มาตรการ EV 3.5: E-Bike จะได้ลดราคาด้วยไหม? วิเคราะห์
- ภาพรวมและเป้าหมายของมาตรการ EV 3.5
- เจาะลึกเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภท
- E-Bike ในมาตรการ EV 3.5: วิเคราะห์ผลกระทบต่อราคาโดยตรง
- ปัจจัยแวดล้อมที่อาจส่งผลต่อราคาสุดท้ายของ E-Bike
- อนาคตตลาด E-Bike ไทยภายใต้นโยบายส่งเสริม EV
- ข้อควรพิจารณาสำหรับผู้ที่วางแผนซื้อ E-Bike ในช่วงปี 2567-2570
- สรุปแนวโน้มและโอกาสของตลาด E-Bike
บทวิเคราะห์ มาตรการ EV 3.5: E-Bike จะได้ลดราคาด้วยไหม? นี้เป็นการเจาะลึกนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาซื้อยานพาหนะสองล้อไฟฟ้า มาตรการดังกล่าวครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าหลายประเภท รวมถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสร้างคำถามสำคัญว่าราคาขายปลีกจะปรับตัวลดลงตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่
- มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ถึง 2570 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ
- นโยบายนี้ให้สิทธิประโยชน์ในรูปแบบของเงินอุดหนุนและการลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์
- สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ที่มีราคาไม่เกิน 150,000 บาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป จะได้รับเงินอุดหนุนระหว่าง 5,000 ถึง 10,000 บาทต่อคัน
- แม้ว่านโยบายจะช่วยลดต้นทุน แต่ราคาขายปลีกสุดท้ายอาจขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ เช่น ต้นทุนการผลิตที่อาจเพิ่มขึ้นตามอุปสงค์ และกลยุทธ์การตั้งราคาของผู้จำหน่าย
- มาตรการนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยกระตุ้นตลาด E-Bike ในประเทศไทย ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงยานพาหนะไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น และผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิต EV ที่สำคัญในภูมิภาค
นโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทยได้เดินทางมาถึงระยะที่สองภายใต้ชื่อ “มาตรการ EV 3.5” ซึ่งเป็นการสานต่อความสำเร็จจากมาตรการระยะแรก โดยมีเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นและชัดเจนขึ้นในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) ชั้นนำของภูมิภาคอาเซียน มาตรการนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้าสี่ล้อเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงยานพาหนะสองล้ออย่างรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า E-Bike ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในฐานะยานพาหนะทางเลือกสำหรับการเดินทางในเมืองและพื้นที่ใกล้เคียง
การบังคับใช้มาตรการ EV 3.5 ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2567 ได้สร้างความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่กำลังวางแผนซื้อยานพาหนะคันใหม่ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ นโยบายนี้จะส่งผลให้ราคาของ E-Bike ลดลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ และผู้ซื้อจะได้รับประโยชน์จากเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างไรบ้าง บทความนี้จะทำการวิเคราะห์รายละเอียดของมาตรการ ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับราคา E-Bike และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถประเมินสถานการณ์และตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลครบถ้วน
ภาพรวมและเป้าหมายของมาตรการ EV 3.5
มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 เป็นนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลไทยที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นทั้งด้านอุปสงค์และอุปทานในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินงาน 4 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ไปจนถึงสิ้นปี พ.ศ. 2570 เป้าหมายหลักของมาตรการนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเพิ่มจำนวนผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนน แต่มุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศ ผลักดันให้เกิดการลงทุนด้านเทคโนโลยีและการจ้างงาน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในระดับภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน
หัวใจสำคัญของนโยบายนี้คือการใช้เครื่องมือทางการคลังเพื่อสร้างแรงจูงใจ ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อโดยตรง และการลดหย่อนอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับผู้ผลิตและผู้นำเข้ายานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการ การดำเนินการดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นของผู้บริโภค ทำให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาปภายในมากขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการตัดสินใจของผู้ซื้อในอดีต ขณะเดียวกัน การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการต้องเริ่มผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้า ก็เป็นการรับประกันว่าจะเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างฐานการผลิตที่มั่นคงในระยะยาว
เจาะลึกเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภท
มาตรการ EV 3.5 ได้กำหนดเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันไปสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภท เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างราคา ขนาด และกลุ่มเป้าหมายของยานพาหนะเหล่านั้น โดยครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถกระบะเพื่อการพาณิชย์ ไปจนถึงรถจักรยานยนต์สำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน
การสนับสนุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
สำหรับกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์นั่ง (Electric Passenger Car) มาตรการได้กำหนดเพดานราคาจำหน่ายไม่เกิน 2,000,000 บาท เพื่อให้การสนับสนุนเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้าง โดยแบ่งเงินอุดหนุนตามขนาดความจุของแบตเตอรี่ ซึ่งสะท้อนถึงระยะทางวิ่งและต้นทุนการผลิต ดังนี้
- ขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไป: เป็นกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าที่มีระยะทางวิ่งไกล จะได้รับเงินอุดหนุนสูงสุด โดยมีการปรับลดลงแบบขั้นบันไดตามช่วงเวลา คือ 100,000 บาท/คัน ในปี 2567, 75,000 บาท/คัน ในปี 2568, และ 50,000 บาท/คัน ในช่วงปี 2569-2570
- ขนาดแบตเตอรี่ต่ำกว่า 50 kWh: เป็นกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่เน้นการใช้งานในเมือง จะได้รับเงินอุดหนุน 50,000 บาท/คัน ในปี 2567, 35,000 บาท/คัน ในปี 2568, และ 25,000 บาท/คัน ในช่วงปี 2569-2570
นอกเหนือจากเงินอุดหนุนแล้ว รถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการยังได้รับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตลงอย่างมาก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดราคาขายปลีก ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น
การสนับสนุนสำหรับรถกระบะไฟฟ้า
รถกระบะเป็นยานพาหนะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย มาตรการ EV 3.5 จึงได้รวมรถกระบะไฟฟ้า (Electric Pickup Truck) ไว้ในโครงการด้วย โดยกำหนดเงื่อนไขราคาจำหน่ายไม่เกิน 2,000,000 บาท และต้องมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไป เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถใช้งานบรรทุกและเดินทางไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ที่ซื้อรถกระบะไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์จะได้รับเงินอุดหนุนระหว่าง 50,000 ถึง 100,000 บาทต่อคัน พร้อมกับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตเช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า
การสนับสนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike)
ในส่วนของรถสองล้อไฟฟ้า หรือ E-Bike ถือเป็นไฮไลต์สำคัญสำหรับผู้ที่มองหายานพาหนะที่คล่องตัวและประหยัดค่าใช้จ่าย มาตรการนี้กำหนดเงื่อนไขการสนับสนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาจำหน่ายไม่เกิน 150,000 บาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป ซึ่งครอบคลุม E-Bike ส่วนใหญ่ในตลาดปัจจุบัน ผู้ซื้อจะได้รับเงินอุดหนุน EV ในช่วง 5,000 ถึง 10,000 บาทต่อคัน ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของรถแต่ละรุ่น นอกจากนี้ ยังมีการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเหลือเพียงร้อยละ 1 ตลอดระยะเวลาของมาตรการ (ปี 2567-2570) ซึ่งถือเป็นการลดต้นทุนที่สำคัญสำหรับผู้ผลิตและผู้นำเข้า และคาดว่าจะส่งผลให้เกิดส่วนลด e-bike ที่ชัดเจนในราคาขายปลีก
| ประเภทรถ | ราคาไม่เกิน | เงื่อนไขแบตเตอรี่ | เงินอุดหนุน (ต่อคัน) |
|---|---|---|---|
| รถยนต์ไฟฟ้า (ขนาดใหญ่) | 2,000,000 บาท | ตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไป | 100,000 บาท |
| รถยนต์ไฟฟ้า (ขนาดเล็ก) | 2,000,000 บาท | ต่ำกว่า 50 kWh | 50,000 บาท |
| รถกระบะไฟฟ้า | 2,000,000 บาท | ตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไป | 50,000 – 100,000 บาท |
| รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) | 150,000 บาท | ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป | 5,000 – 10,000 บาท |
E-Bike ในมาตรการ EV 3.5: วิเคราะห์ผลกระทบต่อราคาโดยตรง
คำถามที่ว่า มาตรการ EV 3.5 จะทำให้ E-Bike จะได้ลดราคาด้วยไหม นั้น คำตอบในเชิงนโยบายคือ “ใช่” อย่างแน่นอน การออกแบบมาตรการได้รวมเอากลไกที่จะส่งผลให้ราคาขายปลีกของ E-Bike ที่เข้าเกณฑ์ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านสองกลไกหลักคือเงินอุดหนุนและการลดภาษีสรรพสามิต
ประการแรก เงินอุดหนุนจำนวน 5,000 ถึง 10,000 บาทต่อคัน ถือเป็นส่วนลดโดยตรงที่ผู้บริโภคจะได้รับ สำหรับตลาดรถจักรยานยนต์ซึ่งราคาเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ เงินอุดหนุนจำนวนนี้ถือว่ามีนัยสำคัญและสามารถจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาพิจารณา E-Bike มากขึ้น เมื่อเทียบกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปในระดับราคาใกล้เคียงกัน
ประการที่สอง การลดอัตราภาษีสรรพสามิตเหลือเพียงร้อยละ 1 เป็นการลดต้นทุนโครงสร้างสำหรับผู้ผลิตและผู้นำเข้าโดยตรง ภาษีสรรพสามิตเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนที่ถูกบวกเข้าไปในราคาขายปลีก เมื่อภาระภาษีส่วนนี้ลดลง ย่อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาจำหน่ายที่แข่งขันได้มากขึ้น และส่งต่อประโยชน์ดังกล่าวไปยังผู้บริโภคในรูปแบบของราคาที่ถูกลง การลดภาษีนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมพลังของเงินอุดหนุน ทำให้ราคาจักรยานไฟฟ้าโดยรวมน่าดึงดูดใจยิ่งขึ้น
การผสมผสานระหว่างเงินอุดหนุนโดยตรงและการลดภาษีสรรพสามิตภายใต้มาตรการ EV 3.5 สร้างแรงจูงใจที่แข็งแกร่งและคาดว่าจะทำให้ราคาของ E-Bike ในตลาดปรับตัวลดลง ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น
ปัจจัยแวดล้อมที่อาจส่งผลต่อราคาสุดท้ายของ E-Bike
แม้ว่า นโยบายรถไฟฟ้า ของรัฐบาลจะมีความชัดเจนในการสนับสนุนให้ราคา E-Bike ลดลง แต่ราคาสุดท้ายที่ผู้บริโภคต้องจ่ายจริงในตลาดอาจได้รับอิทธิพลจากปัจจัยอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งคือ “ต้นทุนการผลิต” ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาดโลกและอุปสงค์ภายในประเทศ
เมื่อมาตรการ EV 3.5 กระตุ้นให้ความต้องการ E-Bike เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลให้ความต้องการชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และแผงควบคุม เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากห่วงโซ่อุปทานไม่สามารถตอบสนองได้ทันท่วงที อาจนำไปสู่การปรับขึ้นราคาของชิ้นส่วนเหล่านั้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตโดยรวมของผู้ประกอบการได้ นอกจากนี้ การลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตหรือสร้างสายการผลิตใหม่ในประเทศเพื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขของมาตรการ ก็อาจมีต้นทุนเริ่มต้นที่สูง ซึ่งอาจสะท้อนกลับมาในโครงสร้างราคาในระยะแรกได้
ดังนั้น แม้จะมีเงินอุดหนุนและการลดภาษีเป็นตัวช่วยลดราคา แต่การเปลี่ยนแปลงของต้นทุนการผลิตก็เป็นตัวแปรที่ต้องจับตามอง ซึ่งอาจทำให้การลดลงของราคาขายปลีกไม่เป็นไปตามจำนวนเงินอุดหนุนทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว การแข่งขันที่สูงขึ้นและการผลิตในปริมาณมาก (Economies of Scale) น่าจะช่วยให้ต้นทุนการผลิตมีเสถียรภาพและลดลงได้ในที่สุด
อนาคตตลาด E-Bike ไทยภายใต้นโยบายส่งเสริม EV
มาตรการ EV 3.5 ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อราคาในระยะสั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับอนาคตของตลาด E-Bike ในประเทศไทยในระยะยาว การที่รัฐบาลส่งสัญญาณสนับสนุนอย่างชัดเจนผ่านนโยบายรัฐบาล EV จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้บริโภคและนักลงทุน คาดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายประการ
ประการแรก คือการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้เล่นในตลาด ทั้งแบรนด์ในประเทศและต่างประเทศจะสนใจเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตและจัดจำหน่าย E-Bike ในไทยมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การแข่งขันที่สูงขึ้น ผลักดันให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ทั้งในด้านประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ ระยะทางวิ่ง และฟังก์ชันการใช้งาน ผู้บริโภคจะมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้นในทุกระดับราคา
ประการที่สอง คือการพัฒนาของโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานีชาร์จแบตเตอรี่ และศูนย์บริการซ่อมบำรุง E-Bike ที่จะขยายตัวตามจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความกังวลของผู้ที่สนใจแต่ยังลังเลในเรื่องความสะดวกสบายในการใช้งานและการดูแลรักษา
ท้ายที่สุด การส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิตจะช่วยสร้างงานและพัฒนาทักษะแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และทำให้ตลาด E-Bike ของไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน
ข้อควรพิจารณาสำหรับผู้ที่วางแผนซื้อ E-Bike ในช่วงปี 2567-2570
สำหรับผู้บริโภคที่กำลังวางแผนจะ ซื้อ e-bike ในช่วงที่มาตรการ EV 3.5 มีผลบังคับใช้ มีข้อควรพิจารณาหลายประการเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากนโยบายนี้
- ตรวจสอบคุณสมบัติของรถ: ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า E-Bike รุ่นที่สนใจนั้นเข้าเกณฑ์ของมาตรการหรือไม่ โดยดูจากราคาจำหน่ายที่ไม่เกิน 150,000 บาท และขนาดแบตเตอรี่ที่ไม่ต่ำกว่า 3 kWh ซึ่งโดยปกติแล้วผู้จำหน่ายที่เข้าร่วมโครงการจะสามารถให้ข้อมูลในส่วนนี้ได้อย่างชัดเจน
- เปรียบเทียบราคาและโปรโมชั่น: แม้จะมีเงินอุดหนุนจากภาครัฐ แต่ผู้จำหน่ายแต่ละรายอาจมีกลยุทธ์การตลาดและโปรโมชั่นเสริมที่แตกต่างกันไป ควรใช้เวลาในการเปรียบเทียบข้อเสนอจากหลาย ๆ แบรนด์เพื่อหารุ่นที่คุ้มค่าและตรงกับความต้องการมากที่สุด
- ทำความเข้าใจเงื่อนไขการรับเงินอุดหนุน: กระบวนการรับเงินอุดหนุนอาจอยู่ในรูปแบบของส่วนลด ณ จุดขาย หรือเป็นกระบวนการอื่น ๆ ตามที่หน่วยงานภาครัฐกำหนด ควรสอบถามรายละเอียดจากผู้จำหน่ายให้ชัดเจน
- พิจารณาการใช้งานในระยะยาว: นอกเหนือจากราคาซื้อ ควรพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ และความพร้อมของศูนย์บริการ เพื่อให้มั่นใจว่า E-Bike ที่เลือกจะเป็นยานพาหนะที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างคุ้มค่าในระยะยาว
สรุปแนวโน้มและโอกาสของตลาด E-Bike
โดยสรุป มาตรการ EV 3.5 เป็นนโยบายที่ส่งผลบวกโดยตรงต่อตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย การให้เงินอุดหนุนและการลดภาษีสรรพสามิตเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ราคาของ E-Bike ปรับตัวลดลงและเข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภคในวงกว้าง แม้ว่าอาจมีปัจจัยด้านต้นทุนการผลิตเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่แนวโน้มโดยรวมยังคงชี้ไปในทิศทางที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ซื้อ
นโยบายนี้ไม่เพียงแต่กระตุ้นการตัดสินใจซื้อในระยะสั้น แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่อสร้างระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งในระยะยาว ซึ่งจะนำไปสู่ตลาดที่มีการแข่งขันสูง มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและมีคุณภาพมากขึ้น ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การเดินทาง GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมที่คัดสรรผลิตภัณฑ์ยานพาหนะไฟฟ้ามาให้เลือกหลากหลายรุ่น สามารถเยี่ยมชมและรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ที่ร้าน หรือติดตามข้อมูลข่าวสารและโปรโมชั่นพิเศษผ่านช่องทาง FACEBOOK PAGE และ LINE ของเรา หากต้องการ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับรุ่นที่เข้าร่วมโครงการสนับสนุนของรัฐบาล ทางทีมงานพร้อมให้ข้อมูลอย่างเต็มที่
