EV 3.5 เฟส 2? E-Bike จะได้ส่วนลดกับเขาไหม?
มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าเฟสใหม่ของภาครัฐได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว สร้างความสนใจเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะคำถามสำคัญที่ว่า EV 3.5 เฟส 2? E-Bike จะได้ส่วนลดกับเขาไหม? ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ใช้งานรถสองล้อไฟฟ้าต่างจับตามอง บทวิเคราะห์นี้จะให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่ผู้ซื้อจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะได้รับภายใต้นโยบายล่าสุดนี้
ประเด็นสำคัญของมาตรการ EV 3.5
- มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 มีผลบังคับใช้เป็นเวลา 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2570
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการ โดยมีเงินอุดหนุน 10,000 บาทต่อคัน ตลอดระยะเวลาโครงการ
- เงื่อนไขหลักสำหรับ E-Bike ที่จะได้รับเงินอุดหนุนคือ ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศ ราคาจำหน่ายไม่เกิน 150,000 บาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป
- นโยบายนี้ไม่ได้มอบเพียงเงินอุดหนุน แต่ยังครอบคลุมถึงการลดอัตราภาษีสรรพสามิตและอากรขาเข้า เพื่อทำให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายขึ้น
- เป้าหมายของมาตรการคือการผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค พร้อมกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
คำถามที่ว่า EV 3.5 เฟส 2? E-Bike จะได้ส่วนลดกับเขาไหม? กลายเป็นหัวข้อสนทนาหลักหลังคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ได้อนุมัติมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าระยะที่ 2 ซึ่งมาตรการนี้ไม่เพียงแต่สานต่อนโยบายเดิมที่สิ้นสุดไป แต่ยังขยายขอบเขตการสนับสนุนให้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ มากขึ้น รวมถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือที่เรียกกันติดปากว่า E-Bike ด้วย นโยบายนี้จึงถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนจะซื้อจักรยานไฟฟ้าในปี 2568 และปีต่อๆ ไป เนื่องจากจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากภาครัฐ ทำให้การเป็นเจ้าของยานพาหนะพลังงานสะอาดเป็นเรื่องง่ายและคุ้มค่ากว่าเดิม
ภาพรวมมาตรการ EV 3.5 เฟส 2
มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 เป็นนโยบายต่อเนื่องจากมาตรการ EV 3.0 ที่สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2566 โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 4 ปีเต็ม ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2567 ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 วัตถุประสงค์หลักของมาตรการนี้มีความชัดเจน คือการส่งเสริมให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศอย่างแพร่หลาย ผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของภูมิภาคเอเชีย และดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น แบตเตอรี่
ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายนี้คือคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ บอร์ด EV ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยได้ออกแบบสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้า 3 ประเภทหลัก ได้แก่ รถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV), รถกระบะไฟฟ้า (Pickup EV) และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike/E-Motorcycle) มาตรการนี้จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาซื้อรถยนต์ไฟฟ้า, ผู้นำเข้า, และที่สำคัญคือผู้ผลิตในประเทศ ซึ่งภาครัฐต้องการส่งเสริมให้เกิดการตั้งฐานการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศอย่างยั่งยืน
สิทธิประโยชน์และเงินอุดหนุน: ใครได้อะไรบ้าง?
มาตรการ EV 3.5 ประกอบด้วยสิทธิประโยชน์ 3 ส่วนหลักที่ทำงานร่วมกันเพื่อลดภาระของผู้ซื้อและกระตุ้นตลาด ได้แก่ เงินอุดหนุน (Cash Rebate), การลดอัตราอากรขาเข้ารถยนต์สำเร็จรูป (CBU) และการลดอัตราภาษีสรรพสามิต ซึ่งแต่ละส่วนมีรายละเอียดและเงื่อนไขที่แตกต่างกันไปตามประเภทของยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน การแจกแจงรายละเอียดเงินอุดหนุนสำหรับยานยนต์แต่ละประเภทจึงเป็นสิ่งจำเป็น
เจาะลึกเงินอุดหนุนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภท
เงินอุดหนุนที่ภาครัฐมอบให้จะแตกต่างกันไปตามประเภทรถ ขนาดแบตเตอรี่ และช่วงเวลาของโครงการ โดยมีเป้าหมายเพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเร็วขึ้น ขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้ผู้ผลิตเร่งแผนการผลิตในประเทศ รายละเอียดของเงินอุดหนุนสามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้
| ประเภทยานยนต์ | เงื่อนไขหลัก | เงินอุดหนุนต่อคัน |
|---|---|---|
| รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh | ปี 2567: 100,000 บาท ปี 2568: 75,000 บาท ปี 2569-2570: 50,000 บาท |
| รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ < 50 kWh | ปี 2567: 50,000 บาท ปี 2568: 35,000 บาท ปี 2569-2570: 25,000 บาท |
| รถกระบะไฟฟ้า (BEV Pickup) | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ ≥ 30 kWh, ผลิตในประเทศเท่านั้น | 150,000 บาท |
| รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) | ราคาไม่เกิน 150,000 บาท, แบตเตอรี่ ≥ 3 kWh, ผลิตในประเทศเท่านั้น | 10,000 บาท (ตลอด 4 ปี) |
คำตอบที่ชัดเจน: E-Bike ได้รับส่วนลดแน่นอน
สำหรับคำถามสำคัญที่ว่า E-Bike จะได้รับส่วนลดหรือไม่ คำตอบคือ “ได้รับอย่างแน่นอน” ภายใต้มาตรการ EV 3.5 รัฐบาลได้จัดสรรเงินอุดหนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าไว้อย่างชัดเจน เพื่อส่งเสริมให้การเดินทางในชีวิตประจำวันเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานมากขึ้น
รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนด จะได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐเป็นจำนวนเงิน 10,000 บาทต่อคัน ตลอดระยะเวลาของโครงการ 4 ปี
เงื่อนไขสำคัญที่ต้องรู้สำหรับผู้ซื้อ E-Bike
การจะได้รับสิทธิ์เงินอุดหนุน 10,000 บาทนั้น ผู้ซื้อจะต้องเลือกรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ภาครัฐกำหนดไว้ ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อ โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- การผลิตในประเทศ: เงื่อนไขที่สำคัญที่สุดคือ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคันนั้นต้องเป็นรถที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ของภาครัฐในการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศโดยตรง
- ราคาจำหน่าย: ราคาขายปลีกของรถต้องไม่เกิน 150,000 บาท เพื่อให้การสนับสนุนเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานในวงกว้าง
- ขนาดแบตเตอรี่: ตัวรถต้องมีแบตเตอรี่ที่มีความจุตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานเพื่อให้แน่ใจว่ารถมีระยะทางการใช้งานที่เหมาะสม
สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่นอกเหนือจากเงินอุดหนุน
นอกเหนือจากเงินอุดหนุน 10,000 บาทโดยตรงแล้ว มาตรการ EV 3.5 ยังมอบสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าด้วย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของผู้ผลิตและผู้นำเข้า ส่งผลให้ราคาจำหน่ายสุดท้ายถึงมือผู้บริโภคถูกลงไปอีก โดยมีการลดอากรขาเข้าและลดอัตราภาษีสรรพสามิต ซึ่งแม้ผู้ซื้ออาจไม่เห็นตัวเลขส่วนลดนี้โดยตรง แต่จะสะท้อนอยู่ในราคาขายที่แข่งขันได้และน่าดึงดูดใจมากขึ้นในตลาด
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและอนาคต EV ในประเทศไทย
นโยบาย EV 3.5 ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้ก้าวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งและยั่งยืน
เงื่อนไขสำหรับผู้ผลิตและการส่งเสริมการลงทุน
สำหรับผู้ประกอบการและผู้ผลิตที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านการผลิตในประเทศ (Local Content Requirement) สำหรับรถยนต์ที่นำเข้ามาจำหน่ายในช่วงแรก ผู้ผลิตจะต้องมีแผนการผลิตชดเชยในประเทศตามอัตราส่วนที่กำหนดในปีถัดไป เงื่อนไขนี้มีขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนตั้งโรงงานผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนสำคัญในประเทศไทยอย่างจริงจัง นอกจากนี้ มาตรการยังเปิดกว้างเพื่อสนับสนุนให้ผู้ผลิตรายใหม่ๆ เข้ามาลงทุนในตลาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มการแข่งขันและสร้างทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้บริโภคในอนาคต
เป้าหมายใหญ่: สู่การเป็นฮับ EV แห่งอาเซียน
มาตรการ EV 3.5 ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติที่ใหญ่กว่า นั่นคือเป้าหมาย “30@30” ซึ่งตั้งเป้าว่าภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) ยอดการผลิตยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle: ZEV) จะต้องมีสัดส่วนอย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในประเทศ วิสัยทัศน์ระยะยาวคือการผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของภูมิภาคอาเซียน และก้าวขึ้นไปติด 1 ใน 10 ของโลก การสนับสนุนที่ครอบคลุมทั้งรถยนต์ รถกระบะ และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า จะช่วยสร้างแรงส่งที่สำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว พร้อมทั้งสร้างการจ้างงานและพัฒนาทักษะแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
สรุป: โอกาสทองของผู้ที่สนใจจักรยานไฟฟ้า
โดยสรุปแล้ว คำตอบของคำถาม “EV 3.5 เฟส 2? E-Bike จะได้ส่วนลดกับเขาไหม?” นั้นชัดเจนอย่างยิ่งว่า ผู้ที่สนใจซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะได้รับส่วนลดและสิทธิประโยชน์อย่างแน่นอน มาตรการนี้ได้ยืนยันการสนับสนุนอย่างเป็นทางการด้วยเงินอุดหนุน 10,000 บาทต่อคันสำหรับ E-Bike ที่ผลิตในประเทศ มีราคาไม่เกิน 150,000 บาท และมีขนาดแบตเตอรี่ 3 kWh ขึ้นไป ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้บริโภคในการเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะไฟฟ้าที่ทั้งประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
นโยบาย EV 3.5 ที่มีระยะเวลาถึง 4 ปี สร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ผลิต เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าอนาคต EV ไทยกำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง การสนับสนุนของภาครัฐในครั้งนี้จึงไม่เพียงทำให้การซื้อจักรยานไฟฟ้าในปี 2568 และปีต่อๆ ไปมีความคุ้มค่าสูงสุด แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่สำคัญให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศอีกด้วย
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ทุกการใช้งาน GIANT Shopping Mall คือคำตอบของคุณ ที่นี่มีจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าหลากหลายประเภท ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการเดินทางของคุณ สามารถเยี่ยมชมสินค้าและรับคำปรึกษาได้ที่ FACEBOOK PAGE หรือสอบถามผ่าน LINE และสามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่เว็บไซต์โดยตรง
