ขี่ E-Bike กี่เดือนคืนทุน? เปรียบเทียบชัดๆ ‘ค่าไฟ vs น้ำมัน’ ปี 2026 ฉบับคนทำงานและนักเรียน
- ภาพรวมของค่าใช้จ่ายในการเดินทางปี 2026
- ทำไมการเปรียบเทียบนี้จึงสำคัญกับคุณ
- เจาะลึกต้นทุนของมอเตอร์ไซค์ที่ใช้น้ำมัน
- วิเคราะห์ต้นทุนของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike)
- ตารางเปรียบเทียบหมัดต่อหมัด: E-Bike vs. มอเตอร์ไซค์น้ำมัน
- คำนวณจุดคุ้มทุน (ROI): ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่?
- ปัจจัยอื่นๆ ที่ควรพิจารณา
- สรุป: ถึงเวลาเปลี่ยนเพื่ออนาคตที่ประหยัดกว่า
ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2026 การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะค่าเดินทางซึ่งเป็นต้นทุนคงที่สำหรับคนส่วนใหญ่ ได้กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ บทความนี้จะทำการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อตอบคำถามที่ว่า ขี่ E-Bike กี่เดือนคืนทุน? เปรียบเทียบชัดๆ ‘ค่าไฟ vs น้ำมัน’ ปี 2026 ฉบับคนทำงานและนักเรียน เพื่อเป็นข้อมูลที่ชัดเจนและจับต้องได้สำหรับผู้ที่กำลังมองหาทางเลือกในการเดินทางที่ชาญฉลาดและยั่งยืนกว่า
- การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน (ROI): แสดงการคำนวณระยะเวลาคืนทุนของจักรยานไฟฟ้าเมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายสะสมของมอเตอร์ไซค์ที่ใช้น้ำมัน
- เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายโดยรวม: นำเสนอข้อมูลค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตั้งแต่ราคารถ ค่าพลังงาน (ไฟฟ้า vs น้ำมัน) และค่าบำรุงรักษาในระยะยาว
- กรณีศึกษาตามไลฟ์สไตล์: จำลองสถานการณ์การใช้งานสำหรับกลุ่มนักเรียนและคนทำงาน เพื่อให้เห็นภาพความคุ้มค่าที่แตกต่างกันไปตามระยะทางการใช้งาน
- ความประหยัดที่มากกว่าตัวเงิน: ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ด้านอื่นๆ ของการใช้ E-Bike เช่น ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความสะดวกสบายในการใช้งาน
ภาพรวมของค่าใช้จ่ายในการเดินทางปี 2026
ในปี 2026 แนวโน้มราคาน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงมีความผันผวนและมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นหลัก ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขเล็กน้อย แต่เป็นภาระทางการเงินที่สะสมเพิ่มขึ้นทุกวัน ทำให้การเดินทางแต่ละครั้งมีต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สถานการณ์เช่นนี้กระตุ้นให้ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และวัยทำงานที่ต้องเดินทางเป็นประจำ เริ่มมองหาทางเลือกอื่นที่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่าและมีความยั่งยืนในระยะยาว การเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะไฟฟ้า (EV) โดยเฉพาะจักรยานไฟฟ้าหรือ E-Bike จึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระค่าเชื้อเพลิงได้อย่างสิ้นเชิง แต่ยังมาพร้อมกับค่าบำรุงรักษาที่ต่ำกว่ามาก การทำความเข้าใจโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริงของยานพาหนะทั้งสองประเภทจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อการตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดสำหรับสถานการณ์ทางการเงินของแต่ละบุคคลในยุคปัจจุบัน
ทำไมการเปรียบเทียบนี้จึงสำคัญกับคุณ
การตัดสินใจเลือกยานพาหนะส่วนตัวไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวกสบาย แต่เป็นการลงทุนทางการเงินที่มีผลกระทบระยะยาวต่อสถานะการเงินของคุณ การเปรียบเทียบระหว่าง E-Bike และมอเตอร์ไซค์น้ำมันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะกับกลุ่มบุคคลที่มีรูปแบบการใช้ชีวิตและข้อจำกัดทางการเงินที่แตกต่างกัน
กลุ่มนักเรียน-นักศึกษา
สำหรับกลุ่มนักเรียน-นักศึกษา ซึ่งโดยทั่วไปมีรายได้จำกัดหรือไม่มีรายได้ประจำ การควบคุมค่าใช้จ่ายรายวันคือหัวใจสำคัญ ค่าเดินทางจากหอพักไปยังสถานศึกษา หรือการเดินทางในระยะใกล้ๆ อาจดูเหมือนเป็นเงินจำนวนไม่มากในแต่ละวัน แต่เมื่อรวมกันเป็นรายเดือนหรือรายปีก็จะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ การเลือกใช้ E-Bike สามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้อย่างมหาศาล ทำให้มีเงินเหลือเก็บหรือนำไปใช้จ่ายในส่วนที่จำเป็นอื่นๆ เช่น ค่าเล่าเรียน หนังสือ หรือกิจกรรมเสริมทักษะต่างๆ การลงทุนกับ E-Bike ในช่วงเริ่มต้นอาจสูงกว่าจักรยานทั่วไป แต่ผลตอบแทนในรูปของค่าเดินทางที่ประหยัดได้จะเริ่มแสดงผลอย่างรวดเร็ว ทำให้เป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดสำหรับอนาคต
กลุ่มคนทำงาน
ในขณะที่กลุ่มคนทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นอาชีพ (First Jobber) หรือผู้ที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางการเงิน การลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความมั่งคั่ง การเดินทางไป-กลับที่ทำงานทุกวันด้วยมอเตอร์ไซค์น้ำมันก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่ไม่มีความแน่นอน การเปลี่ยนมาใช้ E-Bike ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดค่าเดินทางได้อย่างชัดเจน แต่ยังช่วยลดความเครียดจากความกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่ผันผวน นอกจากนี้ การบำรุงรักษาที่น้อยกว่ายังหมายถึงเวลาและค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้เพิ่มขึ้น ทำให้สามารถนำเงินและเวลาไปต่อยอดในการลงทุนหรือใช้เพื่อการพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ การเปรียบเทียบและคำนวณจุดคุ้มทุน E-Bike จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนทำงานสามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เจาะลึกต้นทุนของมอเตอร์ไซค์ที่ใช้น้ำมัน
การครอบครองรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันมีค่าใช้จ่ายมากกว่าแค่ราคาที่จ่ายไปในวันแรก แต่ยังรวมถึงต้นทุนแฝงต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆ ได้ดังนี้
ค่าเชื้อเพลิงที่ผันผวน
นี่คือค่าใช้จ่ายหลักและมีความผันผวนสูงที่สุด ในปี 2026 มีการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันเบนซินอาจมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40-45 บาทต่อลิตร หากสมมติว่ามอเตอร์ไซค์ทั่วไปมีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่ 45 กิโลเมตรต่อลิตร และผู้ใช้งานเดินทางวันละ 40 กิโลเมตร จะต้องใช้น้ำมันประมาณ 0.89 ลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 35.6 – 40 บาทต่อวัน ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นรายเดือน (ทำงาน 22 วัน) จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 783 – 880 บาท หรือเกือบ 10,000 บาทต่อปี ตัวเลขนี้เป็นเพียงค่าเชื้อเพลิงเท่านั้นและยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะตามมา
ค่าบำรุงรักษาตามระยะทาง
เครื่องยนต์สันดาปภายในมีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวจำนวนมากที่ต้องการการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอเพื่อคงประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งาน ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ประกอบด้วย:
- การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง: โดยทั่วไปต้องเปลี่ยนทุกๆ 2,000 – 4,000 กิโลเมตร มีค่าใช้จ่ายครั้งละประมาณ 150 – 300 บาท
- การเปลี่ยนหัวเทียนและไส้กรองอากาศ: ควรเปลี่ยนทุกๆ 8,000 – 12,000 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 200 – 400 บาท
- การดูแลระบบโซ่และสเตอร์: ต้องมีการหล่อลื่นและตั้งความตึงอย่างสม่ำเสมอ และต้องเปลี่ยนใหม่ทุกๆ 15,000 – 20,000 กิโลเมตร ซึ่งมีค่าใช้จ่ายหลายร้อยบาท
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ: เช่น การเปลี่ยนผ้าเบรก, ยาง, และค่าบริการตรวจเช็คตามระยะ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วอาจมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาต่อปีสูงถึง 2,000 – 4,000 บาท ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน
ดังนั้น ต้นทุนรวมในการใช้มอเตอร์ไซค์น้ำมันต่อปีจึงไม่ใช่แค่ค่าเชื้อเพลิง แต่เป็นผลรวมของค่าพลังงานและค่าบำรุงรักษาที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ
วิเคราะห์ต้นทุนของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike)
ในทางตรงกันข้าม จักรยานไฟฟ้า มีโครงสร้างต้นทุนการดำเนินงานที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การคำนวณความคุ้มค่าของ E-Bike นั้นไม่ได้ซับซ้อน แต่ต้องอาศัยความเข้าใจในเทคโนโลยีและประสิทธิภาพของตัวรถ ซึ่งโมเดลที่คัดสรรมาจำหน่ายที่ GIANT Shopping Mall นั้น ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุดเป็นสำคัญ ทำให้ผู้ใช้งานได้รับความประหยัดที่เหนือกว่าการคำนวณเบื้องต้นทั่วไป
ค่าพลังงานไฟฟ้า: คำนวณอย่างไร?
หลักการคำนวณค่าไฟรถจักรยานไฟฟ้านั้นตรงไปตรงมา โดยจะขึ้นอยู่กับความจุของแบตเตอรี่ (หน่วยเป็น kWh) และค่าไฟฟ้าต่อหน่วย (บาท/kWh) ตัวอย่างเช่น หาก E-Bike มีแบตเตอรี่ความจุ 1.5 kWh และค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.5 บาทต่อหน่วย การชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มหนึ่งครั้งจะมีค่าใช้จ่ายเพียง 1.5 kWh * 4.5 บาท = 6.75 บาทเท่านั้น หากรถรุ่นดังกล่าวสามารถวิ่งได้ระยะทาง 80 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง อัตราสิ้นเปลืองจะอยู่ที่ประมาณ 0.08 บาทต่อกิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับมอเตอร์ไซค์น้ำมันที่มีค่าใช้จ่ายเกือบ 1 บาทต่อกิโลเมตร
อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพที่แท้จริงขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีของรถแต่ละรุ่น ซึ่ง E-Bike ที่ GIANT Shopping Mall คัดสรรมานั้น เน้นรุ่นที่ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคุณภาพสูง พร้อมระบบจัดการแบตเตอรี่อัจฉริยะ (BMS) ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานและรักษาประสิทธิภาพการจ่ายไฟให้คงที่ นอกจากนี้ บางรุ่นยังมีเทคโนโลยี Regenerative Braking ที่สามารถแปลงพลังงานจลน์จากการเบรกกลับมาชาร์จแบตเตอรี่ได้เล็กน้อย ซึ่งช่วยเพิ่มระยะทางและลดอัตราสิ้นเปลืองพลังงานโดยรวม ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่คำนวณได้เสียอีก นี่คือความคุ้มค่าที่เกิดจากนวัตกรรมที่ลูกค้าของ GIANT Shopping Mall จะได้รับโดยตรง
การบำรุงรักษาที่น้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
E-Bike มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวน้อยกว่ามอเตอร์ไซค์น้ำมันอย่างมาก เนื่องจากไม่มีเครื่องยนต์, ระบบเกียร์ที่ซับซ้อน, หรือระบบระบายความร้อน ทำให้ค่าบำรุงรักษาต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด:
- ไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง: ตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปได้อย่างถาวร
- การสึกหรอของระบบเบรกน้อยกว่า: ด้วยระบบ Regenerative Braking ที่ช่วยชะลอความเร็ว ทำให้การใช้งานผ้าเบรกลดลง
- การดูแลรักษาหลัก: จะเน้นไปที่การตรวจเช็คลมยาง, ระบบเบรก, และความสะอาดทั่วไป ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตนเอง
- แบตเตอรี่: เป็นหัวใจสำคัญ มีอายุการใช้งานยาวนานหลายปี (โดยทั่วไปรองรับการชาร์จได้ 800-1,000 รอบ) ก่อนที่ประสิทธิภาพจะเริ่มลดลง ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายระยะยาวที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
การเลือกใช้ E-Bike จาก GIANT Shopping Mall ไม่ใช่แค่การประหยัดค่าเชื้อเพลิง แต่คือการลงทุนในเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งาน
ตารางเปรียบเทียบหมัดต่อหมัด: E-Bike vs. มอเตอร์ไซค์น้ำมัน
เพื่อให้เห็นภาพรวมของค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบต้นทุนโดยประมาณตลอดระยะเวลา 1 ปี สำหรับการใช้งานเฉลี่ยวันละ 40 กิโลเมตร (เดือนละ 880 กิโลเมตร) ได้ดังตารางต่อไปนี้
| รายการค่าใช้จ่าย | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) | มอเตอร์ไซค์น้ำมัน |
|---|---|---|
| ราคารถเริ่มต้น (โดยประมาณ) | 35,000 บาท | 45,000 บาท |
| ค่าพลังงานรายปี | ประมาณ 850 บาท | ประมาณ 9,500 บาท |
| ค่าบำรุงรักษาทั่วไปรายปี | ประมาณ 500 บาท | ประมาณ 2,500 บาท |
| รวมค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อปี | 1,350 บาท | 12,000 บาท |
หมายเหตุ: ตัวเลขในตารางเป็นค่าประมาณการเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามรุ่นรถ, ลักษณะการใช้งาน, และราคาพลังงาน ณ เวลานั้นๆ
คำนวณจุดคุ้มทุน (ROI): ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่?
จุดคุ้มทุนคือจุดที่เงินที่ประหยัดได้จากการใช้ E-Bike สามารถครอบคลุมส่วนต่างของราคารถ (ถ้ามี) หรือครอบคลุมราคารถทั้งหมดได้ จากตารางข้างต้น จะเห็นว่า E-Bike มีค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อปีถูกกว่ามอเตอร์ไซค์น้ำมันถึง 10,650 บาท
แม้ว่าราคารถเริ่มต้นของ E-Bike อาจจะต่ำกว่า แต่เพื่อการวิเคราะห์ที่ครอบคลุม เราจะคำนวณระยะเวลาคืนทุนของตัวรถ E-Bike ทั้งหมด โดยใช้ส่วนต่างของค่าใช้จ่ายรายเดือนเป็นตัวตั้ง
- ค่าใช้จ่ายรายเดือน (มอเตอร์ไซค์น้ำมัน): 12,000 / 12 = 1,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายรายเดือน (E-Bike): 1,350 / 12 = 112.5 บาท
- ส่วนต่างที่ประหยัดได้ต่อเดือน: 1,000 – 112.5 = 887.5 บาท
ระยะเวลาคืนทุน = ราคารถ E-Bike / เงินที่ประหยัดได้ต่อเดือน
ระยะเวลาคืนทุน = 35,000 / 887.5 ≈ 39.4 เดือน (ประมาณ 3 ปี 3 เดือน)
ซึ่งหมายความว่าหลังจากใช้งานไปประมาณ 3 ปีกว่าๆ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ประหยัดได้จะเท่ากับราคารถที่ลงทุนไป และหลังจากนั้นคือ “กำไร” ที่เกิดขึ้นทุกเดือน
| โปรไฟล์ผู้ใช้งาน | ระยะทางต่อวัน | เงินที่ประหยัดได้ต่อเดือน | ระยะเวลาคืนทุนโดยประมาณ |
|---|---|---|---|
| นักเรียน/นักศึกษา | 20 กม. | ~ 444 บาท | ~ 78 เดือน (6 ปี 6 เดือน) |
| คนทำงาน | 40 กม. | ~ 888 บาท | ~ 39 เดือน (3 ปี 3 เดือน) |
| ผู้ใช้งานระยะไกล (Rider) | 60 กม. | ~ 1,332 บาท | ~ 26 เดือน (2 ปี 2 เดือน) |
ปัจจัยอื่นๆ ที่ควรพิจารณา
นอกเหนือจากตัวเลขค่าใช้จ่ายและจุดคุ้มทุนแล้ว ยังมีปัจจัยด้านคุณภาพชีวิตและผลกระทบในวงกว้างที่ควรนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ:
- ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: E-Bike ไม่มีการปล่อยไอเสียหรือมลพิษทางอากาศ ทำให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยลดการสร้างก๊าซเรือนกระจก
- มลพิษทางเสียง: การทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าเงียบกว่าเครื่องยนต์สันดาปมาก ช่วยลดมลพิษทางเสียงในชุมชนเมือง
- ความสะดวกสบาย: สามารถชาร์จไฟได้ง่ายๆ ที่บ้านหรือที่ทำงาน ไม่ต้องเสียเวลาไปสถานีบริการน้ำมัน
- ภาพลักษณ์ที่ทันสมัย: การเลือกใช้ยานพาหนะไฟฟ้าสะท้อนถึงการเป็นผู้บริโภคที่ใส่ใจในเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
สรุป: ถึงเวลาเปลี่ยนเพื่ออนาคตที่ประหยัดกว่า
จากการเปรียบเทียบอย่างละเอียด จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) คือทางเลือกที่มอบความคุ้มค่าในระยะยาวที่เหนือกว่ารถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันในทุกมิติ แม้การลงทุนเริ่มต้นอาจใกล้เคียงกัน แต่ค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ต่ำกว่าอย่างมหาศาล ทั้งในส่วนของค่าพลังงานและค่าบำรุงรักษา ทำให้เกิดจุดคุ้มทุนที่ชัดเจนและจับต้องได้ ยิ่งใช้งานมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งคืนทุนเร็วขึ้นเท่านั้น และหลังจากจุดคุ้มทุนนั้น ทุกกิโลเมตรที่ขับขี่คือผลกำไรที่เกิดขึ้นจริง
การตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ E-Bike ในปี 2026 ไม่ใช่เป็นเพียงการปรับตัวตามกระแส แต่คือการวางแผนทางการเงินที่ชาญฉลาด เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความมั่นคงในยุคที่ทุกบาททุกสตางค์มีความหมาย
สำหรับผู้ที่มองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike คุณภาพสูงที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย พร้อมเทคโนโลยีที่ช่วยให้ประหยัดได้สูงสุด GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมที่ครบครันและพร้อมให้คำปรึกษา เพื่อให้คุณได้พบกับยานพาหนะคู่ใจที่ใช่ที่สุดสำหรับไลฟ์สไตล์ของคุณ
เลือกชมสินค้าและรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ที่:
เยี่ยมชม FACEBOOK PAGE หรือแอด LINE เพื่อสอบถามโปรโมชั่นพิเศษ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878

