แบตลิเธียมหลบไป! จับตาเทรนด์ “แบตเตอรี่โซเดียม” ปี 2026 ถูกกว่า ทนร้อนกว่า อนาคตใหม่ของคนใช้ E-Bike
- ภาพรวมของเทคโนโลยีแบตเตอรี่โซเดียมไอออน
- ทำความเข้าใจแบตเตอรี่โซเดียมไอออน: ทางเลือกใหม่ที่น่าจับตา
- เปรียบเทียบเชิงลึก: แบตเตอรี่โซเดียมไอออน vs. ลิเธียมไอออน
- เจาะลึกข้อได้เปรียบที่สำคัญของแบตเตอรี่โซเดียม
- ศักยภาพและข้อมูลทางเทคนิคในปัจจุบัน
- อนาคตของแบตเตอรี่โซเดียมในตลาด E-Bike และยานยนต์ไฟฟ้า
- บทสรุป: คลื่นลูกใหม่แห่งวงการพลังงานยานยนต์ไฟฟ้า
- เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและ E-Bike ที่เหมาะสม
อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้ากำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อเทคโนโลยีแบตเตอรี่โซเดียมไอออน (Sodium-Ion Battery) เตรียมเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ นี่อาจเป็นสัญญาณว่า ยุคของ แบตลิเธียมหลบไป! จับตาเทรนด์ “แบตเตอรี่โซเดียม” ปี 2026 ถูกกว่า ทนร้อนกว่า อนาคตใหม่ของคนใช้ E-Bike กำลังจะมาถึง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนและประสิทธิภาพของยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มจักรยานไฟฟ้าหรือ E-Bike ที่ต้องการความคล่องตัวและราคาที่เข้าถึงได้
ภาพรวมของเทคโนโลยีแบตเตอรี่โซเดียมไอออน
- ต้นทุนต่ำกว่า: โซเดียมเป็นทรัพยากรที่หาได้ง่ายและมีราคาถูกกว่าลิเธียมอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ลดลง
- ประสิทธิภาพในอุณหภูมิต่ำ: แบตเตอรี่โซเดียมไอออนสามารถคงประจุไฟฟ้าได้ดีกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ในสภาพอากาศหนาวเย็น
- ความปลอดภัยสูง: โซเดียมมีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่เหนือกว่าลิเธียม ช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ความร้อนสูงเกินควบคุม (Thermal Runaway)
- พร้อมใช้งานเชิงพาณิชย์ในปี 2026: ผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลกได้ประกาศแผนการผลิตจำนวนมาก ทำให้เทคโนโลยีนี้ใกล้ตัวผู้บริโภคมากขึ้น
- ความเสถียรของวัตถุดิบ: ราคาของโซเดียมมีความผันผวนน้อยกว่าลิเธียม ทำให้การวางแผนต้นทุนการผลิตในระยะยาวมีความแน่นอนมากขึ้น
การเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้กันอย่างแพร่หลายไปสู่แบตเตอรี่โซเดียมไอออน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญในวงการยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก เทคโนโลยีใหม่นี้ไม่เพียงแต่นำเสนอทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า แต่ยังมาพร้อมกับคุณสมบัติด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่ตอบโจทย์การใช้งานในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย โดยเฉพาะในตลาดที่คำนึงถึงราคาเป็นหลัก เช่น E-Bike และรถยนต์ไฟฟ้าระดับเริ่มต้น การมาถึงของเทคโนโลยีนี้ในปี 2026 จึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่าจะสามารถเข้ามาปฏิวัติตลาดและทำให้การเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับคนทั่วไปได้จริงหรือไม่
ทำความเข้าใจแบตเตอรี่โซเดียมไอออน: ทางเลือกใหม่ที่น่าจับตา
เมื่อพูดถึง แบตลิเธียมหลบไป! จับตาเทรนด์ “แบตเตอรี่โซเดียม” ปี 2026 ถูกกว่า ทนร้อนกว่า อนาคตใหม่ของคนใช้ E-Bike หลายคนอาจยังมีคำถามว่าเทคโนโลยีนี้คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร การทำความเข้าใจพื้นฐานของแบตเตอรี่โซเดียมไอออนและการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2026 จะช่วยให้เห็นภาพรวมของอนาคตพลังงานในยานยนต์ไฟฟ้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
โซเดียมไอออนคืออะไร และแตกต่างจากลิเธียมไอออนอย่างไร
แบตเตอรี่โซเดียมไอออน (Sodium-Ion Battery) เป็นอุปกรณ์เก็บพลังงานไฟฟ้าประเภทหนึ่งที่ทำงานโดยใช้หลักการเคลื่อนที่ของโซเดียมไอออน (Na+) ระหว่างขั้วบวก (แคโทด) และขั้วลบ (แอโนด) คล้ายคลึงกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-Ion Battery) ที่ใช้ลิเธียมไอออน (Li+) เป็นตัวกลางในการเก็บและปล่อยประจุไฟฟ้า
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างสองเทคโนโลยีนี้อยู่ที่ “วัตถุดิบหลัก” โซเดียมเป็นธาตุที่มีอยู่มากมายบนเปลือกโลก สามารถสกัดได้จากน้ำทะเลหรือแร่เกลือหิน ทำให้มีต้นทุนที่ต่ำและหาได้ง่ายกว่าลิเธียม ซึ่งเป็นทรัพยากรที่หายากกว่าและกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ของโลกเท่านั้น การใช้โซเดียมจึงช่วยลดการพึ่งพิงวัตถุดิบที่มีราคาผันผวนและอาจเกิดปัญหาขาดแคลนในอนาคต
ทำไมปี 2026 จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการ
ปี 2026 ถูกกำหนดให้เป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง CATL ได้ประกาศแผนการผลิตแบตเตอรี่โซเดียมไอออนในระดับมหภาค (Large-scale Commercial Production) ภายในปีดังกล่าว และคาดว่าจะเริ่มมีการจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ชนิดนี้อย่างเป็นทางการในช่วงกลางปี 2026
นี่ไม่ใช่แค่การพัฒนาในห้องปฏิบัติการอีกต่อไป แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านสู่ผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคสามารถจับต้องได้จริง การประกาศนี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วทั้งอุตสาหกรรม และเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่โซเดียมไอออนมีความพร้อมทั้งในด้านประสิทธิภาพและกระบวนการผลิตที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาดจริงได้แล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลให้ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่ม E-Bike และรถยนต์ไฟฟ้าระดับเริ่มต้น มีทางเลือกในการใช้แบตเตอรี่ที่มีต้นทุนต่ำลง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วประโยชน์ก็จะตกอยู่กับผู้บริโภคที่จะได้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในราคาที่ย่อมเยาลง
เปรียบเทียบเชิงลึก: แบตเตอรี่โซเดียมไอออน vs. ลิเธียมไอออน
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างและศักยภาพของเทคโนโลยีแบตเตอรี่โซเดียมไอออนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบคุณสมบัติในด้านต่างๆ กับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันจะช่วยให้เข้าใจถึงข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี
| คุณสมบัติ | แบตเตอรี่โซเดียมไอออน (Sodium-Ion) | แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-Ion) |
|---|---|---|
| วัตถุดิบหลัก | โซเดียม (พบได้ทั่วไป, ราคาถูก) | ลิเธียม (หายากกว่า, ราคาสูงและผันผวน) |
| ต้นทุนการผลิต | ต่ำกว่า และคาดว่าจะลดลงอีกใน 2-3 ปี | สูงกว่า ขึ้นอยู่กับราคาลิเธียมในตลาดโลก |
| ความปลอดภัย | มีความเสี่ยงต่อภาวะ Thermal Runaway ต่ำกว่า | มีความเสี่ยงสูงกว่า ต้องใช้ระบบจัดการแบตเตอรี่ที่ซับซ้อน |
| ประสิทธิภาพในอากาศเย็น | รักษาประจุได้ดีเยี่ยมในอุณหภูมิต่ำ | ประสิทธิภาพลดลงอย่างเห็นได้ชัดในอุณหภูมิต่ำ (โดยเฉพาะชนิด LFP) |
| ความหนาแน่นพลังงาน | ปัจจุบันอยู่ที่ 165–175 Wh/kg (กำลังพัฒนาเพิ่ม) | สูงกว่า โดยทั่วไปอยู่ที่ 200–300 Wh/kg หรือมากกว่า |
| ความเสถียรของราคา | มีความเสถียรสูงเนื่องจากวัตถุดิบมีมาก | มีความผันผวนสูงตามอุปทานและอุปสงค์ของตลาดโลก |
| การใช้งานที่เหมาะสม | ยานยนต์ไฟฟ้าระดับเริ่มต้น, E-Bike, ระบบกักเก็บพลังงาน | ยานยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพา |
เจาะลึกข้อได้เปรียบที่สำคัญของแบตเตอรี่โซเดียม
จากตารางเปรียบเทียบ จะเห็นได้ว่าแบตเตอรี่โซเดียมไอออนมีข้อได้เปรียบที่น่าสนใจหลายประการ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้เทคโนโลยีนี้กลายเป็นตัวเลือกหลักในอนาคต
ต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า สู่ยานยนต์ไฟฟ้าราคาเข้าถึงง่าย
หัวใจสำคัญที่ทำให้แบตเตอรี่โซเดียมไอออนเป็นที่จับตามองคือเรื่องของ “ต้นทุน” การที่โซเดียมเป็นทรัพยากรที่มีอยู่เหลือเฟือและสามารถจัดหาได้ง่าย ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบหลักในการผลิตแบตเตอรี่ถูกลงอย่างมาก นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้า ต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่โซเดียมไอออนจะเข้าใกล้กับต้นทุนของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ลิเธียมชนิดที่ราคาถูกที่สุดในปัจจุบัน การลดลงของต้นทุนแบตเตอรี่ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่แพงที่สุดในยานยนต์ไฟฟ้า จะส่งผลโดยตรงให้ราคาขายของ E-Bike และรถยนต์ไฟฟ้าถูกลง ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสะอาดได้ง่ายขึ้น
ประสิทธิภาพที่เหนือกว่าในสภาพอากาศที่หลากหลาย
อีกหนึ่งจุดเด่นที่สำคัญคือประสิทธิภาพการทำงานในสภาพอากาศที่หลากหลาย โดยเฉพาะในอุณหภูมิต่ำ แบตเตอรี่โซเดียมไอออนแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรักษาประจุไฟฟ้าได้ดีกว่าแบตเตอรี่ LFP อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เหมาะสำหรับตลาดในประเทศเขตหนาว นอกจากนี้ คุณสมบัติด้านเสถียรภาพทางความร้อนที่ดีกว่า ยังทำให้ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนจัดเช่นในประเทศไทยได้ดี ลดความเสี่ยงจากประสิทธิภาพที่ลดลงเมื่ออุณหภูมิสูง ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้งาน E-Bike ที่ต้องจอดรถหรือใช้งานกลางแจ้งเป็นประจำ
มิติด้านความปลอดภัยที่สูงขึ้น
ความปลอดภัยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โซเดียมมีคุณสมบัติทางเคมีที่มีความเสถียรมากกว่าลิเธียม ทำให้แบตเตอรี่โซเดียมไอออนมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะความร้อนสูงเกินควบคุม (Thermal Runaway) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของเหตุการณ์ไฟไหม้ในแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนได้น้อยกว่า โปรไฟล์ความปลอดภัยที่สูงขึ้นนี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้งาน และอาจช่วยลดความซับซ้อนและต้นทุนของระบบจัดการความร้อนในชุดแบตเตอรี่ได้อีกด้วย
ความมั่นคงด้านทรัพยากรและราคาวัตถุดิบ
ในขณะที่ราคาลิเธียมมีความผันผวนสูงตามสถานการณ์การเมืองโลกและอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ราคาของโซเดียมกลับมีความเสถียรและคาดการณ์ได้ง่ายกว่ามาก ความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทานนี้เป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ผลิต ช่วยให้สามารถวางแผนการผลิตและกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดวัตถุดิบ และสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว
ศักยภาพและข้อมูลทางเทคนิคในปัจจุบัน
แม้ว่าแบตเตอรี่โซเดียมไอออนจะมีข้อได้เปรียบมากมาย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการในด้านเทคนิคเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีลิเธียมไอออนในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การพัฒนาก็เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มที่ดี
ความหนาแน่นพลังงานและระยะทางการขับขี่
ความหนาแน่นของพลังงาน (Energy Density) คือปริมาณพลังงานที่สามารถเก็บไว้ได้ในน้ำหนักหรือปริมาตรที่กำหนด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ส่งผลต่อระยะทางการขับขี่ของยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่โซเดียมไอออนรุ่นปัจจุบันของ CATL มีความหนาแน่นพลังงานอยู่ที่ประมาณ 165–175 Wh/kg แม้จะยังน้อยกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสมรรถนะสูง แต่ก็เป็นระดับที่เพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล ชุดแบตเตอรี่โซเดียมไอออนขนาด 45 kWh สามารถให้ระยะทางการขับขี่สูงสุดประมาณ 400 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และมีเป้าหมายในการพัฒนาให้ไปถึง 500–600 กิโลเมตรในอนาคต
สำหรับตลาด E-Bike ซึ่งต้องการแบตเตอรี่ขนาดเล็กและน้ำหนักเบา ความหนาแน่นพลังงานระดับนี้ถือว่าเพียงพอและสามารถตอบสนองการใช้งานในเมืองได้อย่างสบาย โดยข้อดีด้านต้นทุนและความปลอดภัยจะเข้ามาเป็นจุดขายที่สำคัญแทน
ผู้เล่นหลักในตลาดและความร่วมมือเชิงกลยุทธ์
การผลักดันเทคโนโลยีโซเดียมไอออนสู่ตลาดโลกไม่ได้เกิดขึ้นจากผู้ผลิตรายเล็ก แต่มาจากผู้นำในอุตสาหกรรมอย่าง CATL ซึ่งเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดของโลก การที่บริษัทระดับนี้ทุ่มเททรัพยากรเพื่อการผลิตเชิงพาณิชย์เป็นเครื่องยืนยันถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ นอกจากนี้ CATL ยังได้ร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์อย่าง Changan Automobile เพื่อทำการทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่โซเดียมไอออนร่วมกัน โดยเฉพาะการทดสอบในสภาพอากาศหนาวเย็นเพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพ ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เหล่านี้จะช่วยเร่งการนำเทคโนโลยีออกสู่ตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
อนาคตของแบตเตอรี่โซเดียมในตลาด E-Bike และยานยนต์ไฟฟ้า
การมาถึงของแบตเตอรี่โซเดียมไอออนในปี 2026 จะส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสร้างคำถามสำคัญให้กับผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาซื้อยานยนต์ไฟฟ้า
ผลกระทบต่อราคารถ E-Bike และ EV ในภาพรวม
ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดคือการทำให้ยานยนต์ไฟฟ้ามีราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น (Democratization of EV access) เมื่อต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ลดลง ผู้ผลิตจะสามารถนำเสนอ E-Bike และรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเริ่มต้นในราคาที่ต่ำลงได้อย่างมีนัยสำคัญ สิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่เคยมีข้อจำกัดด้านงบประมาณหันมาพิจารณาใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ตลาด E-Bike ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อราคาสูง จะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้โดยตรง และอาจได้เห็น E-Bike ที่มีคุณภาพและความปลอดภัยสูงในราคาที่จับต้องได้มากขึ้นในท้องตลาด
ข้อพิจารณาสำหรับผู้บริโภค: ซื้อตอนนี้หรือรอเทคโนโลยีใหม่
สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนซื้อ E-Bike หรือรถยนต์ไฟฟ้า อาจเกิดคำถามว่าควรซื้อยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีลิเธียมไอออนในปัจจุบัน หรือควรรอการมาถึงของแบตเตอรี่โซเดียมไอออนในปี 2026 การตัดสินใจนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการและลำดับความสำคัญของแต่ละบุคคล
- กรณีที่ควรซื้อเลย: หากมีความจำเป็นต้องใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน และพบรุ่นที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านสมรรถนะและงบประมาณ การซื้อในตอนนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดี เนื่องจากเทคโนโลยีลิเธียมไอออนในปัจจุบันมีความสมบูรณ์และได้รับการพิสูจน์ประสิทธิภาพมาแล้วอย่างยาวนาน มีตัวเลือกหลากหลายในตลาด และมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างแพร่หลาย
- กรณีที่ควรรอ: หากยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน และให้ความสำคัญกับเรื่อง “ราคา” เป็นอันดับแรก การรอจนถึงช่วงกลางปี 2026 เป็นต้นไปอาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า เพราะมีแนวโน้มสูงที่จะได้เห็นยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ใช้แบตเตอรี่โซเดียมไอออนวางจำหน่ายในราคาที่ถูกลง พร้อมกับได้รับประโยชน์จากคุณสมบัติด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพในสภาพอากาศที่หลากหลายอีกด้วย
บทสรุป: คลื่นลูกใหม่แห่งวงการพลังงานยานยนต์ไฟฟ้า
การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี แบตเตอรี่โซเดียมไอออนในปี 2026 ถือเป็นพัฒนาการที่น่าตื่นเต้นและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในวงกว้าง ด้วยจุดเด่นด้านต้นทุนที่ต่ำกว่า ความปลอดภัยที่สูงขึ้น และประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้ในสภาพอากาศที่หลากหลาย เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพที่จะเข้ามาทลายกำแพงด้านราคาและทำให้การเป็นเจ้าของยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะ E-Bike ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แม้ว่าความหนาแน่นพลังงานอาจยังเป็นรองเทคโนโลยีลิเธียมไอออนสมรรถนะสูง แต่สำหรับตลาดระดับเริ่มต้นและระดับกลาง คุณสมบัติโดยรวมของแบตเตอรี่โซเดียมไอออนนั้นถือว่าเพียงพอและน่าสนใจอย่างยิ่ง การมาถึงของเทคโนโลยีนี้จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกใหม่ แต่เป็นคลื่นลูกสำคัญที่จะเข้ามาขับเคลื่อนอนาคตของพลังงานสะอาดให้เติบโตอย่างยั่งยืน
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและ E-Bike ที่เหมาะสม
สำหรับผู้ที่สนใจในเทคโนโลยีจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมที่พร้อมให้คำปรึกษาและนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพ
สามารถเข้ามาเยี่ยมชมและทดลองขับได้ที่ร้าน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางต่างๆ
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
วันและเวลาทำการ: จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นได้ที่ FACEBOOK PAGE หรือพูดคุยกับทีมงานโดยตรงผ่าน LINE และสามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์ได้ตลอดเวลา

