จับตาเทรนด์ 2026: “แบตเตอรี่เกลือ” (Sodium-Ion) ถูกและทน! ทางเลือกใหม่ชาว E-Bike
- ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับแบตเตอรี่โซเดียมไอออน
- การมาถึงของเทคโนโลยีแบตเตอรี่แห่งอนาคต
- แบตเตอรี่เกลือ (Sodium-Ion) คืออะไร?
- ข้อได้เปรียบที่สำคัญของแบตเตอรี่โซเดียมไอออน
- ข้อจำกัดและความท้าทายในปัจจุบัน
- เปรียบเทียบเทคโนโลยีแบตเตอรี่: โซเดียมไอออน, LFP, และ Ternary
- สถานการณ์ตลาดและความเคลื่อนไหวล่าสุดสู่ปี 2026
- อนาคตของ E-Bike กับแบตเตอรี่เกลือในประเทศไทย
- บทสรุปและแนวโน้มสำหรับผู้บริโภค
ในปี 2026 วงการยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กกำลังจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ที่น่าจับตา นั่นคือ จับตาเทรนด์ 2026: “แบตเตอรี่เกลือ” (Sodium-Ion) ถูกและทน! ทางเลือกใหม่ชาว E-Bike ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่คาดว่าจะเข้ามาปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ความปลอดภัยที่สูงกว่า และความทนทานที่ตอบโจทย์การใช้งานในสภาพอากาศที่หลากหลายมากขึ้น แบตเตอรี่ชนิดนี้กำลังได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วโดยบริษัทชั้นนำ และมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับยานพาหนะไฟฟ้าประเภทเริ่มต้น (Entry-level) และระบบกักเก็บพลังงานในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับแบตเตอรี่โซเดียมไอออน
- ต้นทุนต่ำ: แบตเตอรี่โซเดียมไอออนใช้วัตถุดิบหลักคือโซเดียม ซึ่งหาได้ง่ายจากเกลือและมีราคาถูกกว่าลิเธียมอย่างมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมลดลง
- ทนทานและชาร์จเร็ว: มีความสามารถในการชาร์จไฟได้รวดเร็ว โดยสามารถชาร์จถึง 80% ภายใน 15 นาที และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 10,000 รอบ
- ประสิทธิภาพในอุณหภูมิต่ำ: แตกต่างจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน แบตเตอรี่เกลือสามารถทำงานได้ดีในสภาพอากาศหนาวจัด โดยยังคงความจุไว้ได้ถึง 90% ที่อุณหภูมิ -20°C
- ความปลอดภัยสูง: มีความเสี่ยงในการเกิดเพลิงไหม้ต่ำกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ทำให้เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับการใช้งานในยานพาหนะและระบบกักเก็บพลังงานภายในบ้าน
- ข้อจำกัดด้านความหนาแน่นพลังงาน: แม้จะมีข้อดีหลายประการ แต่แบตเตอรี่โซเดียมไอออนยังมีความหนาแน่นพลังงานต่ำกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมบางประเภท ทำให้มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากกว่าเมื่อเทียบกับความจุเท่ากัน
การมาถึงของเทคโนโลยีแบตเตอรี่แห่งอนาคต
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนและความยั่งยืนของวัตถุดิบ โดยเฉพาะลิเธียมซึ่งเป็นหัวใจหลักของแบตเตอรี่ในปัจจุบันมีราคาผันผวนและกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ไม่กี่แห่งบนโลก สิ่งนี้กระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลกเร่งค้นหาทางเลือกใหม่ และ “แบตเตอรี่โซเดียมไอออน” หรือ “แบตเตอรี่เกลือ” ได้กลายเป็นคำตอบที่น่าสนใจที่สุด เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการพึ่งพาทรัพยากรที่มีจำกัด แต่ยังมีศักยภาพในการทำให้ยานพาหนะไฟฟ้า โดยเฉพาะจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภคในวงกว้าง โดยคาดว่าปี 2026 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เมื่อการผลิตเชิงพาณิชย์ในปริมาณมากจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
แบตเตอรี่เกลือ (Sodium-Ion) คืออะไร?
แบตเตอรี่โซเดียมไอออน (Sodium-Ion Battery หรือ Na-ion) คือ แบตเตอรี่แบบชาร์จซ้ำได้ชนิดหนึ่งที่มีหลักการทำงานคล้ายคลึงกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-Ion Battery) ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือการใช้วัตถุดิบหลักในการเก็บและปล่อยประจุไฟฟ้า โดยแบตเตอรี่ชนิดนี้จะใช้ “โซเดียมไอออน” (Na+) เป็นตัวกลางในการเคลื่อนที่ระหว่างขั้วแอโนด (ขั้วลบ) และแคโทด (ขั้วบวก) แทนที่จะเป็น “ลิเธียมไอออน” (Li+)
หลักการทำงานเบื้องต้น
ในระหว่างกระบวนการคายประจุ (Discharging) โซเดียมไอออนจะเคลื่อนที่จากขั้วแอโนดผ่านสารอิเล็กโทรไลต์ไปยังขั้วแคโทด และในทางกลับกัน ระหว่างกระบวนการชาร์จ (Charging) โซเดียมไอออนจะเคลื่อนที่กลับจากขั้วแคโทดมายังขั้วแอโนดเพื่อเก็บสะสมพลังงานอีกครั้ง ความพิเศษของเทคโนโลยีนี้อยู่ที่การใช้วัสดุที่หาได้ง่ายและมีราคาถูก เช่น โซเดียมที่สกัดได้จากเกลือทะเลหรือเกลือสินเธาว์ ซึ่งมีปริมาณมหาศาลในเปลือกโลก ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด
ข้อได้เปรียบที่สำคัญของแบตเตอรี่โซเดียมไอออน
แบตเตอรี่โซเดียมไอออนมีคุณสมบัติที่โดดเด่นหลายประการซึ่งทำให้เป็นเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบดั้งเดิม
ต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือต้นทุน โซเดียมเป็นธาตุที่มีอยู่มากมายบนโลกและหาได้ง่าย ทำให้ราคาของวัตถุดิบมีความเสถียรและต่ำมาก โดยราคาโซเดียมอยู่ที่ประมาณ 150-200 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ในขณะที่ราคาลิเธียมมีความผันผวนสูงมาก อยู่ระหว่าง 5,000-25,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ความแตกต่างด้านราคานี้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ ทำให้คาดการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้ ต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่โซเดียมไอออนอาจลดลงเหลือเพียง 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ซึ่งจะส่งผลให้ราคายานพาหนะไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานถูกลงอย่างมาก
ประสิทธิภาพการชาร์จและความทนทาน
แบตเตอรี่เกลือแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่น่าประทับใจในด้านการชาร์จและความทนทาน โดยสามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็วถึง 80% ของความจุทั้งหมดภายในเวลาเพียง 15 นาที นอกจากนี้ยังมีอายุการใช้งานที่ยาวนานเป็นพิเศษ สามารถทนทานต่อการชาร์จซ้ำได้ถึง 10,000-15,000 รอบ ซึ่งสูงกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทั่วไปหลายเท่า ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการความทนทานและรอบการชาร์จที่บ่อยครั้ง เช่น ในรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ หรือระบบกักเก็บพลังงานสำหรับบ้าน
ความปลอดภัยที่เหนือกว่าและทนทานต่อสภาพอากาศ
หนึ่งในจุดเด่นที่สำคัญคือความปลอดภัย แบตเตอรี่โซเดียมไอออนมีความเสถียรทางเคมีสูงกว่า ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดการลัดวงจรหรือการลุกไหม้ต่ำกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียมชนิด Ternary (NMC) นอกจากนี้ยังทำงานได้ดีเยี่ยมในสภาพอากาศที่หลากหลาย โดยเฉพาะในอุณหภูมิต่ำติดลบ ที่อุณหภูมิ -20°C ถึง -40°C แบตเตอรี่โซเดียมไอออนยังคงรักษาความจุไว้ได้มากกว่า 90% ในขณะที่แบตเตอรี่ลิเธียมอาจสูญเสียประสิทธิภาพไปมากถึง 60% ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น รวมถึงทนทานต่ออากาศร้อนของประเทศไทยได้ดีเช่นกัน
ข้อจำกัดและความท้าทายในปัจจุบัน
แม้ว่าแบตเตอรี่โซเดียมไอออนจะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการที่ต้องพิจารณา ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเทคโนโลยีนี้จึงยังไม่ถูกนำมาใช้ในวงกว้างในปัจจุบัน
ความหนาแน่นพลังงานที่ยังเป็นรอง
ข้อจำกัดที่ใหญ่ที่สุดของแบตเตอรี่โซเดียมไอออนคือ ความหนาแน่นของพลังงาน (Energy Density) ที่ต่ำกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนบางชนิด โดยในปัจจุบันมีความหนาแน่นพลังงานอยู่ที่ประมาณ 100-170 วัตต์-ชั่วโมงต่อกิโลกรัม (Wh/kg) แม้จะมีการคาดการณ์ว่าจะพัฒนาไปถึง 200-220 Wh/kg ในปี 2026 ซึ่งใกล้เคียงกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ที่มีความหนาแน่นพลังงาน 180-200 Wh/kg แต่ก็ยังคงต่ำกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมชนิด Ternary (NMC/NCA) ที่มีความหนาแน่นพลังงานสูงถึง 250-300 Wh/kg
ผลกระทบโดยตรงคือ แบตเตอรี่โซเดียมไอออนจะมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากกว่าเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียมที่ให้ความจุเท่ากัน ดังนั้นจึงยังไม่เหมาะสำหรับยานพาหนะไฟฟ้าสมรรถนะสูงหรือรถยนต์ที่ต้องการวิ่งในระยะทางไกลต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งต้องการแบตเตอรี่ที่มีขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบา
เปรียบเทียบเทคโนโลยีแบตเตอรี่: โซเดียมไอออน, LFP, และ Ternary
| คุณสมบัติ | แบตเตอรี่โซเดียมไอออน (Sodium-Ion) | แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) | แบตเตอรี่ลิเธียม Ternary (NMC/NCA) |
|---|---|---|---|
| ต้นทุนวัตถุดิบ | ต่ำมาก (โซเดียมราคาถูกและมีปริมาณมาก) | ปานกลาง (ไม่มีโคบอลต์) | สูง (ใช้ลิเธียม, โคบอลต์, นิกเกิล) |
| ความหนาแน่นพลังงาน (Wh/kg) | 100 – 170 (คาดการณ์ถึง 220 ในปี 2026) | 180 – 200 | 250 – 300 |
| อายุการใช้งาน (รอบการชาร์จ) | สูงมาก (10,000 – 15,000 รอบ) | สูง (3,000 – 5,000 รอบ) | ปานกลาง (1,000 – 2,000 รอบ) |
| ประสิทธิภาพในอุณหภูมิต่ำ | ยอดเยี่ยม (คงความจุ >90% ที่ -20°C) | ปานกลาง | ต่ำ (สูญเสียความจุมาก) |
| ความเร็วในการชาร์จ | เร็วมาก (80% ใน 15 นาที) | เร็ว | ปานกลาง |
| ความปลอดภัย | สูงมาก (ไม่เสี่ยงไฟไหม้) | สูง | ปานกลาง (มีความเสี่ยงสูงกว่า) |
สถานการณ์ตลาดและความเคลื่อนไหวล่าสุดสู่ปี 2026
ตลาดแบตเตอรี่โซเดียมไอออนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีประเทศจีนเป็นผู้นำในการพัฒนาและผลักดันสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ บริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ยักษ์ใหญ่ต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อชิงส่วนแบ่งในตลาดใหม่นี้
ผู้นำตลาดและการพัฒนาเชิงพาณิชย์
บริษัทชั้นนำอย่าง CATL และ BYD จากประเทศจีน คือผู้เล่นหลักที่กำลังขับเคลื่อนเทคโนโลยีนี้ CATL ได้เปิดตัวแบตเตอรี่โซเดียมไอออนสำหรับใช้ในรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็กไปแล้ว และมีแผนที่จะนำไปใช้กับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 ในขณะที่ BYD ได้เริ่มก่อสร้างโรงงานผลิตขนาด 30 กิกะวัตต์-ชั่วโมง (GWh) และเปิดตัวแบตเตอรี่รุ่นที่สามที่สามารถชาร์จได้มากกว่า 10,000 รอบ การแข่งขันที่เข้มข้นนี้คาดว่าจะทำให้ปี 2026 เป็นปีแห่งการผลิตแบตเตอรี่โซเดียมไอออนในปริมาณมหาศาล (Mass Production) อย่างแท้จริง
การประยุกต์ใช้งานหลักในอนาคต
ด้วยคุณสมบัติด้านต้นทุนและความทนทาน แบตเตอรี่โซเดียมไอออนจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานในกลุ่มตลาดต่อไปนี้:
ยานพาหนะไฟฟ้าราคาประหยัด (Entry-level EV): สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก, E-Bike, และรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ที่ไม่ต้องการระยะทางการวิ่งที่ไกลมากนัก เทคโนโลยีนี้จะช่วยลดราคารถลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ระบบกักเก็บพลังงานแบบติดตั้งคงที่ (Stationary Storage): เหมาะสำหรับระบบกักเก็บพลังงานในบ้าน (Home ESS), ระบบโซลาร์เซลล์ (Solar Home Battery), และระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ระดับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Storage) เนื่องจากมีอายุการใช้งานที่ยาวนานและต้นทุนต่ำ
พื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น: ประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมในอุณหภูมิต่ำทำให้เป็นตัวเลือกที่เหนือกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมในภูมิภาคที่มีอากาศหนาวจัด
อนาคตของ E-Bike กับแบตเตอรี่เกลือในประเทศไทย
สำหรับตลาดจักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike ในประเทศไทย เทคโนโลยีแบตเตอรี่โซเดียมไอออนถือเป็นตัวเปลี่ยนเกม (Game Changer) ที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสภาพอากาศร้อนของประเทศไทยเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่ลิเธียม การที่แบตเตอรี่เกลือมีความทนทานต่ออุณหภูมิสูงและมีความปลอดภัยมากกว่า จะช่วยยืดอายุการใช้งานและลดความกังวลเรื่องความปลอดภัยลงได้
นอกจากนี้ ปัจจัยด้านราคาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การที่แบตเตอรี่โซเดียมไอออนมีต้นทุนต่ำ จะส่งผลโดยตรงให้ราคาขายของ E-Bike ถูกลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาสนใจและสามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น การผสมผสานเทคโนโลยีนี้เข้ากับระบบชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์ยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาวและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน คาดว่าผู้บริโภคในไทยจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ E-Bike ที่ใช้แบตเตอรี่โซเดียมไอออนวางจำหน่ายในตลาดอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 1-2 ปีข้างหน้า
บทสรุปและแนวโน้มสำหรับผู้บริโภค
เทคโนโลยี “แบตเตอรี่เกลือ” (Sodium-Ion) กำลังจะกลายเป็นทางเลือกใหม่ที่สำคัญในอุตสาหกรรมพลังงานและยานยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2026 ด้วยข้อได้เปรียบที่ชัดเจนในด้านต้นทุนที่ถูกกว่า ความทนทานที่ยาวนานกว่า และความปลอดภัยที่สูงกว่า แม้จะยังมีข้อจำกัดด้านความหนาแน่นพลังงาน แต่ก็เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กอย่าง E-Bike และรถยนต์ไฟฟ้าระดับเริ่มต้น รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานทุกขนาด การมาถึงของเทคโนโลยีนี้จะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ทำให้พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้จริง
สำหรับผู้ที่สนใจในเทคโนโลยีจักรยานไฟฟ้าและมองหาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านราคาและคุณภาพ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจำหน่ายจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike หลากหลายประเภท ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ
สามารถเข้ามาเยี่ยมชมและทดลองขับได้ที่ร้าน
เปิดบริการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
ที่ตั้ง: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
โทรศัพท์: 061-962-2878
ติดตามข่าวสารและโปรโมชันได้ที่ FACEBOOK PAGE หรือพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE และสามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์ได้โดยตรง

