นโยบาย EV 2026: ลุ้นจักรยานไฟฟ้าลดภาษี ประหยัดค่าน้ำมัน
ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวนและแนวโน้มการใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ทิศทางของภาครัฐกำลังมุ่งสู่การสนับสนุนยานยนต์พลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ โดยล่าสุดมีสัญญาณบวกเกี่ยวกับ นโยบาย EV 2026: ลุ้นจักรยานไฟฟ้าลดภาษี ประหยัดค่าน้ำมัน ซึ่งเป็นมาตรการที่ขยายขอบเขตการสนับสนุนมายังยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กอย่างจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตา
- การขยายมาตรการสนับสนุน: นโยบาย EV ปี 2569 มีแนวโน้มขยายการสนับสนุนจากเดิมที่เน้นรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) มาครอบคลุมยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น จักรยานไฟฟ้า (E-Bikes) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
- ข้อเสนอลดหย่อนภาษี: มีการเสนอให้ลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตสำหรับจักรยานไฟฟ้า ซึ่งอาจทำให้ราคาจำหน่ายถูกลงถึง 20-30% ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
- เงินอุดหนุนเพิ่มเติม: มีการพิจารณาให้เงินอุดหนุนโดยตรงแก่ผู้ซื้อจักรยานไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศหรือนำเข้าตามเงื่อนไข เพื่อกระตุ้นตลาดและการลงทุนในประเทศ
- ความคุ้มค่าและประหยัด: การเปลี่ยนมาใช้จักรยานไฟฟ้าสามารถประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้มากถึง 80-90% เมื่อเทียบกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมัน และมีระยะเวลาคืนทุนที่รวดเร็ว
- เป้าหมายเชิงนโยบาย: รัฐบาลมุ่งเป้าให้เกิดการใช้จักรยานไฟฟ้า 100,000 คันภายในปี 2569 เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันและสร้างฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้ครบวงจร
บทนำสู่ยุคใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก
ในยุคที่ค่าครองชีพและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การมองหาทางเลือกในการเดินทางที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานและนักศึกษาในเขตเมืองที่ต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายในการเดินทางในชีวิตประจำวัน ปัญหาเหล่านี้กำลังจะได้รับการแก้ไขด้วยทิศทางนโยบายใหม่จากภาครัฐ นั่นคือ นโยบาย EV 2026: ลุ้นจักรยานไฟฟ้าลดภาษี ประหยัดค่าน้ำมัน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมให้ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย
การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล แต่ยังเป็นทางออกที่ยั่งยืนสำหรับปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลภาวะในเมืองใหญ่ การเข้าถึงจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ง่ายขึ้นหมายถึงการเดินทางที่คล่องตัว ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม สำหรับผู้ที่กำลังมองหาทางออกที่ตอบโจทย์ทั้งความประหยัดและความรับผิดชอบต่อสังคม การมาถึงของนโยบายนี้คือโอกาสที่ไม่ควรพลาด และ GIANT Shopping Mall พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอโซลูชันการเดินทางแห่งอนาคตที่จับต้องได้ให้แก่ทุกคน
ทำไมมาตรการนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน
ความสำคัญของนโยบายนี้เกิดขึ้นจากปัจจัยหลายด้านที่ประจวบเหมาะกัน ประการแรกคือแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ไม่มีเสถียรภาพ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายของภาคครัวเรือน การสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานไฟฟ้าซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าจึงเป็นมาตรการที่ตรงจุด ประการที่สองคือความสำเร็จของนโยบายส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (EV 3.0) ก่อนหน้านี้ ที่ทำให้ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด สร้างความเชื่อมั่นว่าตลาดพร้อมเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และถึงเวลาแล้วที่จะขยายผลมาสู่ยานพาหนะที่เข้าถึงง่ายกว่าอย่างจักรยานไฟฟ้า นอกจากนี้ กระแสความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมและการลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเขตเมือง ก็เป็นอีกแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ภาครัฐต้องเร่งออกมาตรการที่ส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
ใครคือกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะได้รับประโยชน์
กลุ่มเป้าหมายที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากนโยบายนี้มีความหลากหลาย ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการยานพาหนะสำหรับการเดินทางระยะสั้นไปยังสถานศึกษา ไปจนถึงกลุ่มคนวัยทำงานที่ใช้เดินทางในเมืองหรือเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ นอกจากนี้ ผู้ประกอบอาชีพบริการจัดส่ง (Rider) ก็เป็นอีกกลุ่มใหญ่ที่จะได้ประโยชน์โดยตรงจากการลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิง ซึ่งจะส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงครอบครัวทั่วไปที่ต้องการยานพาหนะสำรองสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่น การไปตลาด หรือทำธุระใกล้บ้าน การที่จักรยานไฟฟ้ามีราคาถูกลงและใช้งานง่าย ทำให้มันกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับทุกเพศทุกวัย และเป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการเดินทางที่สะอาดและประหยัด
เจาะลึกมาตรการลดภาษีจักรยานไฟฟ้าในนโยบาย EV 2026
หัวใจสำคัญของ นโยบาย EV 2026: ลุ้นจักรยานไฟฟ้าลดภาษี ประหยัดค่าน้ำมัน คือโครงสร้างทางภาษีและเงินอุดหนุนที่ออกแบบมาเพื่อจูงใจทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค จากข้อมูลที่เปิดเผยโดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิต พบว่าข้อเสนอที่กำลังรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีในช่วงกลางปี 2569 นั้น มีเป้าหมายเพื่อทำให้ราคาของจักรยานไฟฟ้า (E-Bikes) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะช่วยทลายกำแพงด้านราคาที่เคยเป็นอุปสรรคสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภคจำนวนมาก
โครงสร้างภาษีและเงินอุดหนุนที่คาดหวัง
มาตรการที่คาดว่าจะถูกนำมาใช้ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่
- การลดภาษีนำเข้า: มีข้อเสนอให้ลดภาษีนำเข้าสำหรับจักรยานไฟฟ้าทั้งคัน (CBU) เหลือ 0% (จากเดิมอยู่ที่ 0-10%) โดยมีเงื่อนไขว่าผู้นำเข้าหรือผู้ผลิตจะต้องมีการตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยภายในปี 2569 ซึ่งเป็นกลยุทธ์เดียวกับที่เคยใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อดึงดูดการลงทุน
- การลดภาษีสรรพสามิต: ภาษีสรรพสามิตสำหรับจักรยานไฟฟ้าที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ คือ มีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 250 วัตต์ และขนาดแบตเตอรี่ไม่เกิน 0.6 kWh จะถูกปรับลดลงจากเดิม 5-10% เหลือเพียง 2% ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อราคาขายปลีก
- เงินอุดหนุนจากภาครัฐ: รัฐบาลได้เตรียมงบประมาณราว 500 ล้านบาท เพื่อให้เงินอุดหนุนโดยตรงแก่ผู้ซื้อจักรยานไฟฟ้าในราคาประมาณ 5,000-10,000 บาทต่อคัน โดยมุ่งเน้นไปที่รุ่นที่มีราคาไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งมาตรการนี้คาดว่าจะรองรับจักรยานไฟฟ้าได้ประมาณ 50,000 คันในระยะแรก
โอกาสทองของผู้บริโภค: เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าคุณภาพที่คุ้มค่ากว่าเดิม
เมื่อมาตรการเหล่านี้มีผลบังคับใช้ จะส่งผลให้ราคาของ จักรยานไฟฟ้า ในตลาดปรับตัวลดลงอย่างมาก ตัวอย่างเช่น จักรยานไฟฟ้าที่เคยมีราคา 40,000 บาท อาจมีราคาลดลงเหลือเพียง 25,000 – 30,000 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้ นี่คือ “โอกาสทอง” สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันแพงและมองหาทางเลือกใหม่ในการเดินทาง การลงทุนซื้อจักรยานไฟฟ้าในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการซื้อยานพาหนะ แต่คือการลงทุนเพื่อความประหยัดในระยะยาว
ที่ GIANT Shopping Mall เราเข้าใจถึงแนวโน้มและเตรียมพร้อมรองรับความต้องการที่กำลังจะมาถึง เราได้คัดสรรจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่นที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของภาครัฐ ทั้งในด้านเทคโนโลยีมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 250 วัตต์ ที่ให้ความเร็วพอเหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคุณภาพสูงที่ให้ระยะทางวิ่งไกลต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง พร้อมทั้งความปลอดภัยและมาตรฐานการผลิตที่เชื่อถือได้ แนวโน้มตลาดที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้ยืนยันได้จากความนิยมในรุ่นต่างๆ ของเราที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง ทั้งรุ่นพับเก็บได้สำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกในการพกพา หรือรุ่นดีไซน์คลาสสิกสำหรับการขับขี่สบายๆ ในชีวิตประจำวัน
การมาถึงของนโยบาย EV 2026 คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเป็นเจ้าของยานยนต์ไฟฟ้า การเลือกซื้อจาก GIANT Shopping Mall ไม่เพียงทำให้คุณได้รับสินค้าคุณภาพในราคาที่คุ้มค่าจากนโยบายภาครัฐ แต่ยังได้รับการบริการหลังการขายที่ครบวงจร พร้อมจัดส่งถึงหน้าบ้านทั่วประเทศ นี่คือความคุ้มค่าที่พลาดไม่ได้
การเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับความประหยัดคือหัวใจสำคัญ จักรยานไฟฟ้าของเรามาพร้อมสเปกที่ทันสมัย เช่น หน้าจอแสดงผลดิจิทัล, ระบบเบรกที่มั่นใจได้ และโครงสร้างที่แข็งแรงทนทาน เมื่อนโยบายลดภาษีทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้ถูกลง ความคุ้มค่าจึงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของเทคโนโลยีการเดินทางที่สะอาด ปลอดภัย และประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างง่ายดายกว่าที่เคยเป็นมา
วิเคราะห์ความคุ้มค่า: ประหยัดค่าใช้จ่ายได้เท่าไร
หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจเปลี่ยนมายานยนต์ไฟฟ้าคือความประหยัด นโยบายส่งเสริมจากภาครัฐไม่เพียงทำให้ราคาเริ่มต้นของจักรยานไฟฟ้าถูกลง แต่ยังเปิดประตูสู่การประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาวอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับการใช้ยานพาหนะที่ใช้น้ำมันแบบดั้งเดิม
เปรียบเทียบต้นทุนการเดินทางต่อ 100 กิโลเมตร
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบต้นทุนด้านพลังงานต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ระหว่างยานพาหนะประเภทต่างๆ ได้จากข้อมูลของกรมสรรพสามิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
| ประเภทของยานพาหนะ | ราคาประมาณการ (บาท) | ค่าเชื้อเพลิง/ไฟฟ้า ต่อ 100 กม. (บาท) | เปอร์เซ็นต์ที่ประหยัดกว่า (เทียบกับ จยย. น้ำมัน) |
|---|---|---|---|
| จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) | 20,000 – 40,000 (หลังลดภาษี) | 5 – 10 | ~80-90% |
| รถจักรยานยนต์น้ำมัน | 40,000 – 60,000 | 40 – 60 | – |
| รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) | 800,000 – 2,000,000 (หลังหักเงินอุดหนุน) | 50 – 80 | – |
จากตารางจะเห็นได้ว่า จักรยานไฟฟ้ามีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่ำที่สุดอย่างชัดเจน โดยอยู่ที่เพียง 5-10 บาทต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ในขณะที่รถจักรยานยนต์น้ำมันมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 40-60 บาท นั่นหมายความว่าการใช้ E-Bike สามารถลดภาระค่าเดินทางได้มากกว่า 80% เลยทีเดียว
ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ระยะยาว
เมื่อคำนวณจากตัวอย่างการใช้งานจริง หากผู้ใช้ขับขี่จักรยานไฟฟ้าเป็นระยะทาง 50 กิโลเมตรต่อวัน จะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 1,500 บาทต่อเดือน เมื่อเทียบกับการใช้รถจักรยานยนต์น้ำมัน เมื่อรวมกับราคาซื้อที่ถูกลงจากมาตรการลดภาษี จะทำให้ระยะเวลาคืนทุน (Return on Investment) ของการซื้อจักรยานไฟฟ้าสั้นลงอย่างมาก โดยอาจใช้เวลาเพียง 6-12 เดือนเท่านั้น หลังจากนั้นค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้ก็จะกลายเป็นกำไรของผู้ใช้โดยตรง นี่จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว
| คุณสมบัติ | จักรยานไฟฟ้า City E-Bike | สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าพับได้ | จักรยานไฟฟ้าทรงแม่บ้าน |
|---|---|---|---|
| การใช้งานหลัก | เดินทางในเมือง, เชื่อมต่อขนส่งสาธารณะ | เดินทางระยะสั้น, พกพาสะดวก | ใช้งานในชีวิตประจำวัน, จ่ายตลาด |
| ระยะทางต่อชาร์จ | 40 – 60 กม. | 25 – 40 กม. | 35 – 50 กม. |
| ความเร็วสูงสุด | 25 กม./ชม. | 25 กม./ชม. | 25 กม./ชม. |
| จุดเด่น | สมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความสะดวกสบาย | น้ำหนักเบา พับเก็บง่าย เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมือง | มีตะกร้าหน้า-หลัง บรรทุกของได้เยอะ |
ภาพรวมนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า
การผลักดันให้จักรยานไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กเป็นที่นิยม ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องการสร้างประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค (EV Hub) นโยบาย EV 2026 นี้จึงเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากมาตรการก่อนหน้า และวางรากฐานสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
การต่อยอดจากมาตรการ EV 3.0 สู่ EV 3.5
นโยบาย EV 3.0 ซึ่งเริ่มใช้ในปี 2565-2568 ได้สร้างปรากฏการณ์สำคัญด้วยการลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) พร้อมให้เงินอุดหนุนสูงสุดถึง 150,000 บาทต่อคัน ส่งผลให้ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้นจากหลักพันเป็นหลักแสนคันภายในเวลาไม่กี่ปี ความสำเร็จนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามาตรการของภาครัฐสามารถกระตุ้นตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับมาตรการใหม่ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของเฟส EV 3.5 (ปี 2569-2570) คือการนำบทเรียนและกลยุทธ์ที่ได้ผลมาปรับใช้กับตลาดยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
- การขยายขอบเขตการลดภาษี: มาตรการลดภาษีนำเข้าจาก 40-60% เหลือ 0% และลดภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือ 2% ที่เคยใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า จะถูกนำมาปรับใช้กับจักรยานไฟฟ้าตามเงื่อนไขที่กำหนด
- การปรับเงินอุดหนุนให้เหมาะสม: เงินอุดหนุนจะถูกปรับให้สอดคล้องกับระดับราคาของจักรยานไฟฟ้า โดยอยู่ที่ 5,000-10,000 บาทต่อคัน เพื่อให้เกิดแรงจูงใจที่เหมาะสมและกระจายประโยชน์ได้อย่างทั่วถึง
- เป้าหมายการผลิตในประเทศ: เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้เกิดการผลิตจักรยานไฟฟ้าในประเทศให้ได้ 1 ล้านคันต่อปีในอนาคต ซึ่งการขยายนโยบายครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างซัพพลายเชนและดึงดูดการลงทุน
คาดการณ์ว่านโยบายนี้มีโอกาสสำเร็จสูงถึง 80% หากได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีตามกำหนดการในเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2569 ซึ่งจะทำให้ E-Bikes กลายเป็น “Game Changer” ที่ช่วยลดภาระค่าน้ำมันให้กับคนไทยได้อย่างแท้จริง และเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
บทสรุปและทางเลือกสำหรับอนาคตที่ยั่งยืน
นโยบาย EV 2026 ที่มุ่งเน้นการสนับสนุนจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้องและตอบโจทย์ความท้าทายทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การลดหย่อนภาษีและให้เงินอุดหนุนไม่เพียงทำให้ยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมวิถีการเดินทางที่สะอาด ประหยัด และยั่งยืนให้กับคนไทย นี่คือโอกาสครั้งสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง ลดการพึ่งพาน้ำมัน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตที่ดีกว่า
สำหรับผู้บริโภคที่มองการณ์ไกลและต้องการเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง การตัดสินใจเลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ถือเป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดที่สุด GIANT Shopping Mall คือคำตอบสำหรับทุกความต้องการด้านยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คัดสรรสินค้าคุณภาพหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นจักรยานไฟฟ้า, สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมบริการหลังการขายที่น่าเชื่อถือและทีมงานที่พร้อมให้คำปรึกษา เพื่อให้คุณได้เป็นเจ้าของยานพาหนะคู่ใจที่คุ้มค่าและใช้งานได้อย่างยาวนาน
อย่ารอช้าที่จะก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการเดินทาง ติดต่อเราเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมและเลือกชมสินค้าที่เหมาะกับคุณได้แล้ววันนี้
- เยี่ยมชมและพูดคุยกับเราได้ที่ FACEBOOK PAGE
- สอบถามข้อมูลด่วนผ่าน LINE
- ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านเว็บไซต์ของเรา
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878

