5 สิ่งต้องทำ! หลังขี่ E-Bike ลุยฝน ยืดอายุการใช้งาน
การดูแลรักษารถจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหลังการใช้งานท่ามกลางสายฝนเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม แม้ว่ายานพาหนะไฟฟ้าสมัยใหม่ส่วนใหญ่จะถูกออกแบบมาให้มีคุณสมบัติกันน้ำในระดับหนึ่ง แต่ความชื้นยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจสร้างความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าและชิ้นส่วนโลหะในระยะยาวได้ บทความนี้จะนำเสนอ 5 สิ่งต้องทำ! หลังขี่ E-Bike ลุยฝน ยืดอายุการใช้งาน ซึ่งเป็นขั้นตอนพื้นฐานแต่สำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันสนิม, ลดความเสี่ยงไฟฟ้าลัดวงจร, และบำรุงรักษาแบตเตอรี่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- การทำความสะอาดทันที: การเช็ดตัวรถและชิ้นส่วนต่างๆ ให้แห้งทันทีหลังลุยฝนเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดในการป้องกันการเกิดสนิมและการกัดกร่อน
- ความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า: การตรวจสอบและทำให้บริเวณส่วนประกอบไฟฟ้า เช่น กล่องควบคุม, หน้าจอ, และขั้วแบตเตอรี่แห้งสนิท เป็นการป้องกันความเสียหายร้ายแรงจากไฟฟ้าลัดวงจร
- การป้องกันเชิงรุก: การใช้สเปรย์ไล่ความชื้นในจุดที่เข้าถึงยากช่วยลดความเสี่ยงการเกิดออกซิเดชันที่ขั้วไฟฟ้าและปุ่มควบคุมต่างๆ
- การดูแลแบตเตอรี่: การจัดการแบตเตอรี่อย่างถูกวิธีหลังเผชิญความชื้น รวมถึงการชาร์จและการจัดเก็บที่เหมาะสม เป็นหัวใจของการยืดอายุการใช้งาน
- ข้อควรระวัง: การหลีกเลี่ยงการขี่ลุยน้ำลึกและการชาร์จไฟทันทีหลังรถเปียก เป็นมาตรการป้องกันที่ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับผู้ใช้งานจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า การเผชิญกับสภาพอากาศที่ไม่คาดคิดอย่างฝนตกเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก การทราบถึงขั้นตอนการดูแลรักษาที่ถูกต้องจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทำความสะอาด แต่เป็นการลงทุนเพื่อรักษาประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานของยานพาหนะคู่ใจให้ยาวนานที่สุด การละเลยปัญหาความชื้นสะสมอาจนำไปสู่ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงที่สูงเกินความจำเป็นในอนาคต
เนื้อหาต่อไปนี้จะลงลึกในรายละเอียดของแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่อุปกรณ์ที่ควรใช้ไปจนถึงเทคนิคการดูแลในแต่ละส่วน เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องและมั่นใจได้ว่า E-Bike จะพร้อมใช้งานอย่างปลอดภัยในทุกสภาวะ
ความสำคัญของการดูแล E-Bike หลังเผชิญฝน
น้ำและไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ไม่ควรอยู่ใกล้กันฉันใด น้ำและความชื้นก็เป็นศัตรูตัวฉกาจของชิ้นส่วนโลหะและระบบอิเล็กทรอนิกส์ใน E-Bike ฉันนั้น การเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจะช่วยให้ตระหนักถึงความจำเป็นในการดูแลรักษาหลังการใช้งานในวันที่ฝนตกมากยิ่งขึ้น
ความเสียหายหลักที่เกิดจากความชื้นสามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ ความเสียหายทางกายภาพ และความเสียหายทางไฟฟ้า:
- ความเสียหายทางกายภาพ: ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ “สนิม” ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันของโลหะเมื่อสัมผัสกับน้ำและออกซิเจนในอากาศ สนิมไม่เพียงทำให้รูปลักษณ์ของรถดูเก่าและไม่สวยงาม แต่ยังส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของโครงสร้างในระยะยาวอีกด้วย จุดที่เสี่ยงต่อการเกิดสนิมได้ง่าย ได้แก่ โซ่, เฟือง, น็อตและสกรูต่างๆ, และบริเวณรอยเชื่อมบนตัวถัง นอกจากนี้ ความชื้นยังสามารถทำให้สายเบรกหรือสายเกียร์ฝืด และทำให้ลูกปืนในดุมล้อหรือชุดคอเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ
- ความเสียหายทางไฟฟ้า: นี่คือความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับ E-Bike แม้ว่าผู้ผลิตจะออกแบบให้ส่วนประกอบต่างๆ สามารถกันน้ำได้ในระดับ IP (Ingress Protection) ที่แตกต่างกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถป้องกันน้ำได้ 100% โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับฝนที่ตกหนักหรือการขี่ลุยแอ่งน้ำ น้ำที่เล็ดลอดเข้าไปในระบบอาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรในกล่องควบคุม (Controller), หน้าจอแสดงผล, หรือแม้กระทั่งในตัวแบตเตอรี่ ซึ่งอาจนำไปสู่การทำงานที่ผิดปกติ, ระบบตัดการทำงาน, หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือการเกิดความเสียหายถาวรกับอุปกรณ์เหล่านั้น
ดังนั้น การปฏิบัติตามขั้นตอนการดูแลรักษาอย่างเคร่งครัดจึงเป็นการป้องกันปัญหาเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยประหยัดค่าซ่อมบำรุง และรักษาประสิทธิภาพการทำงานของ E-Bike ให้คงอยู่อย่างยาวนาน
5 ขั้นตอนการดูแล E-Bike ฉบับเร่งด่วนหลังลุยฝน
การดำเนินการอย่างรวดเร็วหลังขี่ E-Bike ลุยฝนเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุด ต่อไปนี้คือ 5 ขั้นตอนที่ควรปฏิบัติให้เป็นนิสัย
ขั้นตอนที่ 1: เช็ดตัวรถและชิ้นส่วนให้แห้งทันที
นี่คือด่านแรกและเป็นขั้นตอนที่ง่ายที่สุดแต่มีความสำคัญอย่างยิ่ง การปล่อยให้รถแห้งเองตามธรรมชาติจะเปิดโอกาสให้น้ำทำปฏิกิริยากับโลหะและเกิดสนิมได้
อุปกรณ์ที่ควรใช้
ควรใช้ผ้าที่สะอาดและดูดซับน้ำได้ดี เช่น ผ้าไมโครไฟเบอร์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำและดักจับฝุ่นได้ดีเยี่ยมโดยไม่ทำให้เกิดรอยขีดข่วนบนสีรถ ควรเตรียมผ้าไว้ 2-3 ผืน: ผืนแรกสำหรับเช็ดคราบสกปรกหยาบๆ, ผืนที่สองสำหรับเช็ดให้แห้ง, และผืนที่สามสำหรับเก็บรายละเอียดในจุดที่เข้าถึงยาก
ขั้นตอนการเช็ดที่ถูกต้อง
เริ่มต้นจากการเช็ดบริเวณโครงสร้างหลัก เช่น ตัวถัง, แฮนด์, และเบาะนั่ง เพื่อกำจัดน้ำส่วนใหญ่ออกไปก่อน จากนั้นให้ความสำคัญกับชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวและเป็นโลหะ เช่น โซ่, ชุดจานหน้า, เฟืองหลัง, และระบบเบรก หากมีคราบโคลนหรือทรายติดอยู่ ควรใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดคราบเหล่านั้นออกไปก่อนอย่างเบามือ แล้วจึงตามด้วยผ้าแห้งสนิทอีกครั้ง การขัดถูแรงๆ ในขณะที่ยังมีทรายติดอยู่อาจทำให้เกิดรอยบนพื้นผิวได้
เหตุผล: การกำจัดความชื้นออกจากพื้นผิวโลหะโดยเร็วที่สุดจะช่วยหยุดกระบวนการออกซิเดชัน และป้องกันการก่อตัวของสนิม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสื่อมสภาพของชิ้นส่วนต่างๆ
ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบและดูแลระบบไฟฟ้าอย่างละเอียด
หลังจากจัดการกับส่วนโครงสร้างภายนอกแล้ว ก็ถึงเวลาตรวจสอบหัวใจของ E-Bike นั่นคือระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นส่วนที่บอบบางและไวต่อความชื้นมากที่สุด
ส่วนประกอบไฟฟ้าที่ต้องตรวจสอบ
ใช้ผ้าแห้งเช็ดทำความสะอาดบริเวณส่วนประกอบไฟฟ้าทุกจุดอย่างระมัดระวัง ได้แก่:
- หน้าจอแสดงผล (Display): เช็ดบริเวณหน้าจอและรอยต่อระหว่างหน้าจอกับตัวเครื่อง
- ชุดปุ่มควบคุม: ปุ่มเปิด-ปิด, ปุ่มปรับระดับความเร็ว, ปุ่มไฟ, และปุ่มแตร
- คันเร่ง (Throttle): หากเป็นระบบคันเร่งแบบมือบิดหรือนิ้วกด
- ช่องเสียบกุญแจ: หากรถมีระบบกุญแจสตาร์ท
- กล่องควบคุม (Controller): โดยปกติจะติดตั้งอยู่ใต้เบาะหรือในกล่องเฉพาะ เช็ดทำความสะอาดภายนอกกล่องให้แห้ง
- ช่องเสียบชาร์จและขั้วแบตเตอรี่: นี่คือจุดที่สำคัญอย่างยิ่ง
การถอดและทำความสะอาดแบตเตอรี่
หากแบตเตอรี่ของ E-Bike สามารถถอดออกได้ ควรถอดออกมาตรวจสอบและทำความสะอาด ใช้ผ้าแห้งเช็ดบริเวณขั้วไฟฟ้าทั้งบนตัวแบตเตอรี่และบนตัวรถให้ปราศจากความชื้น ตรวจสอบดูว่ามีร่องรอยของน้ำซึมเข้าไปในช่องเสียบหรือไม่ หากพบความชื้น ควรปล่อยให้แห้งสนิทก่อนจะใส่แบตเตอรี่กลับเข้าไป
เหตุผล: การป้องกันน้ำเข้าสู่จุดเชื่อมต่อทางไฟฟ้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการหลีกเลี่ยงการลัดวงจร ซึ่งอาจสร้างความเสียหายถาวรให้กับแผงวงจรและแบตเตอรี่ที่มีราคาสูง
ขั้นตอนที่ 3: ใช้สเปรย์ไล่ความชื้นเพื่อการปกป้องเชิงลึก
ในบางจุดที่ผ้าเช็ดเข้าไม่ถึง เช่น ภายในปุ่มกดหรือช่องเสียบต่างๆ ความชื้นอาจยังคงตกค้างอยู่ การใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมจะช่วยกำจัดความชื้นเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเภทของสเปรย์ที่แนะนำ
ควรเลือกใช้ สเปรย์ไล่ความชื้นสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ Contact Cleaner ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อทำความสะอาดและไล่ความชื้นจากแผงวงจรและขั้วไฟฟ้าโดยเฉพาะ สเปรย์ประเภทนี้จะระเหยได้เร็วและไม่ทิ้งคราบนำไฟฟ้าที่เป็นอันตราย หลีกเลี่ยงการใช้สเปรย์อเนกประสงค์บางชนิดที่มีส่วนผสมของน้ำมัน เพราะอาจดึงดูดฝุ่นและสิ่งสกปรกในภายหลัง
วิธีการใช้งานที่ถูกต้อง
ฉีดสเปรย์ในปริมาณเล็กน้อยเข้าไปในบริเวณที่ต้องการ เช่น ช่องว่างรอบๆ ปุ่มกดต่างๆ, ช่องเสียบกุญแจ, และขั้วต่อสายไฟที่มองเห็นได้ จากนั้นปล่อยให้สเปรย์ทำหน้าที่ไล่ความชื้นและระเหยไปเอง ไม่จำเป็นต้องเช็ดออก ควรหลีกเลี่ยงการฉีดสเปรย์โดยตรงไปยังหน้าจอแสดงผลหรือมอเตอร์
เหตุผล: สเปรย์เหล่านี้มีคุณสมบัติในการแทรกซึมเข้าไปแทนที่โมเลกุลของน้ำ ช่วยกำจัดความชื้นที่ตกค้างในจุดที่มองไม่เห็น และสร้างชั้นฟิล์มบางๆ เพื่อป้องกันการเกิดออกซิเดชัน (คราบขี้เกลือ) ที่ขั้วไฟฟ้า ซึ่งเป็นสาเหตุของการเชื่อมต่อที่ไม่ดีหรือสัญญาณขาดหาย
ขั้นตอนที่ 4: ทำให้แห้งสนิทด้วยวิธีธรรมชาติและอุปกรณ์เสริม
หลังจากเช็ดทำความสะอาดและใช้สเปรย์แล้ว ควรให้เวลาเพื่อให้ความชื้นที่อาจหลงเหลืออยู่ภายในระเหยออกไปจนหมด
การเลือกสถานที่จอดที่เหมาะสม
นำ E-Bike ไปจอดในที่ร่มซึ่งมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก เช่น โรงจอดรถที่โปร่ง หรือใต้ชายคาที่มีลมพัดผ่าน การจอดในที่ที่มีลมโกรกจะช่วยเร่งกระบวนการระเหยของความชื้นที่อยู่ในซอกมุมต่างๆ ของตัวรถได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
ควรหลีกเลี่ยงการนำรถไปตากแดดจัดเป็นเวลานานๆ เพราะรังสี UV และความร้อนสูงอาจทำให้ชิ้นส่วนที่เป็นพลาสติก, ยาง, หรือสีของรถเสื่อมสภาพเร็วขึ้น เช่น ปลอกแฮนด์, เบาะ, หรือสายไฟต่างๆ นอกจากนี้ ความร้อนสูงยังส่งผลเสียต่อเซลล์แบตเตอรี่อีกด้วย
การใช้อุปกรณ์เสริม
หากมีเครื่องเป่าลม (Air Blower) สามารถนำมาใช้เป่าลมเบาๆ ไล่น้ำตามจุดที่เข้าถึงยาก เช่น บริเวณดุมล้อ, ซี่ลวด, ใต้บังโคลน, และรอบๆ มอเตอร์ วิธีนี้จะช่วยให้น้ำระเหยออกไปได้เร็วยิ่งขึ้น ควรใช้ลมเย็นหรือลมปกติเท่านั้น ห้ามใช้ลมร้อนจากเครื่องเป่าผมเด็ดขาด
ขั้นตอนที่ 5: จัดการเบรกเกอร์และบำรุงรักษาแบตเตอรี่
ขั้นตอนสุดท้ายเกี่ยวข้องกับการจัดการระบบไฟฟ้าหลักและแบตเตอรี่เพื่อความปลอดภัยและการใช้งานในระยะยาว
การปิดเบรกเกอร์
E-Bike บางรุ่นอาจมีเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) ติดตั้งมาเพื่อเป็นระบบตัดไฟฉุกเฉิน หากรถมีเบรกเกอร์ ควรทำการปิด (สับลง) หลังจากใช้งานและทำความสะอาดเสร็จสิ้น โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้ใช้งานรถเป็นเวลานาน การทำเช่นนี้จะช่วยตัดการเชื่อมต่อของกระแสไฟฟ้าทั้งหมด ป้องกันการรั่วไหลของกระแสไฟที่อาจเกิดขึ้นได้
แนวทางการดูแลแบตเตอรี่หลังโดนความชื้น
ข้อควรจำที่สำคัญที่สุด: ห้ามนำแบตเตอรี่ไปชาร์จทันทีหลังจากขี่ลุยฝน ต้องมั่นใจ 100% ว่าทั้งตัวแบตเตอรี่, ขั้วต่อ, และช่องเสียบชาร์จแห้งสนิทอย่างสมบูรณ์แล้ว
การชาร์จในขณะที่ยังมีความชื้นอยู่อาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรและสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อทั้งแบตเตอรี่และที่ชาร์จ หากไม่แน่ใจ ควรทิ้งไว้อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงในที่อากาศถ่ายเทสะดวกก่อนทำการชาร์จ
หากไม่ได้ใช้งาน E-Bike เป็นเวลาหลายวันหลังลุยฝน ควรตรวจสอบระดับแบตเตอรี่ให้อยู่ในช่วง 50-80% ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการจัดเก็บแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเพื่อยืดอายุการใช้งาน
| ขั้นตอน | ปัญหา/พื้นที่เป้าหมาย | ความเสี่ยงหลักหากละเลย | แนวทางการแก้ไข |
|---|---|---|---|
| 1. เช็ดให้แห้งทันที | ตัวถัง, โครง, โซ่, เฟือง | สนิม, การกัดกร่อน, สีซีดจาง | ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดให้แห้งสนิท |
| 2. ตรวจสอบระบบไฟฟ้า | หน้าจอ, ปุ่มควบคุม, ขั้วแบตเตอรี่ | ไฟฟ้าลัดวงจร, อุปกรณ์เสียหายถาวร | ใช้ผ้าแห้งเช็ด, ถอดแบตเตอรี่ตรวจสอบ |
| 3. ใช้สเปรย์ไล่ความชื้น | ภายในปุ่มกด, ช่องเสียบกุญแจ | ออกซิเดชัน, การเชื่อมต่อขัดข้อง | ฉีด Contact Cleaner ไล่ความชื้น |
| 4. ทำให้แห้งสนิท | ซอกมุมที่เข้าไม่ถึง, ภายในโครง | ความชื้นสะสม, เชื้อรา, สนิมภายใน | จอดในที่ลมโกรก, ใช้เครื่องเป่าลมเย็น |
| 5. จัดการแบตเตอรี่ | แบตเตอรี่และช่องชาร์จ | แบตเตอรี่เสื่อม, ไฟฟ้าลัดขณะชาร์จ | รอให้แห้งสนิทก่อนชาร์จ, ปิดเบรกเกอร์ |
ข้อควรระวังเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
นอกเหนือจาก 5 ขั้นตอนหลักแล้ว ยังมีข้อควรปฏิบัติเพิ่มเติมที่ช่วยเสริมความปลอดภัยและป้องกันความเสียหายได้ดียิ่งขึ้น
- หลีกเลี่ยงการขี่ลุยน้ำลึก: มาตรฐานการกันน้ำของ E-Bike ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อทนทานต่อฝนหรือน้ำที่กระเซ็นใส่ ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับการจมน้ำ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว ไม่ควรขี่ลุยน้ำที่มีระดับความสูงเกินครึ่งหนึ่งของดุมล้อ เพราะแรงดันน้ำอาจดันให้น้ำซึมผ่านซีลเข้าไปในมอเตอร์หรือชุดลูกปืนได้
- การรับมือหลังลุยน้ำท่วม: หากมีความจำเป็นต้องขี่ลุยน้ำที่ท่วมขังหรือมีความลึกเป็นพิเศษ ควรนำรถไปให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบระบบโดยละเอียดทันทีที่ทำได้ เพื่อตรวจสอบว่ามีน้ำเข้าไปสร้างความเสียหายภายในมอเตอร์, กล่องควบคุม, หรือส่วนอื่นๆ หรือไม่
- การหล่อลื่นหลังทำความสะอาด: หลังจากทำความสะอาดและเช็ดโซ่จนแห้งสนิทแล้ว ควรทำการหล่อลื่นโซ่ด้วยน้ำมันหล่อลื่นสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันสนิมและลดการสึกหรอของชุดขับเคลื่อน
สรุปแนวทางการดูแลรักษาเพื่อยืดอายุ E-Bike
การดูแลจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหลังการใช้งานในวันฝนตกอย่างถูกวิธี เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยยืดอายุการใช้งานและรักษาประสิทธิภาพของยานพาหนะให้ดีอยู่เสมอ การปฏิบัติตาม 5 สิ่งต้องทำ! หลังขี่ E-Bike ลุยฝน ยืดอายุการใช้งาน อย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันปัญหาร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นจากความชื้นได้
โดยสรุปแล้ว การเช็ดตัวรถให้แห้งทันที, การตรวจสอบระบบไฟฟ้าอย่างละเอียด, การใช้สเปรย์ไล่ความชื้นในจุดที่จำเป็น, การปล่อยให้รถแห้งสนิทในที่อากาศถ่ายเท, และการจัดการแบตเตอรี่อย่างปลอดภัย ถือเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่ผู้ใช้งานทุกคนควรปฏิบัติ การลงทุนเวลาเพียงเล็กน้อยในการดูแลรักษาหลังการใช้งาน จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในระยะยาว และทำให้มั่นใจได้ว่า E-Bike คู่ใจจะพร้อมสำหรับทุกการเดินทางอย่างปลอดภัยและเต็มประสิทธิภาพ
ศูนย์บริการและข้อมูลติดต่อ
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า, สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า, หรือ E-Bike คุณภาพ ที่ GIANT Shopping Mall มีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ พร้อมทีมงานที่เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาทั้งก่อนและหลังการขาย
หากมีความกังวลเกี่ยวกับสภาพรถหลังลุยฝน หรือต้องการตรวจเช็คสภาพ E-Bike สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
- ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
- เวลาทำการ: วันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
- เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
- ช่องทางออนไลน์: FACEBOOK PAGE, LINE, หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์
