ยืดอายุแบต E-Bike: 10 ข้อควรทำและไม่ควรทำตอนชาร์จ
- สรุปประเด็นสำคัญ: การชาร์จแบตเตอรี่ E-Bike อย่างถูกวิธี
- ความสำคัญของการชาร์จแบตเตอรี่จักรยานไฟฟ้าอย่างถูกวิธี
- 5 ข้อควรปฏิบัติเพื่อยืดอายุแบต E-Bike
- 5 ข้อควรหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันแบตเตอรี่เสื่อมสภาพก่อนเวลา
- ตารางสรุป: 10 ข้อควรทำและไม่ควรทำในการชาร์จแบตเตอรี่ E-Bike
- สัญญาณเตือนว่าแบตเตอรี่ E-Bike เริ่มเสื่อมสภาพ
- แนวทางการดูแลรักษาและจัดเก็บแบตเตอรี่อย่างมืออาชีพ
- บทสรุปและคำแนะนำเพิ่มเติม
แบตเตอรี่เปรียบเสมือนหัวใจของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ซึ่งการดูแลรักษาที่ถูกต้องเป็นปัจจัยสำคัญต่อประสิทธิภาพและอายุการใช้งานที่ยาวนาน การเรียนรู้เทคนิคเพื่อยืดอายุแบต E-Bike: 10 ข้อควรทำและไม่ควรทำตอนชาร์จ จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรักษาสภาพแบตเตอรี่ให้ดีที่สุด ลดความเสี่ยงจากแบตเตอรี่เสื่อมก่อนเวลาอันควร และรับประกันความปลอดภัยสูงสุดในทุกการใช้งาน
สรุปประเด็นสำคัญ: การชาร์จแบตเตอรี่ E-Bike อย่างถูกวิธี
- การชาร์จอย่างสม่ำเสมอ: การชาร์จแบตเตอรี่หลังใช้งานทุกครั้งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด เพื่อรักษาระดับประจุให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและหลีกเลี่ยงการคายประจุจนหมด
- ใช้อุปกรณ์ที่ถูกต้อง: ควรใช้เครื่องชาร์จที่มาพร้อมกับตัวรถหรือรุ่นที่ผู้ผลิตแนะนำเท่านั้น เพื่อป้องกันความเสียหายจากแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ตรงกันและเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
- หลีกเลี่ยงอุณหภูมิสุดขั้ว: ไม่ควรชาร์จแบตเตอรี่ในบริเวณที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด เนื่องจากอุณหภูมิมีผลโดยตรงต่อปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์แบตเตอรี่และอาจทำให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้น
- ไม่ปล่อยให้แบตเตอรี่หมดเกลี้ยง: การปล่อยให้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคายประจุจนถึง 0% จะสร้างความเสียหายถาวรให้กับเซลล์แบตเตอรี่และลดความสามารถในการเก็บประจุลงอย่างมาก
- การจัดเก็บที่เหมาะสม: หากไม่ได้ใช้งาน E-Bike เป็นเวลานาน ควรเก็บแบตเตอรี่ไว้ในที่แห้งและเย็น โดยรักษาระดับประจุไว้ที่ประมาณ 40-60% เพื่อยืดอายุการใช้งาน
ความสำคัญของการชาร์จแบตเตอรี่จักรยานไฟฟ้าอย่างถูกวิธี
แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-ion) ที่ใช้ในจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสมัยใหม่ มีข้อดีในด้านน้ำหนักเบาและความหนาแน่นของพลังงานสูง แต่ก็มีความเปราะบางต่อพฤติกรรมการชาร์จที่ไม่ถูกต้อง การทำความเข้าใจหลักการทำงานและข้อจำกัดของแบตเตอรี่ประเภทนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ใช้งานทุกคน การชาร์จที่ผิดวิธีไม่เพียงแต่จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วขึ้น ส่งผลให้ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งลดลง แต่ยังอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น ความร้อนสูงเกินไป หรือในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดคือการลัดวงจรจนเกิดเพลิงไหม้ได้ ดังนั้น การปฏิบัติตามแนวทางการชาร์จที่ถูกต้องจึงไม่ใช่แค่การดูแลแบต e-bike แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่อความคุ้มค่าและความปลอดภัยในระยะยาว
5 ข้อควรปฏิบัติเพื่อยืดอายุแบต E-Bike
การสร้างนิสัยการชาร์จที่ดีเป็นขั้นตอนแรกสู่การยืดอายุแบตเตอรี่ให้ยาวนานที่สุด แนวทางปฏิบัติต่อไปนี้เป็นหลักการพื้นฐานที่ผู้ใช้งาน E-Bike ทุกคนควรนำไปใช้
1. ชาร์จแบตเตอรี่หลังใช้งานทุกครั้ง
แตกต่างจากแบตเตอรี่รุ่นเก่า แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนไม่มี “Memory Effect” ซึ่งหมายความว่าไม่จำเป็นต้องรอให้แบตเตอรี่หมดจนเกลี้ยงก่อนจึงจะชาร์จใหม่ ในทางกลับกัน แบตเตอรี่ประเภทนี้จะมีประสิทธิภาพดีที่สุดเมื่อรักษาระดับประจุให้อยู่ระหว่าง 20% ถึง 80% การชาร์จแบตเตอรี่หลังจากการขับขี่ระยะสั้นๆ จะช่วยให้แบตเตอรี่อยู่ในช่วงพลังงานที่เหมาะสม ลดความเครียดของเซลล์แบตเตอรี่ และป้องกันการคายประจุลึก (Deep Discharge) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสื่อมสภาพ
เคล็ดลับ: หากใช้งาน E-Bike ในชีวิตประจำวัน ควรวางแผนชาร์จแบตเตอรี่ในช่วงท้ายของวันหรือเมื่อกลับถึงบ้าน เพื่อให้พร้อมสำหรับการใช้งานในวันถัดไปเสมอ การทำเช่นนี้เป็นประจำจะช่วยรักษาสุขภาพของแบตเตอรี่ได้ดีกว่าการปล่อยทิ้งไว้หลายวันแล้วจึงชาร์จทีเดียว
2. ใช้เครื่องชาร์จที่ถูกต้องและได้มาตรฐานเสมอ
เครื่องชาร์จที่มากับจักรยานไฟฟ้าได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะให้มีแรงดันไฟฟ้า (Voltage) และกระแสไฟฟ้า (Amperage) ที่เหมาะสมกับระบบจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System – BMS) ของแบตเตอรี่ก้อนนั้นๆ การใช้เครื่องชาร์จของปลอม ราคาถูก หรือจากผู้ผลิตรายอื่น อาจจ่ายไฟไม่ถูกต้อง ซึ่งนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ได้ เช่น:
- การชาร์จเกิน (Overcharging): หากเครื่องชาร์จไม่มีระบบตัดไฟอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับ BMS ได้อย่างสมบูรณ์ อาจทำให้เกิดการอัดประจุเกิน ซึ่งสร้างความร้อนสูงและทำลายเซลล์แบตเตอรี่อย่างรุนแรง
- การชาร์จช้าหรือเร็วเกินไป: กระแสไฟที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ระยะเวลาการชาร์จนานผิดปกติ หรือเร่งชาร์จเร็วเกินไปจนเกิดความร้อนสะสมและลดอายุการใช้งาน
- ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย: เครื่องชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐานมักขาดคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่จำเป็น เช่น การป้องกันการลัดวงจรหรือการป้องกันความร้อนสูงเกินไป เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย
3. ชาร์จในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
สภาพแวดล้อมระหว่างการชาร์จมีผลอย่างมากต่อสุขภาพของแบตเตอรี่ ควรเลือกสถานที่ชาร์จที่แห้ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก และมีอุณหภูมิห้อง (ประมาณ 15-25 องศาเซลเซียส) การชาร์จในที่อับชื้นอาจทำให้เกิดการกัดกร่อนที่ขั้วต่อ ในขณะที่การชาร์จกลางแดดหรือใกล้แหล่งความร้อนจะเร่งการเสื่อมสภาพของเซลล์แบตเตอรี่ นอกจากนี้ ควรวางแบตเตอรี่และเครื่องชาร์จบนพื้นผิวที่ไม่ติดไฟ เช่น พื้นกระเบื้องหรือคอนกรีต เพื่อลดความเสี่ยงหากเกิดความร้อนสูงผิดปกติ
4. ตรวจสอบและทำความสะอาดขั้วต่อแบตเตอรี่เป็นประจำ
ขั้วต่อที่สะอาดและสัมผัสกันได้ดีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับกระบวนการชาร์จที่มีประสิทธิภาพ ฝุ่นละออง ความชื้น หรือคราบสกปรกที่เกาะอยู่บริเวณขั้วต่ออาจขัดขวางการไหลของกระแสไฟฟ้า ทำให้การชาร์จไม่มีประสิทธิภาพหรืออาจไม่สามารถชาร์จได้เลย ควรใช้ผ้าแห้งและสะอาดเช็ดบริเวณขั้วต่อของทั้งแบตเตอรี่และเครื่องชาร์จเป็นประจำ หากพบร่องรอยการกัดกร่อนหรือความเสียหาย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการแก้ไข การดูแลบำรุงรักษา e-bike ในส่วนนี้เป็นเรื่องง่ายๆ ที่มักถูกมองข้าม แต่ส่งผลดีต่ออายุการใช้งานอย่างมาก
5. ทำความเข้าใจรอบการชาร์จ (Cycle Count)
อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมักถูกวัดเป็น “รอบการชาร์จ” (Cycle Count) โดย 1 รอบจะนับเมื่อมีการใช้พลังงานเทียบเท่ากับ 100% ของความจุแบตเตอรี่ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นการชาร์จจาก 0% ถึง 100% ในครั้งเดียว ตัวอย่างเช่น การใช้งานแบตเตอรี่จาก 100% ลงมาเหลือ 50% แล้วชาร์จกลับไปเต็ม 100% สองครั้ง จะนับรวมเป็น 1 รอบการชาร์จ การชาร์จทีละน้อยๆ บ่อยครั้ง (Shallow Discharge) จะสร้างความเครียดให้เซลล์แบตเตอรี่น้อยกว่าการคายประจุจนหมดแล้วชาร์จเต็มในครั้งเดียว ซึ่งจะช่วยให้แบตเตอรี่มีจำนวนรอบการชาร์จที่ใช้งานได้ยาวนานขึ้น
5 ข้อควรหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันแบตเตอรี่เสื่อมสภาพก่อนเวลา
นอกเหนือจากข้อควรปฏิบัติแล้ว การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมบางอย่างก็มีความสำคัญไม่แพ้กันในการปกป้องแบตเตอรี่จากความเสียหาย
1. อย่าปล่อยให้แบตเตอรี่หมดจนเหลือ 0%
นี่คือข้อห้ามที่สำคัญที่สุดสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน การปล่อยให้แบตเตอรี่คายประจุจนหมดเกลี้ยง หรือที่เรียกว่า “Deep Discharge” จะทำให้แรงดันไฟฟ้าภายในเซลล์ลดต่ำกว่าระดับที่ปลอดภัย เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ปฏิกิริยาเคมีที่ไม่พึงประสงค์อาจเกิดขึ้นภายในเซลล์ และสร้างความเสียหายที่ไม่สามารถย้อนกลับคืนได้ หากปล่อยทิ้งไว้ในสภาพแบตเตอรี่หมดเป็นเวลานาน แบตเตอรี่อาจเข้าสู่ภาวะ “หลับลึก” (Deep Sleep) และไม่สามารถกลับมาชาร์จได้อีกเลย ดังนั้น ควรถอดแบตเตอรี่ออกมาชาร์จทันทีเมื่อระดับพลังงานลดต่ำกว่า 20%
2. อย่าชาร์จแบตเตอรี่ในอุณหภูมิที่ร้อนหรือเย็นจัด
อุณหภูมิเป็นศัตรูตัวฉกาจของแบตเตอรี่ การชาร์จในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงกว่า 45 องศาเซลเซียส จะเร่งการเสื่อมสภาพของสารเคมีภายในและอาจทำให้แบตเตอรี่บวม ในทางกลับกัน การชาร์จในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส เป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ลิเธียมเพลตติ้ง” (Lithium Plating) ซึ่งเป็นภาวะที่ลิเธียมไอออนไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปในขั้วแอโนดได้อย่างสมบูรณ์ แต่กลับไปเคลือบอยู่บนผิวของขั้วแทน ซึ่งจะลดความจุของแบตเตอรี่อย่างถาวรและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรภายในเซลล์
คำแนะนำ: หากนำ E-Bike ไปใช้งานในสภาพอากาศหนาวเย็น ควรนำแบตเตอรี่เข้ามาพักในอาคารให้อุณหภูมิกลับสู่ภาวะปกติก่อนทำการชาร์จ
3. อย่าชาร์จแบตเตอรี่ทิ้งไว้ข้ามคืนเป็นประจำ
แม้ว่าเครื่องชาร์จและ BMS ที่ทันสมัยส่วนใหญ่จะมีระบบตัดไฟเมื่อชาร์จเต็ม 100% แล้ว แต่การเสียบปลั๊กทิ้งไว้เป็นเวลานานเกินความจำเป็น (เช่น ชาร์จข้ามคืน) ยังคงสร้างความเครียดให้กับแบตเตอรี่ เมื่อแบตเตอรี่เต็ม 100% แรงดันไฟฟ้าภายในเซลล์จะอยู่ในระดับสูงสุด การคงอยู่ในสภาวะนี้เป็นเวลานานจะเร่งการเสื่อมสภาพของอิเล็กโทรไลต์และส่วนประกอบอื่นๆ แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดคือการถอดปลั๊กออกเมื่อแบตเตอรี่ชาร์จเต็มแล้ว หรือภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังจากนั้น การชาร์จในช่วงเวลากลางวันซึ่งสามารถตรวจสอบสถานะได้ง่ายจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
4. อย่าใช้แบตเตอรี่หรือเครื่องชาร์จที่ชำรุดเสียหาย
ควรตรวจสอบสภาพภายนอกของแบตเตอรี่และเครื่องชาร์จอย่างสม่ำเสมอ หากพบสัญญาณของความเสียหาย เช่น รอยแตก, การบวม, การรั่วไหลของของเหลว, หรือสายไฟที่เปื่อยขาด ควรหยุดใช้งานทันทีและนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ การฝืนใช้งานอุปกรณ์ที่ชำรุดไม่เพียงแต่จะทำลายแบตเตอรี่ แต่ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อความปลอดภัยแบตเตอรี่ ทั้งต่อผู้ใช้งานและทรัพย์สิน
5. อย่าละเลยคู่มือการใช้งานจากผู้ผลิต
จักรยานไฟฟ้าแต่ละรุ่นอาจมีเทคโนโลยีแบตเตอรี่และข้อกำหนดในการชาร์จที่แตกต่างกันเล็กน้อย คู่มือการใช้งานที่มาพร้อมกับรถคือแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือที่สุด ควรอ่านและทำความเข้าใจคำแนะนำเฉพาะของผู้ผลิตเกี่ยวกับวิธีชาร์จจักรยานไฟฟ้ารุ่นนั้นๆ รวมถึงข้อควรระวังต่างๆ การปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าคุณกำลังดูแลแบตเตอรี่อย่างถูกวิธีและไม่ทำให้การรับประกันสิ้นสุดลง
ตารางสรุป: 10 ข้อควรทำและไม่ควรทำในการชาร์จแบตเตอรี่ E-Bike
| ข้อควรปฏิบัติ (Do’s) | ข้อควรหลีกเลี่ยง (Don’ts) |
|---|---|
| ชาร์จหลังใช้งานทุกครั้ง | ปล่อยให้แบตเตอรี่หมดจนเหลือ 0% |
| ใช้เครื่องชาร์จที่ตรงรุ่นและได้มาตรฐาน | ใช้เครื่องชาร์จของปลอมหรือไม่ตรงรุ่น |
| ชาร์จในที่แห้งและอุณหภูมิห้อง | ชาร์จในที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด |
| ทำความสะอาดขั้วต่อเป็นประจำ | ชาร์จทิ้งไว้ข้ามคืนเป็นประจำ |
| อ่านและปฏิบัติตามคู่มือผู้ผลิต | ใช้งานแบตเตอรี่หรือเครื่องชาร์จที่ชำรุด |
สัญญาณเตือนว่าแบตเตอรี่ E-Bike เริ่มเสื่อมสภาพ
แม้จะดูแลรักษาเป็นอย่างดี แบตเตอรี่ทุกก้อนย่อมมีการเสื่อมสภาพตามกาลเวลาและจำนวนรอบการใช้งาน การสังเกตสัญญาณเตือนต่อไปนี้จะช่วยให้ทราบว่าเมื่อใดที่ควรพิจารณาเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่:
- ระยะทางที่วิ่งได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด: หากชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 100% แล้ว แต่ระยะทางที่สามารถใช้งานได้สั้นลงกว่าเดิมมาก นี่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่าแบตเตอรี่เริ่มสูญเสียความสามารถในการเก็บประจุ
- ใช้เวลาชาร์จนานขึ้นหรือสั้นลงผิดปกติ: การเปลี่ยนแปลงของระยะเวลาในการชาร์จอาจบ่งชี้ถึงปัญหาภายในเซลล์แบตเตอรี่หรือระบบ BMS
- แบตเตอรี่ร้อนผิดปกติระหว่างชาร์จหรือใช้งาน: แบตเตอรี่จะอุ่นขึ้นเล็กน้อยเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าร้อนจนสัมผัสแทบไม่ได้ อาจเป็นสัญญาณของปัญหาภายในที่อาจเป็นอันตราย
- ตัวเลขเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ไม่เสถียร: หากตัวเลขแสดงผลพลังงานแกว่งไปมาอย่างรวดเร็ว (เช่น จาก 60% ลดเหลือ 20% ในทันที) แสดงว่า BMS ไม่สามารถอ่านค่าที่แท้จริงได้ ซึ่งมักเกิดจากเซลล์แบตเตอรี่ที่ไม่สมดุลหรือเสื่อมสภาพ
- สภาพภายนอกผิดปกติ: การบวม รอยแตก หรือการรั่วไหล เป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องหยุดใช้งานแบตเตอรี่ก้อนนั้นทันที
แนวทางการดูแลรักษาและจัดเก็บแบตเตอรี่อย่างมืออาชีพ
นอกจากการชาร์จแล้ว การจัดเก็บที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้ใช้งาน E-Bike เป็นเวลานาน (เช่น มากกว่า 1 เดือน):
- รักษาระดับประจุที่เหมาะสม: อย่าเก็บแบตเตอรี่ในสภาพที่เต็ม 100% หรือหมด 0% ระดับประจุที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการจัดเก็บระยะยาวคือประมาณ 40-60% ซึ่งเป็นระดับที่แรงดันไฟฟ้าภายในเซลล์มีความเสถียรและเกิดความเครียดน้อยที่สุด
- เก็บในที่แห้งและเย็น: ควรเก็บแบตเตอรี่ไว้ในอาคาร ที่มีอุณหภูมิคงที่และไม่ถูกแสงแดดโดยตรง หลีกเลี่ยงการเก็บในโรงรถหรือห้องเก็บของที่อาจมีอุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป
- ถอดแบตเตอรี่ออกจากตัวรถ: หากไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน ควรถอดแบตเตอรี่ออกจากจักรยาน เพื่อป้องกันการคายประจุอย่างช้าๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ของตัวรถ
- ตรวจสอบเป็นระยะ: ทุกๆ 2-3 เดือน ควรนำแบตเตอรี่มาตรวจสอบระดับประจุ หากพบว่าลดลงต่ำกว่า 20% ควรนำไปชาร์จกลับให้อยู่ในระดับ 40-60% อีกครั้งก่อนเก็บต่อไป
บทสรุปและคำแนะนำเพิ่มเติม
การยืดอายุแบต E-Bike ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ต้องอาศัยความใส่ใจและความเข้าใจในหลักการทำงานของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน การปฏิบัติตาม 10 ข้อควรทำและไม่ควรทำในการชาร์จที่ได้กล่าวมาทั้งหมด จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถถนอมแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่มีราคาสูงที่สุดของจักรยานไฟฟ้า ให้คงประสิทธิภาพสูงสุดและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานเต็มที่ การลงทุนเวลาในการดูแลรักษาที่ถูกต้องในวันนี้ คือการประหยัดค่าใช้จ่ายและรับประกันความปลอดภัยในการขับขี่สำหรับอนาคต
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลรักษาจากผู้เชี่ยวชาญ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ที่พร้อมให้บริการและตอบทุกโจทย์ความต้องการ
สามารถเข้ามาเยี่ยมชมสินค้าได้ที่ร้าน ทุกวันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
โทรศัพท์: 061-962-2878
หรือติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นได้ทาง FACEBOOK PAGE และ LINE ของทางร้าน หากมีข้อสงสัย สามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ทันที

