มือใหม่เลือก E-Bike: 5 ข้อต้องรู้ก่อนซื้อคันแรก
- สรุปประเด็นสำคัญในการเลือกซื้อ E-Bike สำหรับมือใหม่
- ทำความเข้าใจพื้นฐานของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike)
- ข้อที่ 1: กำหนดเป้าหมายการใช้งานให้ชัดเจนก่อนเลือกประเภท E-Bike
- ข้อที่ 2: ทำความเข้าใจหัวใจของ E-Bike: มอเตอร์และระบบขับเคลื่อน
- ข้อที่ 3: แบตเตอรี่: ระยะทาง อายุการใช้งาน และความปลอดภัย
- ข้อที่ 4: โครงสร้างตัวรถและส่วนประกอบที่เหมาะสมกับการใช้งาน
- ข้อที่ 5: การใช้งานจริงและการบำรุงรักษาในระยะยาว
- สรุปและแนวทางการเลือกซื้อ E-Bike ที่ใช่สำหรับคุณ
จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike กำลังกลายเป็นตัวเลือกการเดินทางที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยความสามารถในการช่วยผ่อนแรง ทำให้การเดินทางสะดวกสบาย ประหยัดค่าใช้จ่าย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การเลือกซื้อ E-Bike คันแรกอาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนสำหรับมือใหม่ เนื่องจากมีปัจจัยทางเทคนิคหลายอย่างที่ต้องพิจารณา
สรุปประเด็นสำคัญในการเลือกซื้อ E-Bike สำหรับมือใหม่
- กำหนดการใช้งานหลัก: ระบุวัตถุประสงค์หลักของการใช้งาน เช่น เดินทางในเมือง, พกพาขึ้นรถไฟฟ้า หรือใช้เพื่อออกกำลังกาย เพื่อเลือกประเภท E-Bike ที่เหมาะสมที่สุด
- ทำความเข้าใจเรื่องมอเตอร์: ศึกษาความแตกต่างระหว่างมอเตอร์ดุมล้อ (Hub Motor) และมอเตอร์กลางกระโหลก (Mid-Drive) รวมถึงพิจารณากำลัง (Watt) และแรงบิด (Nm) ให้สอดคล้องกับสภาพเส้นทางที่ใช้งาน
- ประเมินแบตเตอรี่และระยะทาง: ตรวจสอบความจุของแบตเตอรี่ (Wh/Ah), ระยะทางที่สามารถใช้งานได้จริงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง, อายุการใช้งาน และมาตรฐานความปลอดภัย โดยเฉพาะการป้องกันน้ำ
- เลือกส่วนประกอบให้เหมาะสม: พิจารณาวัสดุของเฟรม, ระบบกันสะเทือน, ประเภทของยาง และระบบเบรก ให้เหมาะกับกิจกรรมการปั่น ไม่เลือกสเปกที่สูงเกินความจำเป็นจนกลายเป็นภาระ
- ตรวจสอบบริการหลังการขาย: สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการรับประกัน, ศูนย์บริการ, และความพร้อมของอะไหล่ เนื่องจากระบบไฟฟ้าของ E-Bike ต้องการการดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ
สำหรับหัวข้อ มือใหม่เลือก E-Bike: 5 ข้อต้องรู้ก่อนซื้อคันแรก ถือเป็นคู่มือเริ่มต้นที่สำคัญอย่างยิ่ง การทำความเข้าใจในปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยให้สามารถตัดสินใจเลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และงบประมาณได้อย่างคุ้มค่าที่สุด จักรยานไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงจักรยานธรรมดาที่ติดตั้งมอเตอร์ แต่เป็นระบบยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กที่ประกอบด้วยเทคโนโลยีที่ซับซ้อน ตั้งแต่มอเตอร์, แบตเตอรี่, ระบบควบคุม ไปจนถึงโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำหนักและแรงบิดที่เพิ่มขึ้น การมีความรู้เบื้องต้นจึงช่วยป้องกันปัญหาการซื้อผิดประเภทหรือการได้สินค้าที่ไม่มีคุณภาพ
ทำความเข้าใจพื้นฐานของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike)
จักรยานไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้คนหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัด, ผู้สูงอายุที่ต้องการยานพาหนะที่ปลอดภัยและใช้งานง่ายสำหรับเดินทางในระยะใกล้ หรือผู้ที่รักการออกกำลังกายแต่ต้องการตัวช่วยในการปั่นขึ้นทางชันหรือเดินทางไกลขึ้น การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและกระแสความใส่ใจในสิ่งแวดล้อมยิ่งทำให้ E-Bike ได้รับความสนใจมากขึ้น บทความนี้จะนำเสนอ 5 ปัจจัยหลักที่มือใหม่ทุกคนควรทำความเข้าใจอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุนกับ E-Bike คันแรก
ข้อที่ 1: กำหนดเป้าหมายการใช้งานให้ชัดเจนก่อนเลือกประเภท E-Bike
คำถามแรกและสำคัญที่สุดก่อนเริ่มดูสเปกใดๆ คือ “จะซื้อ E-Bike ไปใช้ทำอะไรเป็นหลัก?” การตอบคำถามนี้จะช่วยจำกัดประเภทของจักรยานให้แคบลงและป้องกันการซื้อรถที่สเปกไม่ตรงกับการใช้งานจริง ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในกลุ่มผู้ซื้อครั้งแรก การใช้งาน 90% ของเวลาควรเป็นตัวกำหนดประเภทของรถที่เลือก
E-Bike สำหรับใช้งานในเมือง (Commuter / Urban E-Bike)
จักรยานประเภทนี้ถูกออกแบบมาเพื่อความคล่องตัวและความสะดวกสบายในการเดินทางในชีวิตประจำวัน มักมีลักษณะเด่นคือ ท่าทางการนั่งที่สบาย หลังค่อนข้างตรง, แฮนด์บังคับควบคุมง่าย, และมักมาพร้อมอุปกรณ์เสริม เช่น บังโคลนสำหรับกันน้ำดีด, ตะแกรงท้ายสำหรับบรรทุกสัมภาระ, และขาตั้ง เหมาะสำหรับการปั่นไปทำงาน, จ่ายตลาด, หรือเดินทางในระยะทางที่ไม่ไกลมากในสภาพแวดล้อมของเมือง
E-Bike แบบพับได้ (Folding E-Bike)
E-Bike แบบพับได้เน้นที่ความสะดวกในการพกพาและจัดเก็บเป็นหลัก ด้วยขนาดล้อที่เล็กและกลไกการพับที่ง่ายดาย ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโดหรืออพาร์ตเมนต์ที่มีพื้นที่จำกัด นอกจากนี้ยังสะดวกต่อการนำขึ้นรถไฟฟ้า, รถยนต์ส่วนตัว หรือระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ เพื่อเชื่อมต่อการเดินทาง จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการเดินทางผสมผสาน
E-Bike สำหรับออกกำลังกายและลุยทางวิบาก (E-MTB / E-Gravel)
จักรยานเสือภูเขาไฟฟ้า (E-MTB) และจักรยานกราเวลไฟฟ้า (E-Gravel) ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความทนทานและประสิทธิภาพในการปั่นบนเส้นทางที่ท้าทาย เช่น ทางดิน, ทางลูกรัง หรือเส้นทางขึ้นเขาที่สูงชัน จักรยานประเภทนี้จะมาพร้อมกับมอเตอร์ที่มีแรงบิดสูง, โครงสร้างที่แข็งแรง, ระบบกันสะเทือนที่มีคุณภาพ และยางที่มีดอกยางลึกเพื่อการยึดเกาะที่ดี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ E-Bike เป็นเครื่องมือในการออกกำลังกายและผจญภัยในธรรมชาติ
ข้อควรพิจารณา: อย่าเลือกเพราะความสวยงามเพียงอย่างเดียว
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการเลือกซื้อ E-MTB เพียงเพราะรูปลักษณ์ที่ดูแข็งแรงและเท่ แต่กลับนำมาใช้งานหลักในเมือง ซึ่งไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจาก E-MTB มีน้ำหนักมาก, ขาดความคล่องตัวในที่แคบ, และมีราคาสูงกว่าโดยไม่จำเป็น การเลือกจักรยานที่ไม่ตรงกับประเภทการใช้งานจะทำให้ประสบการณ์การปั่นไม่ดีเท่าที่ควรและสิ้นเปลืองงบประมาณ
ข้อที่ 2: ทำความเข้าใจหัวใจของ E-Bike: มอเตอร์และระบบขับเคลื่อน
มอเตอร์คือส่วนประกอบที่กำหนด “ฟีลลิ่ง” หรือความรู้สึกในการปั่นของ E-Bike การทำความเข้าใจประเภทและคุณสมบัติของมอเตอร์จะช่วยให้สามารถเลือกรถที่ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่ตรงตามความต้องการได้
ประเภทของมอเตอร์ที่พบบ่อย
มอเตอร์ใน E-Bike โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามตำแหน่งการติดตั้ง:
- มอเตอร์ดุมล้อ (Hub Motor): เป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุดใน E-Bike ระดับเริ่มต้นถึงระดับกลาง มอเตอร์จะถูกติดตั้งอยู่ที่ดุมของล้อหน้าหรือล้อหลัง (ส่วนใหญ่นิยมล้อหลัง) ข้อดีคือมีระบบที่ไม่ซับซ้อนและราคาประหยัด ให้ความรู้สึกเหมือนมีแรง “ผลัก” หรือ “ดึง” ตัวรถไปข้างหน้า
- มอเตอร์กลางกระโหลก (Mid-Drive Motor): มอเตอร์ประเภทนี้จะติดตั้งอยู่ที่บริเวณแกนบันไดหรือกระโหลกของจักรยาน ให้กำลังผ่านโซ่ไปยังล้อหลังเหมือนการปั่นปกติ ข้อดีคือให้แรงบิดที่ดีเยี่ยม, การกระจายน้ำหนักที่สมดุล, และให้ความรู้สึกในการปั่นที่เป็นธรรมชาติเหมือนการปั่นจักรยานทั่วไปแต่มีแรงช่วยเสริม มักพบใน E-Bike ราคาสูงและจักรยานประเภท E-MTB ที่ต้องการประสิทธิภาพในการขึ้นทางชัน
| คุณสมบัติ | มอเตอร์ดุมล้อ (Hub Motor) | มอเตอร์กลางกระโหลก (Mid-Drive Motor) |
|---|---|---|
| ตำแหน่งติดตั้ง | ที่ดุมล้อหน้าหรือล้อหลัง | บริเวณแกนบันได (กระโหลก) |
| ฟีลลิ่งการปั่น | รู้สึกเหมือนถูก “ผลัก” หรือ “ดึง” | เป็นธรรมชาติ เหมือนการปั่นปกติที่มีแรงช่วย |
| ประสิทธิภาพ | ดีบนทางเรียบ, ประสิทธิภาพลดลงบนทางชัน | ดีเยี่ยมบนทางชัน, ส่งกำลังได้มีประสิทธิภาพ |
| ราคา | ประหยัดกว่า, เหมาะกับรุ่นเริ่มต้น | สูงกว่า, มักอยู่ในรุ่นประสิทธิภาพสูง |
| เหมาะกับการใช้งาน | การเดินทางในเมือง, ทัวริ่งทางเรียบ | การขึ้นเขา, ทางวิบาก, การใช้งานหนัก |
สเปกมอเตอร์ที่ต้องพิจารณา
นอกเหนือจากประเภทของมอเตอร์แล้ว ยังมีค่าทางเทคนิคที่ควรให้ความสนใจ:
- กำลังมอเตอร์ (Watt): หน่วยวัดกำลังของมอเตอร์ มีผลโดยตรงต่ออัตราเร่งและการออกตัว ยิ่งค่าวัตต์สูง โดยทั่วไปจะให้แรงดึงที่ดีกว่า
- แรงบิด (Torque – Nm): หน่วยวัดแรงหมุนของมอเตอร์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับความสามารถในการขึ้นทางลาดชันหรือการบรรทุกของหนัก หากเส้นทางที่ใช้งานมีเนินชันเป็นประจำ ควรเลือกรุ่นที่มีค่าแรงบิด (Nm) สูง
- ระบบช่วยปั่น (Pedal Assist System – PAS): E-Bike ส่วนใหญ่จะมีโหมดช่วยปั่นหลายระดับ ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าต้องการให้มอเตอร์ช่วยผ่อนแรงมากน้อยเพียงใด การได้ทดลองขี่จริงจะช่วยให้ทราบว่าระบบควบคุมของแต่ละรุ่นใช้งานง่ายและตอบสนองได้ดีเพียงใด
ข้อที่ 3: แบตเตอรี่: ระยะทาง อายุการใช้งาน และความปลอดภัย
แบตเตอรี่เปรียบเสมือนถังน้ำมันของ E-Bike ความจุและการจัดการพลังงานของแบตเตอรี่ส่งผลโดยตรงต่อระยะทางที่สามารถวิ่งได้และประสบการณ์การใช้งานโดยรวม
ระยะทางที่วิ่งได้จริง (Real-World Range)
ตัวเลขระยะทางที่ผู้ผลิตโฆษณามักเป็นค่าที่ทดสอบในสภาวะที่เหมาะสมที่สุด ในการใช้งานจริง ระยะทางจะลดลงตามปัจจัยต่างๆ เช่น น้ำหนักของผู้ขี่, สภาพเส้นทาง (ทางเรียบหรือทางชัน), ระดับการช่วยปั่นที่เลือกใช้, และแรงลม ดังนั้น ควรสอถามผู้ขายเกี่ยวกับระยะทางที่คาดหวังได้จากการใช้งานจริง มากกว่าการยึดตามตัวเลขในโบรชัวร์เพียงอย่างเดียว
คุณสมบัติแบตเตอรี่ที่ควรรู้
- ความจุ (Capacity): มักระบุเป็นหน่วยวัตต์-ชั่วโมง (Wh) หรือแอมป์-ชั่วโมง (Ah) ยิ่งค่านี้สูง แบตเตอรี่ก็จะยิ่งเก็บพลังงานได้มากและทำให้วิ่งได้ไกลขึ้น (ภายใต้เงื่อนไขการใช้งานเดียวกัน)
- อายุการใช้งาน (Cycle Life): หมายถึงจำนวนครั้งที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0% ถึง 100% ได้ก่อนที่ประสิทธิภาพการเก็บประจุจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ควรสอถามข้อมูลนี้จากผู้ขายเพื่อประเมินค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ในอนาคต
- เวลาในการชาร์จ (Charging Time): ตรวจสอบว่าใช้เวลานานเท่าใดในการชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม และที่ชาร์จที่ให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานหรือไม่
- มาตรฐานความปลอดภัย: แบตเตอรี่ที่มีคุณภาพควรมีระบบป้องกันต่างๆ เช่น การป้องกันการชาร์จไฟเกิน (Overcharge Protection) และการป้องกันความร้อนสูงเกินไป เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน
ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย: น้ำและฝน
ประเด็นด้านความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดและมือใหม่มักมองข้ามคือการใช้งาน E-Bike ในสภาวะที่เปียกชื้น เนื่องจากจักรยานไฟฟ้าประกอบด้วยระบบไฟฟ้าที่ซับซ้อน ทั้งมอเตอร์, แบตเตอรี่, และสายไฟ การใช้งานขณะฝนตกหนักหรือการลุยน้ำจึงมีความเสี่ยงสูง
ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดคือ จักรยานไฟฟ้าโดยทั่วไปไม่สามารถโดนฝนหรือลุยน้ำได้ เนื่องจากอาจเกิดการลัดวงจรในระบบไฟฟ้า ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายต่ออุปกรณ์และอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเกิดไฟรั่วช็อตผู้ขี่ได้
แม้ว่า E-Bike บางรุ่นในตลาดปัจจุบันอาจมีการโฆษณาถึงมาตรฐานการกันน้ำ แต่สำหรับมือใหม่ ควรสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับระดับการป้องกันน้ำ (IP Rating) ให้ชัดเจน และใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ หลีกเลี่ยงการใช้งานในสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
ข้อที่ 4: โครงสร้างตัวรถและส่วนประกอบที่เหมาะสมกับการใช้งาน
นอกเหนือจากระบบไฟฟ้าแล้ว ส่วนประกอบเชิงกลของจักรยานก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การเลือกโครงสร้างและชิ้นส่วนที่เหมาะสมจะช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยและสบายยิ่งขึ้น
วัสดุและโครงสร้างเฟรม
เฟรมหรือโครงรถควรทำจากวัสดุที่มีความแข็งแรงทนทานและได้มาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ E-MTB ที่ต้องรองรับการใช้งานบนพื้นผิวขรุขระบ่อยครั้ง ควรตรวจสอบคุณภาพของวัสดุและงานประกอบโดยรวมว่ามีความน่าเชื่อถือหรือไม่
ระบบกันสะเทือน (Suspension)
ระบบกันสะเทือนหรือโช้คอัพ มีหน้าที่ดูดซับแรงกระแทกจากพื้นผิวที่ไม่เรียบ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับจักรยานประเภท E-MTB เพื่อเพิ่มความสบายในการขับขี่และลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตาม หากการใช้งานหลักคือการปั่นบนถนนเรียบในเมือง ระบบกันสะเทือนอาจไม่จำเป็น และยังเพิ่มน้ำหนักและค่าบำรุงรักษาโดยไม่จำเป็น การเลือกรุ่นที่ไม่มีหรือมีระบบกันสะเทือนเพียงเล็กน้อยอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า
ยางและระบบเบรก
การเลือกยางควรสอดคล้องกับสภาพเส้นทางที่ใช้งานเป็นหลัก สำหรับการปั่นในเมือง ควรเน้นยางที่ทนทานต่อการรั่วซึมและยึดเกาะถนนได้ดีบนพื้นผิวเปียก ส่วนการปั่นในเส้นทางวิบาก ควรเลือกยางที่มีดอกยางหนาและลึกเพื่อการยึดเกาะที่ดีบนดินหรือหิน ในส่วนของระบบเบรก เนื่องจาก E-Bike มีความเร็วและน้ำหนักมากกว่าจักรยานทั่วไป ระบบเบรกที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ควรเลือกรุ่นที่ให้ความมั่นใจในการหยุดรถได้อย่างปลอดภัย
ข้อที่ 5: การใช้งานจริงและการบำรุงรักษาในระยะยาว
การเป็นเจ้าของ E-Bike ไม่ได้จบลงที่การซื้อ แต่ยังรวมถึงการดูแลรักษาในระยะยาว ซึ่งมีข้อควรพิจารณาที่แตกต่างจากจักรยานทั่วไป
การซ่อมบำรุงและปัญหาเรื่องอะไหล่
ข้อจำกัดที่สำคัญคือ ร้านซ่อมจักรยานทั่วไปส่วนใหญ่อาจไม่มีความรู้ความชำนาญในการซ่อมแซมระบบไฟฟ้าของ E-Bike และมักไม่มีอะไหล่เฉพาะทาง เช่น มอเตอร์, กล่องควบคุม (Controller), หรือแบตเตอรี่ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้จำหน่ายมีศูนย์บริการที่น่าเชื่อถือหรือไม่ และสามารถจัดหาอะไหล่หลักๆ ได้ง่ายเพียงใด
ความสำคัญของบริการหลังการขายและการรับประกัน
การเลือกซื้อ E-Bike จากผู้จำหน่ายที่มีความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ควรสอถามรายละเอียดเกี่ยวกับการรับประกันให้ชัดเจน โดยเฉพาะชิ้นส่วนไฟฟ้าซึ่งมีราคาสูง เช่น
- ระยะเวลาการรับประกันของมอเตอร์และแบตเตอรี่นานเท่าใด?
- การรับประกันครอบคลุมกรณีใดบ้าง?
- มีศูนย์บริการรองรับหรือไม่ และตั้งอยู่ที่ใด?
การมีบริการหลังการขายที่ดีจะช่วยให้เกิดความสบายใจและลดภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
สรุปและแนวทางการเลือกซื้อ E-Bike ที่ใช่สำหรับคุณ
การเลือกซื้อ E-Bike คันแรกอาจดูเหมือนเป็นเรื่องท้าทาย แต่หากเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจใน 5 ปัจจัยหลักที่กล่าวมา ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายการใช้งาน, การทำความเข้าใจเรื่องมอเตอร์และแบตเตอรี่, การเลือกส่วนประกอบที่เหมาะสม ไปจนถึงการพิจารณาบริการหลังการขาย กระบวนการตัดสินใจก็จะง่ายขึ้นและมีทิศทางที่ชัดเจน การลงทุนเวลาในการศึกษาข้อมูลและเลือกซื้ออย่างรอบคอบ จะทำให้ได้ E-Bike คู่ใจที่ตอบโจทย์การใช้งาน, มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดี และคุ้มค่ากับการลงทุนในระยะยาว
สำหรับผู้ที่สนใจและกำลังมองหาจักรยานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ความต้องการ GIANT Shopping Mall เป็นศูนย์จำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่หลากหลาย พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำเพื่อช่วยให้การตัดสินใจของคุณง่ายขึ้น
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
FACEBOOK PAGE: GIANT Shopping Mall
LINE: @giantshoppingmall
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000

