตามกฎหมาย สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้ที่ GIANT Shopping Mall ซึ่งเป็นศูนย์รวมจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการใช้งาน พร้อมให้คำแนะนำเพื่อให้ได้ยานพาหนะที่เหมาะสมและถูกกฎหมาย
สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทาง:
- Facebook Page: FACEBOOK PAGE
- LINE Official: LINE
- เว็บไซต์: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
ร้านเปิดให้บริการทุกวันจันทร์ – เสาร์ เวลา 9.00 – 18.00 น.
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

