เช็คเบรก E-Bike ง่ายๆ ด้วยตัวเอง เพิ่มความปลอดภัยทุกการขับขี่
- ประเด็นสำคัญของการตรวจสอบเบรก E-Bike
- ความสำคัญของการตรวจสอบระบบเบรกจักรยานไฟฟ้า
- หลักการทำงานและองค์ประกอบของระบบเบรก E-Bike
- ขั้นตอนการเช็คเบรก E-Bike ง่ายๆ ด้วยตัวเอง
- การแก้ไขปัญหาเบื้องต้นและเคล็ดลับเพิ่มเติม
- สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าควรนำรถเข้ารับบริการจากผู้เชี่ยวชาญ
- บทสรุปและการบำรุงรักษาเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
การบำรุงรักษาระบบเบรกเป็นหัวใจสำคัญของความปลอดภัยในการใช้งานยานพาหนะทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ที่มีระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้อง การเรียนรู้วิธี เช็คเบรก E-Bike ง่ายๆ ด้วยตัวเอง เพิ่มความปลอดภัยทุกการขับขี่ จึงไม่ใช่เพียงแค่การตรวจสอบความสมบูรณ์ของผ้าเบรกหรือจานเบรกเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการทำความเข้าใจระบบไฟฟ้าที่ควบคุมการตัดกำลังมอเตอร์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้การหยุดรถเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด บทความนี้จะนำเสนอขั้นตอนและหลักการตรวจสอบระบบเบรกของ E-Bike อย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถบำรุงรักษาเบื้องต้นและสังเกตความผิดปกติได้อย่างถูกต้อง
ประเด็นสำคัญของการตรวจสอบเบรก E-Bike
- ระบบเบรกของ E-Bike ประกอบด้วยสองส่วนหลักที่ทำงานร่วมกัน คือ ระบบเบรกเชิงกล (ผ้าเบรก, จานเบรก, สายเบรก) และระบบเบรกไฟฟ้า (เซ็นเซอร์ตัดกำลังมอเตอร์)
- การตรวจสอบระบบไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นกลไกที่สั่งให้มอเตอร์หยุดทำงานทันทีเมื่อมีการบีบเบรก เพิ่มประสิทธิภาพการชะลอความเร็วและลดระยะเบรก
- การทำความเข้าใจประเภทของสัญญาณเบรก เช่น Hi Brake (สัญญาณสูง) และ Low Brake (สัญญาณต่ำ) ช่วยให้สามารถวินิจฉัยปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกล่องควบคุม (Controller) ได้แม่นยำขึ้น
- ผู้ใช้งานสามารถทำการตรวจสอบเบื้องต้นได้ด้วยตนเองผ่านการสังเกตการณ์และการใช้เครื่องมือพื้นฐาน เช่น มัลติมิเตอร์ เพื่อยืนยันว่าระบบตัดกำลังมอเตอร์ยังทำงานเป็นปกติ
- หากพบอาการผิดปกติที่ซับซ้อน เช่น เบรกแล้วมอเตอร์ยังทำงาน หรือมีเสียงผิดปกติ ควรนำรถเข้ารับการตรวจสอบจากช่างผู้ชำนาญทันทีเพื่อความปลอดภัย
ระบบเบรกในจักรยานไฟฟ้ามีความซับซ้อนมากกว่าจักรยานทั่วไป เนื่องจากต้องทำงานประสานกับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า การทำความเข้าใจองค์ประกอบทั้งทางกลไกและไฟฟ้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ การตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอไม่เพียงแต่ช่วยยืดอายุการใช้งานของส่วนประกอบต่างๆ แต่ยังเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้ใช้ถนนร่วมกัน การละเลยการบำรุงรักษาอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ไม่คาดคิดและเป็นอันตรายได้
ความสำคัญของการตรวจสอบระบบเบรกจักรยานไฟฟ้า
จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความสะดวกสบายและความสามารถในการเดินทางที่ไกลและเร็วกว่าจักรยานทั่วไป ด้วยความเร็วที่สูงขึ้นนี้เอง ระบบเบรกจึงทวีความสำคัญเป็นอย่างมาก ผู้ใช้งานทุกคน ตั้งแต่ผู้ที่ใช้เดินทางในชีวิตประจำวันไปจนถึงผู้ที่ใช้เพื่อการพักผ่อน ควรตระหนักถึงความจำเป็นในการตรวจสอบระบบเบรกอย่างสม่ำเสมอ การตรวจสอบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ช่วงเวลาที่รู้สึกว่าเบรกเริ่มมีปัญหา แต่ควรทำเป็นกิจวัตรเพื่อการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน
เหตุผลที่การตรวจสอบเบรก E-Bike มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดนั้น มาจากการที่ระบบเบรกต้องรับภาระหนักกว่าจักรยานปกติ ทั้งจากน้ำหนักของตัวรถที่มากกว่า (เนื่องจากมีแบตเตอรี่และมอเตอร์) และความเร็วเฉลี่ยในการขับขี่ที่สูงกว่า ระบบเบรกที่มีประสิทธิภาพไม่เพียงพออาจส่งผลให้ระยะการหยุดรถยาวขึ้น เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉิน การตรวจสอบจึงเป็นหลักประกันด่านแรกที่ช่วยสร้างความมั่นใจในทุกการเดินทาง
หลักการทำงานและองค์ประกอบของระบบเบรก E-Bike
เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างถูกต้อง การทำความเข้าใจหลักการทำงานและส่วนประกอบต่างๆ ของระบบเบรกใน E-Bike เป็นสิ่งจำเป็น ระบบเบรกสมัยใหม่ไม่ได้พึ่งพากลไกทางกายภาพเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ได้ผสานเทคโนโลยีไฟฟ้าเข้ามาเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด
ความแตกต่างระหว่างระบบเบรกกลไกและระบบไฟฟ้า
ระบบเบรกใน E-Bike สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนที่ทำงานควบคู่กัน:
- ระบบเบรกเชิงกล (Mechanical Braking System): เป็นระบบพื้นฐานที่พบได้ในจักรยานทั่วไป ประกอบด้วยมือเบรก, สายเบรก (หรือท่อน้ำมันในระบบไฮดรอลิก), คาลิปเปอร์ และผ้าเบรก เมื่อผู้ขับขี่บีบมือเบรก แรงจะถูกส่งผ่านสายหรือแรงดันน้ำมันไปยังคาลิปเปอร์ เพื่อบีบผ้าเบรกเข้ากับจานเบรกหรือขอบล้อ ทำให้เกิดแรงเสียดทานเพื่อชะลอความเร็ว การบำรุงรักษาส่วนนี้จะเน้นที่การตรวจสอบความหนาของผ้าเบรก, ความตึงของสายเบรก, และระดับน้ำมันเบรก
- ระบบเบรกไฟฟ้า (Electrical Braking System): นี่คือส่วนที่ทำให้เบรกของ E-Bike แตกต่างออกไป ที่มือเบรกจะมีเซ็นเซอร์หรือสวิตช์ขนาดเล็กติดตั้งอยู่ เมื่อมีการบีบมือเบรก สวิตช์นี้จะส่งสัญญาณไฟฟ้าไปยังกล่องควบคุม (Controller) ซึ่งเป็นสมองกลของ E-Bike เพื่อสั่งให้ “ตัดการทำงานของมอเตอร์” ทันที กระบวนการนี้ช่วยให้รถไม่เกิดอาการ “เบรกสู้” กับแรงส่งจากมอเตอร์ ทำให้การหยุดรถเป็นไปอย่างนุ่มนวลและรวดเร็วยิ่งขึ้น
หัวใจสำคัญ: สัญญาณไฟฟ้าและการตัดกำลังมอเตอร์
สัญญาณไฟฟ้าที่ส่งจากมือเบรกไปยังคอนโทรลเลอร์มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นจุดที่ผู้ใช้งานควรให้ความสนใจในการตรวจสอบ สัญญาณเหล่านี้โดยทั่วไปมี 2 ประเภทหลัก คือ:
- Hi Brake (High Level Brake): เป็นระบบที่เมื่อบีบเบรก วงจรจะส่งสัญญาณไฟฟ้าที่มีแรงดันสูง (เช่น 5V หรือ 12V) ไปยังคอนโทรลเลอร์เพื่อสั่งตัดกำลังมอเตอร์
- Low Brake (Low Level Brake): เป็นระบบที่ทำงานตรงกันข้าม คือในสถานะปกติจะมีแรงดันไฟฟ้าต่ำวิ่งในวงจร และเมื่อบีบเบรก วงจรจะถูกตัดหรือลัดวงจรลงกราวด์ ทำให้แรงดันไฟฟ้ากลายเป็นศูนย์ (0V) ซึ่งคอนโทรลเลอร์จะแปลผลว่าเป็นการสั่งให้ตัดกำลังมอเตอร์
ฟังก์ชันการตัดกำลังมอเตอร์เมื่อเบรก คือปราการด่านสำคัญที่สุดของความปลอดภัยใน E-Bike หากระบบนี้ล้มเหลว ผู้ขับขี่จะต้องใช้แรงเบรกทางกลที่มากขึ้นเพื่อเอาชนะแรงขับของมอเตอร์ ซึ่งอาจทำให้ระยะเบรกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
การทราบว่า E-Bike ของตนเองใช้ระบบสัญญาณแบบใดจะช่วยให้การวินิจฉัยปัญหาง่ายขึ้นเมื่อเกิดความผิดปกติ โดยทั่วไปข้อมูลนี้สามารถหาได้จากคู่มือของรถหรือข้อมูลทางเทคนิคจากผู้ผลิต
ขั้นตอนการเช็คเบรก E-Bike ง่ายๆ ด้วยตัวเอง
การตรวจสอบระบบเบรกสามารถแบ่งออกเป็นขั้นตอนง่ายๆ ที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่สามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยเริ่มจากการตรวจสอบส่วนที่มองเห็นได้ง่าย ไปจนถึงการตรวจสอบเชิงเทคนิคเล็กน้อยในส่วนของระบบไฟฟ้า
การเตรียมความพร้อมและเครื่องมือพื้นฐาน
ก่อนเริ่มการตรวจสอบ ควรเตรียมพื้นที่ให้มีแสงสว่างเพียงพอและเตรียมเครื่องมือที่จำเป็น ซึ่งโดยทั่วไปประกอบด้วย:
- ชุดประแจหกเหลี่ยม
- ไขควง (สี่แฉกและปากแบน)
- คีมปากจิ้งจก
- ไฟฉาย (สำหรับส่องดูในจุดที่เข้าถึงยาก)
- ผ้าสะอาด
- มัลติมิเตอร์ (Multimeter): เครื่องมือสำคัญสำหรับการตรวจสอบระบบไฟฟ้า (แนะนำสำหรับผู้ที่มีทักษะทางช่างเล็กน้อย)
การตรวจสอบส่วนประกอบเชิงกลไกเบื้องต้น
นี่คือการตรวจสอบพื้นฐานที่สุดที่ควรทำเป็นประจำ:
- ตรวจเช็คผ้าเบรก (Brake Pads): ส่องดูความหนาของเนื้อผ้าเบรก หากเหลือความหนาน้อยกว่า 1-2 มิลลิเมตร หรือสึกหรอไม่เท่ากัน ควรพิจารณาเปลี่ยนใหม่
- ตรวจสอบระยะมือเบรก: ลองบีบมือเบรกดู ระยะที่เหมาะสมคือเมื่อบีบเข้ามาแล้วควรเหลือช่องว่างจากแฮนด์ประมาณ 1-2 นิ้ว หากมือเบรกบีบจนชิดแฮนด์ได้ แสดงว่าสายเบรกอาจหย่อนเกินไป (สำหรับเบรกสาย) หรืออาจมีอากาศในระบบ (สำหรับเบรกไฮดรอลิก) ซึ่งจำเป็นต้องทำการตั้งเบรกใหม่
- ความตึงของสายเบรก: สำหรับระบบเบรกแบบสาย (Mechanical Disc/V-Brake) ให้ตรวจสอบว่าสายเบรกมีความตึงที่พอดี ไม่หย่อนหรือตึงจนเกินไป สามารถปรับตั้งได้ที่ตัวปรับบริเวณมือเบรกหรือที่คาลิปเปอร์เบรก
- สภาพจานเบรก (Rotor): ตรวจสอบว่าจานเบรกไม่มีรอยร้าว คดงอ หรือบางเกินไป ทำความสะอาดจานเบรกด้วยน้ำยาทำความสะอาดโดยเฉพาะเพื่อขจัดคราบน้ำมันหรือสิ่งสกปรกที่อาจลดประสิทธิภาพการเบรก
การตรวจสอบระบบไฟฟ้า: หัวใจของความปลอดภัย
หลังจากตรวจสอบส่วนประกอบเชิงกลแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการยืนยันว่าระบบตัดกำลังมอเตอร์ทำงานได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการ เช็คเบรก E-Bike ง่ายๆ ด้วยตัวเอง
ขั้นตอนที่ 1: การทดสอบการตัดกำลังแบบง่าย
- ยกรถให้ล้อขับเคลื่อน (ส่วนใหญ่คือล้อหลัง) ลอยขึ้นจากพื้น
- เปิดระบบไฟฟ้าของ E-Bike
- ค่อยๆ บิดคันเร่งหรือเปิดระบบช่วยปั่น (PAS) เพื่อให้มอเตอร์ทำงานและล้อหมุน
- ในขณะที่ล้อกำลังหมุน ให้ลองบีบมือเบรกทีละข้าง (ทั้งซ้ายและขวา)
- ผลที่คาดหวัง: มอเตอร์ควรจะหยุดทำงานทันทีที่บีบมือเบรก หากมอเตอร์ยังคงทำงานหรือใช้เวลาสักครู่ในการหยุด แสดงว่าอาจมีความผิดปกติในระบบเซ็นเซอร์เบรก
ขั้นตอนที่ 2: การตรวจสอบสายไฟและจุดเชื่อมต่อ (สำหรับผู้ใช้ที่มีทักษะ)
หากการทดสอบในขั้นตอนแรกไม่ผ่าน อาจจำเป็นต้องตรวจสอบการเชื่อมต่อทางไฟฟ้า:
- หาตำแหน่งกล่องคอนโทรลเลอร์: กล่องควบคุมมักจะถูกเก็บไว้ในเฟรมหรือในกล่องพลาสติกบริเวณใต้หลักอานหรือใกล้กับแบตเตอรี่
- ตรวจสอบสายสัญญาณเบรก: มองหาสายไฟที่ออกมาจากมือเบรกทั้งสองข้างและวิ่งเข้าไปยังกล่องคอนโทรลเลอร์ ตรวจสอบว่าปลั๊กเชื่อมต่อแน่นหนาดีหรือไม่ มีร่องรอยความเสียหายหรือการขาดของสายไฟหรือไม่ บางครั้งปลั๊กที่หลวมก็เป็นสาเหตุของปัญหาได้
- การใช้มัลติมิเตอร์: หากมีมัลติมิเตอร์ สามารถใช้ตรวจสอบการทำงานของสวิตช์ที่มือเบรกได้ โดยตั้งค่าวัดความต้านทาน (โอห์ม) หรือวัดแรงดันไฟฟ้า (โวลต์) ที่ขั้วต่อของสายเบรก เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการบีบและปล่อยมือเบรก ซึ่งเป็นการยืนยันว่าสวิตช์ยังทำงานได้ดี
| คุณลักษณะ | Hi Brake (High Level) | Low Brake (Low Level) |
|---|---|---|
| สถานะปกติ (ไม่เบรก) | ไม่มีสัญญาณไฟฟ้า หรือแรงดันต่ำ (ใกล้ 0V) | มีสัญญาณไฟฟ้าแรงดันต่ำคงที่ (เช่น 5V) |
| สถานะเมื่อบีบเบรก | ส่งสัญญาณไฟฟ้าแรงดันสูง (เช่น 5V-12V) ไปยังคอนโทรลเลอร์ | สัญญาณไฟฟ้าถูกตัดหรือลัดวงจรลงกราวด์ (แรงดันเป็น 0V) |
| หลักการทำงาน | ใช้แรงดันไฟฟ้าเป็นตัว “เปิด” คำสั่งตัดกำลัง | ใช้การ “ตัด” แรงดันไฟฟ้าเป็นตัวเปิดคำสั่ง |
การแก้ไขปัญหาเบื้องต้นและเคล็ดลับเพิ่มเติม
หลังจากตรวจสอบและพบความผิดปกติบางอย่าง มีแนวทางการแก้ไขเบื้องต้นที่สามารถทำได้ รวมถึงเคล็ดลับในการเพิ่มความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น
กรณีเบรกแล้วมอเตอร์ไม่ตัดกำลัง ควรทำอย่างไร?
ปัญหานี้เป็นหนึ่งในปัญหาที่อันตรายที่สุดและควรได้รับการแก้ไขทันที สาเหตุที่เป็นไปได้มีดังนี้:
- สวิตช์ที่มือเบรกเสีย: สวิตช์อาจค้างหรือเสียหาย ทำให้ไม่สามารถส่งสัญญาณได้ ทดลองขยับหรือทำความสะอาด หากไม่ดีขึ้นอาจต้องเปลี่ยนใหม่
- สายไฟขาดหรือหลุด: ตรวจสอบสายไฟตลอดแนวจากมือเบรกไปยังคอนโทรลเลอร์อีกครั้งอย่างละเอียด
- ปัญหาที่คอนโทรลเลอร์: หากตรวจสอบสองข้อแรกแล้วยังปกติ เป็นไปได้ว่าพอร์ตรับสัญญาณที่คอนโทรลเลอร์อาจมีปัญหา ซึ่งกรณีนี้ควรปรึกษาช่างผู้ชำนาญ
การเพิ่มความปลอดภัยด้วยไฟเบรก
เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่บนท้องถนน การติดตั้งไฟเบรกเพิ่มเติมเป็นทางเลือกที่ดีมาก โดยเฉพาะการขับขี่ในเวลากลางคืน ไฟเบรกจะช่วยให้ยานพาหนะที่ตามมาด้านหลังสังเกตเห็นการชะลอความเร็วได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การติดตั้งสามารถทำได้โดยการต่อวงจรไฟ LED ขนาด 12V เข้ากับสายสัญญาณเบรก เมื่อมีการบีบเบรกและเกิดสัญญาณไฟฟ้าขึ้น สัญญาณนั้นจะไปเลี้ยงวงจรไฟเบรกให้สว่างขึ้นมาพร้อมกัน การติดตั้งนี้อาจต้องอาศัยความรู้ทางไฟฟ้าเล็กน้อย หรือสามารถให้ร้านซ่อมจักรยานไฟฟ้าดำเนินการให้ได้
สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าควรนำรถเข้ารับบริการจากผู้เชี่ยวชาญ
แม้ว่าการบำรุงรักษาเบื้องต้นจะสามารถทำได้ด้วยตนเอง แต่มีบางสถานการณ์ที่ปัญหาอาจซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ไขได้ และจำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากช่างมืออาชีพ สัญญาณเตือนเหล่านั้นได้แก่:
- เบรกมีเสียงดังผิดปกติ: เสียงขูด, เสียงเสียดสี หรือเสียงแหลมที่ดังต่อเนื่อง อาจบ่งบอกถึงปัญหาผ้าเบรกหมดจนถึงเนื้อเหล็ก, จานเบรกคด หรือมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่
- เบรกรู้สึกนิ่มหรือแข็งเกินไป: ในระบบเบรกไฮดรอลิก อาการเบรกนิ่มยวบอาจหมายถึงมีอากาศในระบบหรือน้ำมันรั่ว ส่วนอาการเบรกแข็งทื่ออาจเกิดจากลูกสูบติดขัด
- มอเตอร์ไม่ตัดกำลังแม้ตรวจสอบสายไฟแล้ว: หากตรวจสอบการเชื่อมต่อและสวิตช์เบื้องต้นแล้วยังพบปัญหาเดิม อาจเป็นความผิดปกติที่กล่องคอนโทรลเลอร์ซึ่งต้องการเครื่องมือพิเศษในการวินิจฉัย
- ระยะเบรกยาวขึ้นอย่างชัดเจน: แม้จะตั้งเบรกและเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่แล้ว แต่ยังรู้สึกว่ารถหยุดได้ไม่ดีเท่าเดิม
- มีรหัสข้อผิดพลาด (Error Code) แสดงบนหน้าจอ: E-Bike บางรุ่นมีระบบวินิจฉัยตัวเอง หากมีรหัสเกี่ยวกับระบบเบรกปรากฏขึ้น ควรนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจสอบ
บทสรุปและการบำรุงรักษาเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
การ เช็คเบรก E-Bike ง่ายๆ ด้วยตัวเอง เป็นทักษะพื้นฐานที่ผู้ใช้งานทุกคนควรเรียนรู้และปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ การใส่ใจในรายละเอียดทั้งส่วนประกอบเชิงกลและระบบไฟฟ้าไม่เพียงแต่ช่วยให้จักรยานไฟฟ้าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน แต่ยังเป็นการลงทุนในความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น การตรวจสอบผ้าเบรก ระยะเบรก และที่สำคัญที่สุดคือการทดสอบระบบตัดกำลังมอเตอร์ เป็นขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้าม การบำรุงรักษาเชิงป้องกันคือกุญแจสำคัญในการหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุและยืดอายุการใช้งานของจักรยานไฟฟ้าคู่ใจ
หากการตรวจสอบเบื้องต้นพบปัญหาที่ซับซ้อน หรือเพื่อความมั่นใจสูงสุดในการขับขี่ การนำรถเข้ารับบริการจากผู้เชี่ยวชาญคือทางเลือกที่ดีที่สุด ที่ GIANT Shopping Mall เราจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาและบริการหลังการขาย
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบำรุงรักษาหรือสนใจผลิตภัณฑ์ สามารถเยี่ยมชมหรือติดต่อได้ที่:
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นได้ที่ FACEBOOK PAGE หรือพูดคุยกับเราโดยตรงผ่าน LINE และสามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์ของเรา

