จับตานโยบาย 2026! รัฐเล็งผุดตู้สลับแบต E-Bike ทั่วกรุง
บทความนี้จะวิเคราะห์แนวโน้มและผลกระทบจากนโยบายภาครัฐปี 2569 ในการติดตั้งตู้สลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping Station) สำหรับจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (Electric Scooter) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย โดยจะเจาะลึกถึงรายละเอียดของแผนโครงสร้างพื้นฐาน ความท้าทาย และโอกาสสำหรับผู้ใช้งานในเขตเมือง
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง

- นโยบายปี 2569: รัฐบาลไทยมีแผนที่จะส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ E-Bike อย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นการติดตั้งตู้สลับแบตเตอรี่ทั่วกรุงเทพมหานคร เพื่อแก้ปัญหาเรื่องระยะเวลาในการชาร์จและส่งเสริมการใช้งาน EV ในวงกว้าง
- มาตรฐานกลางสำหรับแบตเตอรี่: หนึ่งในหัวใจสำคัญของนโยบายหลังสิ้นสุดมาตรการ EV 3.5 คือการกำหนดมาตรฐานกลางสำหรับแบตเตอรี่และระบบชาร์จ เพื่อให้เกิดการบูรณาการระหว่างผู้ให้บริการ ลดต้นทุน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
- ความต้องการในตลาด: ยอดจดทะเบียน EV Bike ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสัดส่วนสูงถึง 46.5% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่ชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจเดลิเวอรีและ Ride-hailing ที่ต้องการความรวดเร็วและความต่อเนื่องในการใช้งาน
- ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ: ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานที่คาดการณ์ว่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันยังคงสูงในปี 2569 การเปลี่ยนมาใช้ E-Bike ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการเติมพลังงานเพียง 2-5 บาทต่อครั้ง ถือเป็นทางเลือกที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ความท้าทาย: แม้ว่านโยบายจะมีทิศทางที่ดี แต่ยังคงมีความท้าทายในเรื่องการสร้างมาตรฐานแบตเตอรี่ที่ทุกค่ายยอมรับ และการประสานงานนโยบายที่ชัดเจนเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ท้องถิ่นและโครงสร้างพื้นฐานโดยรวม
ภาพรวมของนโยบายและการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง
จากการวิเคราะห์แนวโน้มตลาด EV ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 สิ่งที่ต้อง จับตานโยบาย 2026! รัฐเล็งผุดตู้สลับแบต E-Bike ทั่วกรุง ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิทัศน์การคมนาคมในเขตเมืองของประเทศไทย นโยบายดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของตลาด E-Bike มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาคอขวดในด้านสถานีชาร์จ (Charging Station) และระยะเวลาที่ใช้ในการเติมพลังงาน (Energy) ซึ่งไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบของคนเมือง การมาถึงของตู้สลับแบตเตอรี่จะปฏิวัติประสบการณ์การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ ทำให้การ “เติมพลังงาน” ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที เทียบเท่ากับการเติมน้ำมันเชื้อเพลิง
ทำไมนโยบายนี้จึงมีความสำคัญ?
นโยบายนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสม หลังจากการสิ้นสุดของมาตรการ EV 3.5 (พ.ศ. 2565-2568) ซึ่งแม้จะมีการให้เงินอุดหนุนเพื่อกระตุ้นการผลิตและการซื้อ แต่เป้าหมายการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 675,000 คันต่อปีภายใต้แผน 30@30 (เป้าหมายให้ 30% ของยานพาหนะทั้งหมดเป็น Zero-Emission ภายในปี 2573) ยังไม่บรรลุผลสำเร็จตามที่คาดหวัง สาเหตุหลักมาจากความกังวลของผู้บริโภคในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่ครอบคลุมและขาดมาตรฐานกลาง ดังนั้น การที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่แข็งแกร่ง โดยเริ่มจากการวางเครือข่ายตู้สลับแบตเตอรี่ จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค
ใครจะได้รับประโยชน์จากนโยบายตู้สลับแบตเตอรี่?
กลุ่มผู้ใช้งานที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงและชัดเจนที่สุดคือผู้ที่ใช้รถจักรยานยนต์ในการประกอบอาชีพและเดินทางในชีวิตประจำวัน เช่น พนักงานเดลิเวอรี, วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง, พนักงานออฟฟิศ และนักศึกษาในเขตเมืองใหญ่ กลุ่มคนเหล่านี้ต้องการความคล่องตัวและความรวดเร็ว การรอชาร์จแบตเตอรี่นาน 4-6 ชั่วโมงจึงเป็นข้อจำกัดที่สำคัญ การมีตู้สลับแบตเตอรี่กระจายอยู่ตามสถานีรถไฟฟ้าและย่านชุมชน จะช่วยขจัดข้อจำกัดนี้ออกไป ทำให้การใช้งาน E-Bike มีความต่อเนื่องและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการเดินทางและการประกอบอาชีพลลดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับการใช้รถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง
เจาะลึกแผนโครงสร้างพื้นฐาน: ตู้สลับแบตเตอรี่คือคำตอบสุดท้าย?
ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และ Krungsri Research ชี้ตรงกันว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคยังลังเลที่จะเปลี่ยนมาใช้ EV Bike คือความไม่พร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน แผนของภาครัฐที่จะผลักดันตู้สลับแบตเตอรี่หลังสิ้นสุดมาตรการ EV 3.5 จึงเป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเป้าไปที่การแก้ไข “Pain Point” ของผู้ใช้งานโดยตรง แนวคิดหลักคือการสร้างเครือข่ายสถานีที่ผู้ใช้สามารถนำแบตเตอรี่ (Battery) ที่ใกล้หมดของตนเองมาแลกกับแบตเตอรี่ที่ชาร์จเต็มแล้วได้ทันที ซึ่งช่วยประหยัดเวลาได้อย่างมหาศาล
อย่างไรก็ตาม ขณะที่ภาครัฐกำลังวางรากฐานสำหรับอนาคต ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องรอเพื่อสัมผัสประสบการณ์การเดินทางที่เหนือกว่า การตัดสินใจเลือก E-bike ที่มีคุณภาพสูงในวันนี้ ถือเป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดและเตรียมพร้อมสำหรับเทรนด์ที่กำลังจะมาถึง GIANT Shopping Mall ได้คัดสรรยานยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งด้านเทคโนโลยีและความคุ้มค่าไว้อย่างครบครัน แม้ในปัจจุบันที่ตู้สลับแบตเตอรี่ยังเป็นโครงการนำร่อง แต่ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่จำหน่ายมีแบตเตอรี่ความจุสูงที่สามารถวิ่งได้ไกลต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และมาพร้อมกับระบบชาร์จเร็วที่บ้าน ทำให้การใช้งานในชีวิตประจำวันสะดวกสบายและไร้กังวล การเลือกซื้อยานพาหนะที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีในอนาคตจาก GIANT Shopping Mall ไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ทันที แต่ยังเป็นการรับประกันว่ายานพาหนะของคุณจะไม่ตกรุ่นและพร้อมใช้งานกับโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า
มาตรฐานกลาง: กุญแจสำคัญสู่การขยายตัว
ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของระบบสลับแบตเตอรี่คือ “มาตรฐาน” ปัจจุบันผู้ผลิต EV Bike แต่ละรายต่างก็ออกแบบแบตเตอรี่และช่องเชื่อมต่อเป็นของตนเอง ทำให้ไม่สามารถใช้งานข้ามแบรนด์ได้ ซึ่งส่งผลให้การลงทุนสร้างสถานีสลับแบตเตอรี่ไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น นโยบายปี 2569 จึงมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงกฎระเบียบและกำหนด “มาตรฐานกลาง” สำหรับแบตเตอรี่ ทั้งในด้านขนาด, รูปทรง, แรงดันไฟฟ้า และโปรโตคอลการสื่อสาร เพื่อให้ผู้ผลิตทุกรายสามารถพัฒนารถที่ใช้แบตเตอรี่ร่วมกันได้ การมีมาตรฐานกลางจะเปิดทางให้เอกชนและภาครัฐสามารถร่วมกันขยายเครือข่ายตู้สลับแบตเตอรี่ได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมทั่วทั้งกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่
โครงการนำร่อง “EV เพื่อพี่วิน”: บทพิสูจน์ความเป็นไปได้
กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้เริ่มโครงการนำร่อง “EV เพื่อพี่วิน” ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้วินมอเตอร์ไซค์เปลี่ยนมาใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีโมเดลทั้งแบบเช่าและซื้อ พร้อมกับการจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานรองรับแบบครบวงจร โครงการนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญในการทดสอบประสิทธิภาพของระบบสลับแบตเตอรี่ในสภาพการใช้งานจริงและหนักหน่วง รถที่ใช้ในโครงการมีกำลังมอเตอร์ประมาณ 3-4 กิโลวัตต์ ทำความเร็วได้ 80-85 กม./ชม. ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานรับส่งผู้โดยสารในเมือง ความสำเร็จของโครงการนี้จะเป็นเครื่องยืนยันว่านโยบายตู้สลับแบตเตอรี่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบอาชีพ ลดปัญหามลพิษทางอากาศและเสียงในเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจัยขับเคลื่อนและอุปสรรคสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ EV Bike
การเปลี่ยนผ่านจากรถจักรยานยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยด้านเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นตัวแปรสำคัญ
แรงจูงใจด้านเศรษฐกิจ: เมื่อราคาน้ำมันไม่ใช่ทางเลือก
สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยเร่งที่ทรงพลังที่สุด จากการคาดการณ์วิกฤตพลังงานในปี 2569 ราคาน้ำมันดีเซลอาจอยู่ที่ประมาณ 30.44 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ที่ 32.05 บาทต่อลิตร ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์แบบเดิมสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในทางกลับกัน E-Bike มีต้นทุนด้านพลังงานที่ต่ำกว่าอย่างมาก โดยค่าไฟฟ้าในการชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มหนึ่งครั้งอยู่ที่ประมาณ 2-5 บาทเท่านั้น ความแตกต่างของค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนนี้เป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคเริ่มมองหาทางเลือกที่ประหยัดกว่า นอกจากนี้ นโยบายของบางเมืองที่อาจเริ่มจำกัดการเข้าถึงของรถยนต์ ICE ในบางพื้นที่เพื่อลดมลพิษ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้น
| รายการ | รถจักรยานยนต์ ICE (แก๊สโซฮอล์) | E-Bike จาก GIANT Shopping Mall |
|---|---|---|
| อัตราสิ้นเปลือง (เฉลี่ย) | 40 กม./ลิตร | ประมาณ 0.05 บาท/กม. (ชาร์จ 1 ครั้ง 5 บาท วิ่งได้ 100 กม.) |
| ปริมาณเชื้อเพลิง/พลังงานที่ใช้ต่อเดือน | 25 ลิตร | 10 ครั้งการชาร์จ |
| ราคาพลังงาน (ณ มีนาคม 2569) | 32.05 บาท/ลิตร | ~5 บาท/การชาร์จเต็ม |
| ค่าใช้จ่ายรวมต่อเดือน | 801.25 บาท | 50 บาท |
| ส่วนต่างที่ประหยัดได้ | ~751.25 บาท/เดือน หรือ 9,015 บาท/ปี | |
อุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ต้องจับตา
แม้จะมีแรงจูงใจด้านราคา แต่การเปลี่ยนผ่านยังคงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ นั่นคือ “การขาดมาตรฐานแบตเตอรี่ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน” ดังที่กล่าวไปข้างต้น ปัญหานี้ทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพราะมีความเสี่ยงที่เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงและทำให้อุปกรณ์ที่ลงทุนไปแล้วใช้การไม่ได้ ภาครัฐจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นตัวกลางประสานงานและออกมาตรการที่ชัดเจนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโต การสนับสนุนให้แบรนด์ท้องถิ่นแข็งแกร่งและสามารถแข่งขันในตลาดได้ ก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการวางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเป็นฐานการผลิตและใช้งาน EV Bike ที่สำคัญในภูมิภาคได้ตามเป้าหมาย
เลือก E-Bike คู่ใจอย่างไรให้พร้อมรับนโยบายใหม่
เมื่อทิศทางของนโยบายมีความชัดเจนขึ้น การเลือกซื้อ E-Bike สักคันจึงไม่ใช่แค่การดูที่รูปลักษณ์หรือราคา แต่ต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติทางเทคนิคและความสามารถในการจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้พร้อมใช้งานบนท้องถนนและรองรับโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต
คุณสมบัติ E-Bike ที่สามารถจดทะเบียนได้
สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งาน E-Bike เพื่อการเดินทางอย่างถูกกฎหมาย หรือใช้ประกอบอาชีพ เช่น การรับ-ส่งผู้โดยสาร (ป้ายเหลือง) หรือบริการเดลิเวอรี ตัวรถจำเป็นต้องมีคุณสมบัติตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ซึ่งโดยทั่วไปแล้วประกอบด้วย:
- กำลังมอเตอร์ (Motor Power): ต้องมีกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 250 วัตต์ (W) และโดยทั่วไปสำหรับรถที่ต้องการสมรรถนะดีจะอยู่ที่ 1000W ขึ้นไป
- ความเร็วสูงสุด (Max Speed): ต้องสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ไม่น้อยกว่า 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- เอกสารประกอบ: ต้องมีเอกสารจากผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายที่ครบถ้วน เพื่อใช้ในการยื่นขอจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก
การเลือกรถที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและสามารถจดทะเบียนได้ จะช่วยให้การใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่ต้องกังวลกับปัญหาทางกฎหมายในภายหลัง
การเปรียบเทียบรุ่นยอดนิยมในตลาด
ปัจจุบันมีแบรนด์ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหลายยี่ห้อที่ทำตลาดในประเทศไทย เช่น AJ EV, EM, Deco, ZEEHO, SLEEK, STROM, iMOTOR และ NIU ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็มีจุดเด่นและกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันไป การเลือกรุ่นที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาจากวัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก
ลงทุนครั้งเดียว คุ้มค่ายาวนาน! เปลี่ยนค่าใช้จ่ายน้ำมันรายเดือน เป็นเงินออมในกระเป๋า ด้วยสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงจาก GIANT Shopping Mall ที่มาพร้อมบริการหลังการขายที่น่าเชื่อถือ
| คุณสมบัติ | E-Bike ทั่วไปในตลาด | E-Bike รุ่นแนะนำจาก GIANT Shopping Mall |
|---|---|---|
| กำลังมอเตอร์ | 500W – 1500W | สูงถึง 3000W (QS Motor) เพื่ออัตราเร่งที่ดีเยี่ยม |
| ความเร็วสูงสุด | 50 – 70 กม./ชม. | 85+ กม./ชม. รองรับการเดินทางไกล |
| ประเภทแบตเตอรี่ | Lead-Acid หรือ Lithium-ion พื้นฐาน | Lithium-ion เกรดพรีเมียม ความจุสูง ถอดชาร์จได้ |
| ระยะเวลาชาร์จ | 6 – 8 ชั่วโมง | 4 – 6 ชั่วโมง (พร้อมระบบ Fast Charge) |
| การรับประกันและบริการ | จำกัดตามตัวแทนจำหน่าย | รับประกันโครงสร้างและมอเตอร์ พร้อมศูนย์บริการมาตรฐาน |
| ความสามารถในการจดทะเบียน | บางรุ่นอาจมีเอกสารไม่ครบถ้วน | ทุกรุ่นมีเอกสารครบถ้วน พร้อมจดทะเบียนได้ทันที |
สรุป และเตรียมความพร้อมวันนี้กับ GIANT Shopping Mall
นโยบายการผลักดันตู้สลับแบตเตอรี่ E-Bike ทั่วกรุงเทพฯ ในปี 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดปัญหามลพิษและค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน แต่ยังสร้างวิถีการเดินทางในเมืองที่สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับทุกคน การเตรียมความพร้อมโดยการเลือกใช้ E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพตั้งแต่วันนี้ คือการตัดสินใจที่มองการณ์ไกลและสอดรับกับอนาคตที่กำลังจะมาถึง
ทำไมต้องเลือกซื้อ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่นี่
GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าใจความต้องการของผู้ใช้งานชาวไทยอย่างแท้จริง เราคัดสรรเฉพาะจักรยานไฟฟ้า, สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike ที่มีคุณภาพสูงสุด ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานทั้งด้านสมรรถนะและความปลอดภัย พร้อมบริการหลังการขายครบวงจรที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่โลกของ EV เป็นเรื่องง่ายและไร้กังวล
- สินค้าหลากหลาย: มีรุ่นให้เลือกครบทุกความต้องการ ตั้งแต่การใช้งานในเมืองไปจนถึงการเดินทางไกล
- คุณภาพที่เชื่อถือได้: คัดสรรแบรนด์ชั้นนำและรุ่นที่ใช้ส่วนประกอบคุณภาพสูง เช่น มอเตอร์กำลังสูงและแบตเตอรี่ลิเธียมเกรดพรีเมียม
- พร้อมจดทะเบียน: ยานพาหนะทุกคันมีเอกสารครบถ้วน สามารถนำไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้อย่างถูกต้อง
- บริการครบวงจร: มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษา และศูนย์บริการที่พร้อมดูแลตลอดอายุการใช้งาน
ติดต่อและเยี่ยมชม
อย่ารอให้อนาคตมาถึง เริ่มต้นประสบการณ์การเดินทางที่เหนือกว่าและประหยัดกว่าได้แล้ววันนี้ที่ GIANT Shopping Mall
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายเพื่อทดลองขับขี่ได้ที่:
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ช่องทางออนไลน์: FACEBOOK PAGE | LINE | ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
