เทรนด์ 2026 ‘Airless Tire’ ยางรังผึ้ง นุ่มหนึบ เหยียบตะปูไม่รั่ว
- ภาพรวมของนวัตกรรมยาง Airless Tire
- เจาะลึกเทคโนโลยีหัวใจสำคัญของยาง Airless Tire
- ข้อได้เปรียบที่เหนือกว่ายางลมแบบดั้งเดิม
- ประสิทธิภาพและประสบการณ์การขับขี่
- การประยุกต์ใช้และตลาดในอนาคต
- ความท้าทายและข้อควรพิจารณาในการใช้งานวงกว้าง
- เปรียบเทียบยาง Airless Tire และยางลมแบบดั้งเดิม
- บทสรุป: สู่อนาคตของการขับขี่ที่ไร้ขีดจำกัด
หนึ่งในปัญหาคลาสสิกที่ผู้ใช้รถทุกคนต้องเคยเผชิญคือปัญหายางแบน ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความล่าช้า แต่ยังอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมยานยนต์กำลังก้าวไปอีกขั้นเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างถาวรด้วยเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง
ภาพรวมของนวัตกรรมยาง Airless Tire
- โครงสร้างแบบใหม่: ยาง Airless Tire ใช้โครงสร้างรับน้ำหนักภายในแบบรังผึ้งหรือซี่ล้อที่ยืดหยุ่น แทนที่การใช้แรงดันอากาศ ทำให้ไม่ต้องเติมลมตลอดอายุการใช้งาน
- ทนทานต่อการเจาะ: ด้วยการที่ไม่ต้องพึ่งพาลม จึงสามารถทนทานต่อของมีคมบนท้องถนนได้อย่างสมบูรณ์แบบ หมดปัญหายางรั่ว ยางแบน 100%
- อายุการใช้งานยาวนาน: วัสดุโพลิเมอร์และคอมโพสิตที่ใช้มีความทนทานสูง ทำให้ยางมีอายุการใช้งานยาวนานกว่ายางลมทั่วไปถึง 3 เท่า ลดความถี่ในการเปลี่ยนยาง
- ลดภาระการดูแล: ผู้ใช้งานไม่ต้องคอยตรวจสอบหรือเติมลมยางอีกต่อไป เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่มีเวลาดูแลรักษารถยนต์มากนัก
- สอดรับเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV): นวัตกรรมนี้ตอบโจทย์รถยนต์ไฟฟ้าที่มักมีน้ำหนักมากและต้องการยางที่ทนทานเป็นพิเศษ เพื่อรองรับแรงบิดสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เทรนด์ 2026 ‘Airless Tire’ ยางรังผึ้ง นุ่มหนึบ เหยียบตะปูไม่รั่ว คือการปฏิวัติเทคโนโลยีล้อยางที่กำลังจะเปลี่ยนประสบการณ์การขับขี่ไปตลอดกาล นวัตกรรมนี้เป็นการนำเสนอแนวคิดของยางรถยนต์ที่ไม่ต้องพึ่งพาแรงดันอากาศ แต่ใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมขั้นสูงเพื่อรองรับน้ำหนักและซับแรงกระแทกแทน การมาถึงของยางประเภทนี้จะช่วยขจัดปัญหาที่น่ากังวลที่สุดสำหรับผู้ใช้รถ นั่นคือปัญหายางรั่วซึมหรือยางแบนกลางทาง ซึ่งถือเป็นการยกระดับความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการเดินทางขึ้นไปอีกระดับ
ความสำคัญของเทคโนโลยีนี้ทวีความสำคัญมากขึ้นในยุคที่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ยางไร้ลมไม่เพียงแต่แก้ปัญหาเดิมๆ แต่ยังส่งเสริมประสิทธิภาพของยานยนต์สมัยใหม่ให้ดียิ่งขึ้น ด้วยความทนทานที่เพิ่มขึ้นและการบำรุงรักษาที่ลดลง ทำให้ผู้ขับขี่ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่วัยเรียนไปจนถึงผู้สูงอายุ สามารถใช้งานยานพาหนะได้อย่างมั่นใจและสะดวกสบายยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา การเปลี่ยนแปลงนี้จึงไม่ใช่แค่การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตอันใกล้นี้
เจาะลึกเทคโนโลยีหัวใจสำคัญของยาง Airless Tire
เบื้องหลังความสามารถอันน่าทึ่งของยาง Airless Tire คือการผสมผสานระหว่างการออกแบบโครงสร้างทางวิศวกรรมและวัสดุศาสตร์ขั้นสูง ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อเลียนแบบและพัฒนาคุณสมบัติของยางลมแบบดั้งเดิมให้ดียิ่งขึ้น
โครงสร้างรังผึ้ง: ความแข็งแกร่งที่มาพร้อมความยืดหยุ่น
หัวใจหลักของยางไร้ลมคือโครงสร้างภายในที่ถูกออกแบบมาอย่างชาญฉลาด โดยส่วนใหญ่มักใช้รูปแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เช่น โครงสร้างรังผึ้ง (Honeycomb) หรือการออกแบบซี่ล้อ (Spokes) ที่ทำจากวัสดุยืดหยุ่น โครงสร้างเหล่านี้มีหน้าที่สำคัญสองประการ:
- การรับน้ำหนัก: ซี่โครงหรือผนังของโครงสร้างรังผึ้งจะทำหน้าที่เป็นเสาค้ำยันที่แข็งแรง เพื่อรองรับน้ำหนักทั้งหมดของตัวรถ โดยกระจายแรงกดออกไปทั่วทั้งโครงสร้างของยางอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ยางคงรูปอยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยแรงดันอากาศ
- การซับแรงกระแทก: เมื่อล้อรถเคลื่อนที่ผ่านพื้นผิวที่ไม่เรียบ ซี่โครงที่ยืดหยุ่นเหล่านี้จะสามารถยุบตัวและคืนรูปได้อย่างรวดเร็ว ทำหน้าที่เสมือนสปริงที่ช่วยดูดซับแรงสั่นสะเทือนและแรงกระแทก ทำให้การขับขี่มีความนุ่มนวลใกล้เคียงกับการใช้ยางลม
การออกแบบทางวิศวกรรมที่แม่นยำช่วยให้ผู้ผลิตสามารถปรับจูนระดับความแข็งและความยืดหยุ่นของยางแต่ละรุ่นได้ตามต้องการ เพื่อให้เหมาะสมกับยานพาหนะประเภทต่างๆ ตั้งแต่รถยนต์ส่วนบุคคลไปจนถึงรถบรรทุกขนาดเล็ก
วัสดุศาสตร์แห่งอนาคต
โครงสร้างดังกล่าวจะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหากขาดวัสดุที่เหมาะสม ยาง Airless Tire ผลิตขึ้นจากวัสดุผสมหรือโพลิเมอร์ประสิทธิภาพสูง ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะให้มีคุณสมบัติที่โดดเด่น เช่น:
- ความทนทานสูง: วัสดุเหล่านี้ต้องสามารถทนทานต่อการบิดงอและการเสียรูปซ้ำๆ นับล้านครั้งตลอดอายุการใช้งานโดยไม่เกิดการฉีกขาดหรือเสื่อมสภาพ
- ความยืดหยุ่นที่เหมาะสม: ต้องมีความสามารถในการคืนรูปกลับสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็วหลังจากได้รับแรงกด เพื่อให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่น
- การทนต่อสภาพแวดล้อม: วัสดุต้องทนทานต่ออุณหภูมิที่หลากหลาย รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) และสารเคมีต่างๆ ที่อาจพบบนท้องถนน
ข้อได้เปรียบที่เหนือกว่ายางลมแบบดั้งเดิม
การเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยียางลมที่ใช้กันมานานกว่าศตวรรษมาสู่ยางไร้ลมนั้นมีเหตุผลมาจากข้อดีที่ชัดเจนหลายประการ ซึ่งช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้รถอย่างมาก
การขับขี่ที่ไร้กังวล: หมดปัญหายางรั่วซึม
นี่คือข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของยาง Airless Tire การที่ไม่ต้องพึ่งพาลมในการทำงานหมายความว่าปัญหายางรั่วซึมจากการถูกของมีคมทิ่มตำ เช่น ตะปู เศษแก้ว หรือขอบหลุมบ่อ จะหมดไปโดยสิ้นเชิง ผู้ขับขี่สามารถเดินทางได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลกับเหตุการณ์ยางแบนฉุกเฉิน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน แต่ยังช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปะยางหรือเปลี่ยนยางอะไหล่อีกด้วย
ลดภาระการบำรุงรักษา
การดูแลรักษายางลมแบบดั้งเดิมจำเป็นต้องมีการตรวจสอบแรงดันลมยางอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการมีลมยางอ่อนหรือแข็งเกินไปจะส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการขับขี่ การสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และอายุการใช้งานของยาง แต่สำหรับยาง Airless Tire ภาระในการบำรุงรักษาส่วนนี้จะหายไปอย่างถาวร ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปกับการเช็กลมยางอีกต่อไป ทำให้การเป็นเจ้าของรถยนต์เป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อาจไม่มีความรู้ความชำนาญในการดูแลรักษารถยนต์มากนัก
อายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น
ด้วยการใช้วัสดุโพลิเมอร์และคอมโพสิตที่มีความทนทานสูง ประกอบกับการที่ไม่มีปัญหาเรื่องแรงดันลมที่ส่งผลต่อการสึกหรอที่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ยาง Airless Tire มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่ายางลมทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าอาจทนทานกว่าถึง 3 เท่า ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้รถจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนยางชุดใหม่ในระยะยาวได้เป็นอย่างดี
ผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม
อายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นส่งผลโดยตรงต่อการลดปริมาณขยะยางรถยนต์ที่ต้องกำจัดในแต่ละปี นอกจากนี้ ในกระบวนการผลิตยางไร้ลมบางประเภทยังอาจใช้พลังงานน้อยกว่า และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปสู่การใช้วัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุที่ยั่งยืนได้ง่ายขึ้นในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับกระแสความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมทั่วโลก
ประสิทธิภาพและประสบการณ์การขับขี่
นอกเหนือจากประโยชน์ด้านความทนทานและการบำรุงรักษาแล้ว ประสิทธิภาพในการขับขี่ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผู้พัฒนายาง Airless Tire ให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้ขับขี่จะได้รับประสบการณ์ที่ไม่แตกต่างหรือดียิ่งกว่าการใช้ยางลมแบบเดิม
ความนุ่มนวลและการซับแรงกระแทก
หลายคนอาจมีภาพว่ายางที่ไม่มีลมจะให้ความรู้สึกที่แข็งกระด้าง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การออกแบบโครงสร้างซี่ล้อหรือรังผึ้งที่ยืดหยุ่นได้นั้นถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ซับแรงกระแทกโดยเฉพาะ วิศวกรสามารถปรับแต่งความหนาแน่นและความยืดหยุ่นของโครงสร้างเหล่านี้เพื่อให้ได้ระดับความ “นุ่มหนึบ” ที่เหมาะสมกับรถแต่ละประเภท ผลลัพธ์คือความสามารถในการดูดซับแรงสั่นสะเทือนจากพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบ ทำให้ผู้โดยสารยังคงรู้สึกสบายตลอดการเดินทาง
การควบคุมและเสถียรภาพในการขับขี่
ข้อดีอย่างหนึ่งของยาง Airless Tire คือความแข็งแรงของแก้มยาง (Sidewall) ที่คงที่ตลอดเวลา ซึ่งแตกต่างจากยางลมที่แก้มยางอาจมีการยุบตัวหรือบิดเบี้ยวขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ความแข็งแรงที่คงที่นี้ช่วยให้การตอบสนองของพวงมาลัยมีความแม่นยำและคาดเดาได้ง่ายขึ้น เพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมรถ นอกจากนี้ หน้าสัมผัสของยางกับพื้นถนนยังคงสภาพเดิมเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามแรงดันลมที่อาจคลาดเคลื่อน ซึ่งช่วยให้ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนและการเบรกมีความสม่ำเสมอและน่าเชื่อถือ
การประยุกต์ใช้และตลาดในอนาคต
เทคโนโลยียาง Airless Tire มีศักยภาพที่จะเข้าไปมีบทบาทในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงยานพาหนะประเภทอื่นๆ ที่ต้องการความทนทานและความน่าเชื่อถือเป็นพิเศษ
ยานยนต์ไฟฟ้า (EV): คู่หูที่สมบูรณ์แบบ
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าถือเป็นเป้าหมายหลักสำหรับยางไร้ลม เนื่องจากคุณสมบัติหลายอย่างสอดคล้องกันอย่างลงตัว:
- การรองรับน้ำหนัก: รถ EV มีน้ำหนักมากกว่ารถสันดาปทั่วไปเนื่องจากแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ยาง Airless Tire ที่มีโครงสร้างแข็งแรงสามารถรองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนี้ได้เป็นอย่างดี
- การทนทานต่อแรงบิด: มอเตอร์ไฟฟ้าให้แรงบิดสูงได้ในทันที ซึ่งทำให้ยางเกิดการสึกหรอได้เร็วกว่าปกติ ความทนทานที่เหนือกว่าของยางไร้ลมจึงเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ
- ประสิทธิภาพพลังงาน: ยางไร้ลมบางรุ่นอาจถูกออกแบบให้มีแรงต้านการหมุนต่ำ ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานและเพิ่มระยะทางในการขับขี่ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
ยานพาหนะเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม
สำหรับธุรกิจที่ต้องพึ่งพายานพาหนะในการดำเนินงาน เช่น บริษัทขนส่ง โลจิสติกส์ หรือรถที่ใช้ในไซต์งานก่อสร้าง การเกิดปัญหายางแบนหมายถึงการสูญเสียเวลาและรายได้โดยตรง การใช้ยาง Airless Tire จะช่วยลดความเสี่ยงที่รถจะจอดเสียกลางทาง เพิ่มความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้อย่างมหาศาล
ยานพาหนะส่วนบุคคลขนาดเล็ก
แนวโน้มการใช้งานยานพาหนะส่วนบุคคลขนาดเล็ก (Personal Mobility) เช่น จักรยานไฟฟ้า และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยาง Airless Tire เป็นโซลูชันที่ยอดเยี่ยมสำหรับยานพาหนะเหล่านี้ เนื่องจากผู้ใช้งานส่วนใหญ่มักต้องการความสะดวกสบายและไม่ต้องกังวลกับการบำรุงรักษาที่ยุ่งยาก เช่น การปะยางล้อเล็กๆ ที่ทำได้ลำบาก
ความท้าทายและข้อควรพิจารณาในการใช้งานวงกว้าง
แม้ว่ายาง Airless Tire จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ยังมีความท้าทายบางประการที่ต้องได้รับการพัฒนาและแก้ไขก่อนที่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมได้อย่างสมบูรณ์
ต้นทุนการผลิตและราคาจำหน่าย
ในระยะแรก เทคโนโลยีใหม่มักมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าเทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่แล้ว ทั้งในด้านวัสดุและกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนกว่า ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาจำหน่ายของยาง Airless Tire ในช่วงแรกสูงกว่ายางลมทั่วไป อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายและมีการผลิตในปริมาณมาก (Mass Production) ต้นทุนและราคาก็มักจะลดลงจนผู้บริโภคทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
น้ำหนักและการระบายความร้อน
โครงสร้างที่ตันและแข็งแรงของยางไร้ลมอาจทำให้มีน้ำหนักมากกว่ายางลมในขนาดเดียวกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อน้ำหนักใต้สปริง (Unsprung Weight) และประสิทธิภาพของระบบช่วงล่าง นอกจากนี้ การระบายความร้อนที่เกิดขึ้นจากการเสียดสีและการบิดตัวขณะใช้งานก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายทางวิศวกรรม เนื่องจากยางตันจะมีการสะสมความร้อนได้ง่ายกว่ายางที่มีอากาศไหลเวียนภายใน
การยอมรับของผู้บริโภคและมาตรฐานอุตสาหกรรม
ผู้บริโภคคุ้นเคยกับยางลมมาเป็นเวลานาน การเปลี่ยนแปลงไปสู่เทคโนโลยีใหม่อาจต้องใช้เวลาในการสร้างความคุ้นเคยและความเชื่อมั่น นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยังต้องมีการกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพสำหรับยางประเภทใหม่นี้ เพื่อให้ผู้ผลิตทุกรายมีแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งานทุกคน
การมาถึงของยาง Airless Tire ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบของรถยนต์ แต่เป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และความยั่งยืนในโลกยานยนต์
เปรียบเทียบยาง Airless Tire และยางลมแบบดั้งเดิม
| คุณสมบัติ | ยาง Airless Tire (ยางรังผึ้ง) | ยางลมแบบดั้งเดิม |
|---|---|---|
| การทนทานต่อการเจาะ | ทนทาน 100% ไม่รั่วซึม | มีความเสี่ยงต่อการรั่วซึมเมื่อถูกของมีคม |
| การบำรุงรักษา | ไม่ต้องตรวจสอบหรือเติมลม | ต้องตรวจสอบแรงดันลมยางอย่างสม่ำเสมอ |
| อายุการใช้งาน | ยาวนานมาก (คาดว่านานกว่า 3 เท่า) | ขึ้นอยู่กับการใช้งานและการบำรุงรักษา |
| ความปลอดภัย | สูงมาก ไม่มีความเสี่ยงจากยางระเบิด | มีความเสี่ยงยางระเบิดหากลมยางผิดปกติ |
| ความสบายในการขับขี่ | ออกแบบให้มีความนุ่มนวลใกล้เคียงยางลม | ปรับความนุ่มนวลได้ด้วยการปรับแรงดันลม |
| ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม | ลดขยะยางเนื่องจากอายุใช้งานยาวนาน | สร้างขยะยางในปริมาณที่สูงกว่า |
| ต้นทุนเริ่มต้น | คาดว่าจะสูงกว่าในระยะแรก | ต่ำกว่าและมีให้เลือกหลากหลาย |
บทสรุป: สู่อนาคตของการขับขี่ที่ไร้ขีดจำกัด
เทรนด์ 2026 ‘Airless Tire’ หรือยางรังผึ้ง ถือเป็นก้าวสำคัญของนวัตกรรมยานยนต์ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า ด้วยการนำเสนอโซลูชันที่สามารถขจัดปัญหาคลาสสิกของยางรั่วซึมได้อย่างถาวร พร้อมมอบความสะดวกสบายจากการที่ไม่ต้องบำรุงรักษา และอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพที่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับยานพาหนะในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของยานยนต์ไฟฟ้าที่ต้องการความทนทานและความน่าเชื่อถือสูงสุด แม้ยังมีความท้าทายด้านต้นทุนและการยอมรับในตลาดวงกว้าง แต่ด้วยประโยชน์ที่ชัดเจนทั้งในด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน เชื่อได้ว่ายาง Airless Tire จะเข้ามามีบทบาทสำคัญและเปลี่ยนประสบการณ์การเดินทางของผู้คนทั่วโลกได้อย่างแน่นอน
สำหรับผู้ที่สนใจในนวัตกรรมการเดินทางสมัยใหม่และต้องการสัมผัสกับเทคโนโลยียานพาหนะที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ที่ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการเดินทางที่สะดวกสบายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สามารถเข้ามาเยี่ยมชมสินค้าและรับคำปรึกษาได้ที่ร้าน หรือติดต่อ สอบถามเพิ่มเติมผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ FACEBOOK PAGE และ LINE
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทร: 061-962-2878

