หน้าฝนนี้! 5 วิธีดูแลแบตเตอรี่ E-Bike ไม่ให้เสื่อมไว
- สรุปประเด็นสำคัญเพื่อยืดอายุแบตเตอรี่
- ทำไมการดูแลแบตเตอรี่ E-Bike ในหน้าฝนจึงสำคัญอย่างยิ่ง
- 5 วิธีดูแลแบตเตอรี่ E-Bike ไม่ให้เสื่อมไวฉบับสมบูรณ์
- ตารางสรุป: 5 แนวทางปฏิบัติเพื่อยืดอายุแบตเตอรี่ E-Bike ในหน้าฝน
- สัญญาณเตือนว่าแบตเตอรี่อาจกำลังเสื่อมสภาพ
- คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการดูแลแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-ion)
- สรุป: การดูแลที่ถูกต้องเพื่อการใช้งานที่ยาวนาน
- ค้นหาจักรยานไฟฟ้าและรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ
เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ความชื้นและน้ำกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออายุการใช้งานของยานพาหนะไฟฟ้า สำหรับผู้ใช้งานจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า การเรียนรู้หน้าฝนนี้! 5 วิธีดูแลแบตเตอรี่ E-Bike ไม่ให้เสื่อมไว จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากแบตเตอรี่ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของรถ อาจเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควรหากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง บทความนี้จะนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ครอบคลุมเพื่อปกป้องแบตเตอรี่จากความท้าทายของสภาพอากาศที่เปียกชื้น
สรุปประเด็นสำคัญเพื่อยืดอายุแบตเตอรี่
- การป้องกันความชื้น: จอดรถในที่ร่มและแห้งเสมอ หลีกเลี่ยงการจอดตากฝนโดยตรง หากจำเป็นควรใช้ผ้าคลุมกันน้ำคุณภาพดี
- ความปลอดภัยในการชาร์จ: ตรวจสอบและเช็ดแบตเตอรี่ รวมถึงขั้วต่อและพอร์ตชาร์จให้แห้งสนิทก่อนทำการชาร์จทุกครั้งหลังใช้งานในขณะฝนตก
- การจัดการระดับพลังงาน: รักษาระดับประจุแบตเตอรี่ให้อยู่ระหว่าง 20-80% และหลีกเลี่ยงการปล่อยให้แบตเตอรี่หมดเกลี้ยง (0%) บ่อยครั้ง
- การควบคุมอุณหภูมิ: หลีกเลี่ยงการทิ้งแบตเตอรี่ไว้กลางแดดจัดหรือในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูง เนื่องจากความร้อนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เร่งการเสื่อมสภาพ
- การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน: ทำความสะอาดแบตเตอรี่และขั้วต่ออย่างสม่ำเสมอด้วยผ้าแห้งหรือหมาด เพื่อป้องกันการสะสมของคราบสกปรกและการกัดกร่อน
ทำไมการดูแลแบตเตอรี่ E-Bike ในหน้าฝนจึงสำคัญอย่างยิ่ง
แบตเตอรี่ในจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นประเภทลิเธียมไอออน (Li-ion) ซึ่งมีความไวต่อปัจจัยแวดล้อมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะน้ำและความชื้นสูง ในช่วงฤดูฝน ความเสี่ยงที่น้ำจะซึมเข้าสู่ส่วนประกอบภายในของแบตเตอรี่มีสูงขึ้น แม้ว่าแบตเตอรี่จำนวนมากจะถูกออกแบบมาให้มีมาตรฐานการป้องกันน้ำ (IP Rating) ในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถกันน้ำได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับฝนที่ตกหนักเป็นเวลานาน หรือการขับขี่ผ่านแอ่งน้ำ
ความชื้นที่เล็ดลอดเข้าไปสามารถนำไปสู่ปัญหาร้ายแรงได้หลายประการ ตั้งแต่การเกิดไฟฟ้าลัดวงจรภายในเซลล์แบตเตอรี่ การกัดกร่อนของแผงวงจรควบคุม (BMS – Battery Management System) และขั้วต่อต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ยังอาจก่อให้เกิดความเสียหายถาวรจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ ดังนั้น การให้ความสำคัญกับการดูแลแบตเตอรี่ e-bike ในช่วงจักรยานไฟฟ้าหน้าฝนจึงไม่ใช่แค่การยืดอายุแบตเตอรี่ แต่ยังเป็นการรักษาความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดของยานพาหนะอีกด้วย
5 วิธีดูแลแบตเตอรี่ E-Bike ไม่ให้เสื่อมไวฉบับสมบูรณ์
เพื่อให้การใช้งานจักรยานไฟฟ้าเป็นไปอย่างราบรื่นและยาวนานตลอดฤดูฝน การปฏิบัติตามแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ต่อไปนี้คือรายละเอียดเชิงลึกของ 5 วิธีการสำคัญ
1. หลักการจอดและการเก็บรักษา: หลีกเลี่ยงความชื้นและน้ำฝนโดยตรง
สถานที่จอดรถเป็นด่านแรกในการปกป้องแบตเตอรี่จากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย การจอดรถตากฝนเป็นเวลานานคือการเพิ่มความเสี่ยงที่น้ำจะซึมผ่านซีลยางหรือรอยต่อต่างๆ เข้าไปสร้างความเสียหาย แม้แบตเตอรี่จะมีมาตรฐานกันน้ำ แต่ก็เป็นการป้องกันในระดับพื้นฐานเท่านั้น ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทนทานต่อการแช่น้ำหรือการสัมผัสน้ำโดยตรงอย่างต่อเนื่อง
แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด:
- จอดในที่ร่ม: สถานที่ที่ดีที่สุดคือภายในอาคาร โรงจอดรถ หรือใต้ชายคาที่สามารถป้องกันฝนได้อย่างสมบูรณ์
- ใช้ผ้าคลุมกันน้ำ: หากจำเป็นต้องจอดกลางแจ้ง ควรลงทุนซื้อผ้าคลุมรถจักรยานไฟฟ้าที่มีคุณภาพดีและสามารถกันน้ำได้ 100% โดยคลุมให้มิดชิด โดยเฉพาะบริเวณแบตเตอรี่และมอเตอร์
- หลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำขัง: ไม่ควรจอดรถในบริเวณที่มีน้ำท่วมขังหรือพื้นเปียกแฉะเป็นเวลานาน เพราะความชื้นจากพื้นสามารถระเหยขึ้นมาสะสมและสร้างความเสียหายได้เช่นกัน
- ถอดแบตเตอรี่เก็บในที่ร่ม: หากจักรยานไฟฟ้ามีแบตเตอรี่ที่สามารถถอดออกได้ การถอดแบตเตอรี่นำเข้ามาเก็บไว้ในที่แห้งและอุณหภูมิห้อง ถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
น้ำและความชื้นคือศัตรูอันดับหนึ่งที่นำไปสู่การลัดวงจรและการกัดกร่อนของขั้วแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร
2. ขั้นตอนการชาร์จที่ปลอดภัย: รอให้แห้งและอุณหภูมิปกติ
การชาร์จแบตเตอรี่ในขณะที่ยังมีความชื้นหลงเหลืออยู่เป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง ความชื้นที่ขั้วต่อหรือพอร์ตชาร์จสามารถนำไฟฟ้าและทำให้เกิดการลัดวงจรได้ทันทีที่เสียบสายชาร์จ นอกจากนี้ ความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการชาร์จอาจทำให้ความชื้นที่ซ่อนอยู่ภายในตัวแบตเตอรี่ระเหยกลายเป็นไอ และควบแน่นเป็นหยดน้ำบนแผงวงจรภายใน ส่งผลให้เกิดความเสียหายในระยะยาว
ขั้นตอนที่ควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด:
- ตรวจสอบและทำความสะอาด: หลังจากการขับขี่ลุยฝน ให้ใช้ผ้าแห้งและนุ่ม (เช่นผ้าไมโครไฟเบอร์) เช็ดทำความสะอาดบริเวณภายนอกของแบตเตอรี่, พอร์ตชาร์จบนตัวรถ, และขั้วต่อของสายชาร์จให้แห้งสนิท
- รอเวลาให้อากาศถ่ายเท: นำรถหรือแบตเตอรี่ (หากถอดได้) ไปไว้ในที่แห้งและมีอากาศถ่ายเทสะดวก ทิ้งไว้อย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้แน่ใจว่าความชื้นที่อาจมองไม่เห็นได้ระเหยออกไปหมดแล้ว
- ตรวจสอบอุณหภูมิ: ควรปล่อยให้แบตเตอรี่มีอุณหภูมิกลับสู่ระดับปกติเท่ากับอุณหภูมิห้องก่อนทำการชาร์จ ไม่ควรชาร์จทันทีหลังใช้งานหนักหรือจอดตากแดดมา
- ตรวจสอบซ้ำก่อนชาร์จ: ก่อนเสียบสายชาร์จ ให้ใช้ไฟฉายส่องดูที่พอร์ตชาร์จอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีหยดน้ำหรือความชื้นหลงเหลืออยู่
หลักการสำคัญ: ชาร์จเมื่อแห้งสนิทและอุณหภูมิคงที่เท่านั้น การรีบร้อนชาร์จแบตเตอรี่ที่เปียกชื้นอาจแลกมาด้วยค่าซ่อมแซมที่สูงกว่าที่คิด
3. การบริหารจัดการพลังงาน: รักษาระดับการชาร์จที่เหมาะสม
สุขภาพของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการชาร์จเป็นอย่างมาก การใช้งานจนแบตเตอรี่หมดเกลี้ยง (Deep Discharge) หรือการปล่อยทิ้งไว้ในสภาพที่ไม่มีประจุเป็นเวลานาน จะสร้างความเครียดให้กับเซลล์แบตเตอรี่และทำให้โครงสร้างทางเคมีภายในเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูงซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
แนวทางการชาร์จเพื่อยืดอายุการใช้งาน:
- รักษาระดับประจุ 20-80%: ช่วงระดับพลังงานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมคือระหว่าง 20% ถึง 80% ควรทำการชาร์จเมื่อระดับแบตเตอรี่ลดลงมาถึงประมาณ 20-30% และไม่จำเป็นต้องชาร์จจนเต็ม 100% ทุกครั้ง เว้นแต่จะต้องการใช้งานในระยะทางไกล
- หลีกเลี่ยงการปล่อยให้แบตหมดเกลี้ยง: การใช้งานจนรถดับไปเองบ่อยครั้งจะส่งผลเสียต่ออายุแบตเตอรี่ในระยะยาว หากแบตเตอรี่ถูกปล่อยให้หมดเป็นเวลานาน อาจเกิดภาวะ “แบตเตอรี่ตาย” ซึ่งไม่สามารถกลับมาชาร์จได้อีก
- การจัดเก็บระยะยาว: หากไม่ได้ใช้งานจักรยานไฟฟ้าเป็นเวลานาน (เช่น มากกว่า 1-2 สัปดาห์) ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้อยู่ในระดับ 50-60% แล้วถอดเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น และควรนำมาชาร์จเพื่อรักษาระดับประจุทุกๆ 1-2 เดือน
แบตเตอรี่ที่มีการจัดการการชาร์จที่ดี สามารถยืดอายุการใช้งานได้ยาวนานกว่า 2-5 ปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพและการใช้งาน
4. การควบคุมอุณหภูมิ: หลีกเลี่ยงความร้อนสูงแม้ในฤดูฝน
แม้จะอยู่ในฤดูฝน แต่ประเทศไทยก็ยังมีวันที่แดดจัดและอากาศร้อนอบอ้าว ความร้อนเป็นศัตรูตัวฉกาจของแบตเตอรี่ลิเธียมเช่นเดียวกับความชื้น อุณหภูมิที่สูงเกินไปจะเร่งปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์แบตเตอรี่ ทำให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้น และอาจนำไปสู่อาการแบตบวมหรือในกรณีที่รุนแรงอาจเกิดการลัดวงจรภายในได้
ข้อควรระวังเกี่ยวกับอุณหภูมิ:
- ห้ามจอดตากแดด: อย่าจอดจักรยานไฟฟ้าทิ้งไว้กลางแดดโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะช่วงกลางวัน ความร้อนที่สะสมอาจทำให้อุณหภูมิของแบตเตอรี่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ชาร์จในที่เย็น: เลือกสถานที่ชาร์จที่ร่ม แห้ง และมีอากาศถ่ายเทสะดวก หลีกเลี่ยงการชาร์จในห้องที่ปิดทึบหรือร้อนอบอ้าว
- สังเกตความร้อนขณะชาร์จ: เป็นเรื่องปกติที่แบตเตอรี่จะอุ่นขึ้นเล็กน้อยขณะชาร์จ แต่หากรู้สึกว่าร้อนจัดผิดปกติ ควรหยุดชาร์จทันทีและนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ
ความร้อนและความชื้น: สองปัจจัยเร่งที่ทำให้แบตเตอรี่ E-Bike เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร การควบคุมทั้งสองปัจจัยนี้คือกุญแจสำคัญในการดูแลรักษา
5. การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน: ความสะอาดและการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ
การดูแลความสะอาดเป็นส่วนหนึ่งของการบำรุงรักษาเชิงป้องกันที่สำคัญ ในช่วงหน้าฝน จักรยานไฟฟ้ามักจะเผชิญกับคราบโคลน ดิน และสิ่งสกปรกต่างๆ ซึ่งสามารถกักเก็บความชื้นและก่อให้เกิดสนิมหรือการกัดกร่อนบริเวณขั้วต่อและจุดเชื่อมต่างๆ ได้ การตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอยังช่วยให้สามารถตรวจพบปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
แนวทางการทำความสะอาดและตรวจสอบ:
- ทำความสะอาดอย่างถูกวิธี: ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดตัวรถและแบตเตอรี่ ห้ามใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงโดยเด็ดขาด เพราะแรงดันน้ำสามารถแทรกซึมผ่านซีลกันน้ำและเข้าไปทำลายวงจรอิเล็กทรอนิกส์ได้
- เน้นที่ขั้วต่อ: ให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดบริเวณขั้วต่อแบตเตอรี่และจุดเชื่อมต่อกับตัวรถ ใช้แปรงขนนุ่มแห้งปัดฝุ่นและสิ่งสกปรกออก เพื่อให้กระแสไฟสามารถไหลผ่านได้อย่างสะดวก
- ตรวจสอบสภาพภายนอก: หมั่นสังเกตลักษณะภายนอกของแบตเตอรี่ หากพบว่ามีรอยแตก บวม หรือการรั่วซึมของของเหลว ให้หยุดใช้งานทันทีและปรึกษาช่างผู้ชำนาญ
การทำความสะอาดเป็นประจำคือการลงทุนที่ง่ายที่สุดในการป้องกันปัญหาระยะยาว เช่น การเกิดสนิม การลัดวงจร และการเสื่อมสภาพของจุดเชื่อมต่อ
ตารางสรุป: 5 แนวทางปฏิบัติเพื่อยืดอายุแบตเตอรี่ E-Bike ในหน้าฝน
| ลำดับ | แนวทางปฏิบัติ | เหตุผลสำคัญ |
|---|---|---|
| 1 | หลีกเลี่ยงการจอดตากฝน | ป้องกันน้ำและความชื้นซึมเข้าสู่แบตเตอรี่และวงจรไฟฟ้า ซึ่งอาจทำให้เกิดการลัดวงจรหรือการกัดกร่อน |
| 2 | อย่าชาร์จทันทีหลังลุยฝน | เพื่อความปลอดภัยและป้องกันความเสียหายจากความชื้นที่อาจหลงเหลืออยู่บริเวณขั้วต่อหรือภายในตัวแบตเตอรี่ |
| 3 | อย่าปล่อยให้แบตหมดเกลี้ยง | รักษาสุขภาพของเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ป้องกันการเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วและภาวะแบตเตอรี่ตาย |
| 4 | หลีกเลี่ยงความร้อนสูง | ความร้อนเป็นปัจจัยเร่งการเสื่อมสภาพทางเคมีของแบตเตอรี่ และอาจทำให้เกิดอาการแบตบวมหรือเสียหายได้ |
| 5 | หมั่นทำความสะอาดและตรวจสอบ | กำจัดคราบสกปรกที่กักเก็บความชื้นและป้องกันการเกิดสนิม รวมถึงตรวจหาความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ |
สัญญาณเตือนว่าแบตเตอรี่อาจกำลังเสื่อมสภาพ
นอกจากการบำรุงรักษาเชิงป้องกันแล้ว การสังเกตความผิดปกติของแบตเตอรี่ก็เป็นสิ่งสำคัญ หากพบสัญญาณเหล่านี้ ควรพิจารณานำรถเข้ารับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญทันที:
- ระยะทางที่วิ่งได้สั้นลง: เมื่อชาร์จเต็ม 100% แต่กลับวิ่งได้ระยะทางน้อยกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
- กำลังและอัตราเร่งลดลง: รู้สึกว่ารถไม่มีแรงเท่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อขับขึ้นทางชัน
- ระยะเวลาชาร์จผิดปกติ: ใช้เวลาในการชาร์จจนเต็มนานขึ้นหรือสั้นลงกว่าปกติอย่างมาก
- แบตเตอรี่ร้อนจัด: ตัวแบตเตอรี่มีความร้อนสูงผิดปกติในระหว่างการใช้งานหรือการชาร์จ
- เปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ไม่เสถียร: ตัวเลขแสดงผลระดับแบตเตอรี่มีการแกว่งขึ้นลงอย่างรวดเร็ว
- ลักษณะภายนอกผิดปกติ: พบร่องรอยการบวม, แตก, รั่วซึม หรือมีกลิ่นไหม้
คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการดูแลแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-ion)
นอกเหนือจาก 5 วิธีหลักที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีข้อปฏิบัติปลีกย่อยที่ช่วยเสริมการดูแลรักษารถไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น:
- ใช้ที่ชาร์จของแท้เท่านั้น: ควรใช้ที่ชาร์จและอุปกรณ์เสริมที่มาพร้อมกับตัวรถหรือจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานเท่านั้น ที่ชาร์จราคาถูกอาจไม่มีระบบตัดไฟที่ปลอดภัย ซึ่งอาจทำให้เกิดการชาร์จเกิน (Overcharging) และสร้างความเสียหายแก่แบตเตอรี่ได้
- ลำดับการเสียบปลั๊ก: เพื่อลดความเสี่ยงจากไฟฟ้ากระชาก ควรเสียบปลั๊กของที่ชาร์จเข้ากับเต้ารับบนผนังก่อน จากนั้นจึงค่อยนำหัวชาร์จมาเสียบเข้ากับตัวรถหรือแบตเตอรี่
- จัดเก็บในที่เหมาะสม: หากต้องถอดแบตเตอรี่เก็บไว้ ควรเลือกสถานที่ที่แห้ง เย็น และพ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง
สรุป: การดูแลที่ถูกต้องเพื่อการใช้งานที่ยาวนาน
การดูแลแบตเตอรี่จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในช่วงฤดูฝนอาจดูเหมือนเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ แต่แท้จริงแล้วคือการสร้างอุปนิสัยที่ดีในการใช้งานซึ่งจะส่งผลดีต่ออายุการใช้งานในระยะยาว การป้องกันความชื้น, การชาร์จอย่างปลอดภัย, การบริหารจัดการพลังงาน, การควบคุมอุณหภูมิ, และการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ล้วนเป็นแนวทางปฏิบัติที่เรียบง่ายแต่ให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า การลงทุนเวลาเพียงเล็กน้อยในการดูแลรักษาในวันนี้ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ในอนาคตได้อย่างมาก และที่สำคัญที่สุดคือการรับประกันความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการเดินทางด้วยยานพาหนะไฟฟ้าคู่ใจไปอีกนาน
ค้นหาจักรยานไฟฟ้าและรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike คุณภาพที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมรับคำแนะนำในการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีจากทีมงานมืออาชีพ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าครบวงจร
ช่องทางการติดต่อ:
- FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
- LINE: @giantshoppingmall
- ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม: คลิกที่นี่
เวลาทำการ: เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
