E-Bike ต้องทำ พ.ร.บ. ไหม? เจาะลึกกฎหมายใหม่ที่อาจมาถึง
- สถานะทางกฎหมายของ E-Bike ในปัจจุบัน
- เจาะลึกสถานะของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในกฎหมายไทย (อัปเดต 2025)
- แนวโน้มกฎหมาย E-Bike ใหม่: สิ่งที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคต
- เปรียบเทียบกฎหมาย E-Bike ในต่างประเทศ: ภาพสะท้อนสู่ไทย
- ผู้ใช้งาน E-Bike ควรเตรียมตัวอย่างไรกับกฎหมายที่อาจเปลี่ยนแปลง
- บทสรุปและแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ใช้ E-Bike
จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในฐานะยานพาหนะทางเลือกที่สะดวกและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ท่ามกลางความนิยมนี้ คำถามสำคัญที่ผู้ใช้จำนวนมากสงสัยคือสถานะทางกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า E-Bike ต้องทำ พ.ร.บ. ไหม? เจาะลึกกฎหมายใหม่ที่อาจมาถึง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจอย่างละเอียดเพื่อการใช้งานที่ถูกต้องและปลอดภัย
สถานะทางกฎหมายของ E-Bike ในปัจจุบัน
เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต จำเป็นต้องพิจารณาประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้:
- เกณฑ์การจำแนก: ปัจจุบันกฎหมายไทยแยก E-Bike ออกจากรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโดยใช้กำลังมอเตอร์และความเร็วสูงสุดเป็นเกณฑ์หลัก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาระหน้าที่ของผู้ขับขี่
- สถานะปัจจุบัน: E-Bike ส่วนใหญ่ในท้องตลาดที่มีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 250 วัตต์ และความเร็วสูงสุดไม่เกิน 25 กม./ชม. ยังไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนหรือทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.)
- แนวโน้มในอนาคต: มีความเป็นไปได้สูงที่ภาครัฐจะออกกฎหมายใหม่เพื่อควบคุม E-Bike และยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กให้มีความชัดเจนและรัดกุมมากขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงการบังคับทำ พ.ร.บ. สำหรับ E-Bike บางประเภท
- การเตรียมความพร้อม: ผู้ใช้งานควรศึกษาข้อมูลจำเพาะของ E-Bike ที่ตนครอบครอง และติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก (Micro-mobility) โดยเฉพาะจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเดินทางในเขตเมืองทั่วประเทศไทย ความสะดวกสบายในการใช้งานและค่าใช้จ่ายที่ต่ำทำให้ E-Bike กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนทุกเพศทุกวัย อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้งานอย่างรวดเร็วก็ได้นำมาซึ่งความท้าทายด้านกฎระเบียบและความปลอดภัยบนท้องถนน ทำให้หน่วยงานภาครัฐต้องหันมาทบทวนข้อบังคับที่มีอยู่เดิม เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและพฤติกรรมการใช้งานที่เปลี่ยนไป
ประเด็นเรื่องการทำประกันภัยภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. จึงกลายเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง เนื่องจากอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับ E-Bike มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังไม่มีระบบคุ้มครองผู้ประสบภัยที่ชัดเจนเหมือนกับรถจักรยานยนต์ทั่วไป บทความนี้จะเจาะลึกถึงสถานะทางกฎหมายของ E-Bike ในปัจจุบัน วิเคราะห์แนวโน้มของกฎหมายใหม่ที่อาจถูกนำมาบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้ พร้อมเปรียบเทียบกับกฎระเบียบในต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเตรียมความพร้อมและใช้งาน E-Bike ได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ
เจาะลึกสถานะของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในกฎหมายไทย (อัปเดต 2025)
ณ ปัจจุบัน กฎหมายไทยยังไม่มีการบัญญัติคำว่า “จักรยานไฟฟ้า” หรือ “E-Bike” ไว้อย่างเป็นทางการ แต่จะใช้การตีความตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เป็นหลัก โดยอาศัยคุณสมบัติของตัวรถเป็นเกณฑ์ในการจำแนกประเภท ซึ่งนำไปสู่การแบ่ง E-Bike ออกเป็นสองกลุ่มหลักที่มีข้อบังคับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เกณฑ์การจำแนก: จักรยานไฟฟ้า vs. รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
หัวใจสำคัญของการพิจารณาสถานะทางกฎหมายของ E-Bike อยู่ที่ “กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า” และ “ความเร็วสูงสุด” ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่ายานพาหนะคันนั้นจะถูกจัดอยู่ในประเภท “จักรยาน” หรือ “รถจักรยานยนต์”
- E-Bike ที่ถือเป็น “จักรยาน”: คือจักรยานไฟฟ้าที่มีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 250 วัตต์ และมีความเร็วสูงสุดที่ทำได้ไม่เกิน 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยานพาหนะในกลุ่มนี้ตามกฎหมายจะถูกตีความว่าเป็น “รถจักรยาน” ซึ่งหมายความว่าไม่ต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก และไม่ต้องทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.)
- E-Bike ที่ถือเป็น “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า”: คือจักรยานไฟฟ้าที่มีกำลังมอเตอร์ตั้งแต่ 250 วัตต์ขึ้นไป หรือสามารถทำความเร็วสูงสุดได้เกิน 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยานพาหนะกลุ่มนี้จะเข้าข่ายเป็น “รถจักรยานยนต์” ตามคำนิยามของกฎหมาย ดังนั้นจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ทั่วไป คือต้องนำรถไปจดทะเบียนเพื่อขอรับแผ่นป้ายทะเบียน และต้องจัดทำ พ.ร.บ. เพื่อเป็นหลักประกันความคุ้มครองหากเกิดอุบัติเหตุ
| คุณสมบัติ | E-Bike (สถานะ: จักรยาน) | E-Bike (สถานะ: รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า) |
|---|---|---|
| กำลังมอเตอร์ | ไม่เกิน 250 วัตต์ | 250 วัตต์ขึ้นไป |
| ความเร็วสูงสุด | ไม่เกิน 25 กม./ชม. | เกิน 45 กม./ชม. ขึ้นไป |
| การจดทะเบียน | ไม่ต้องจดทะเบียน | ต้องจดทะเบียน |
| การทำ พ.ร.บ. | ไม่ต้องทำ | ต้องทำภาคบังคับ |
| ใบขับขี่ | ไม่ต้องมี | ต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ |
ข้อบังคับสำหรับ E-Bike ที่ไม่เข้าข่ายต้องจดทะเบียน
แม้ว่า E-Bike ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ “จักรยาน” จะได้รับการยกเว้นจากการจดทะเบียนและทำ พ.ร.บ. แต่ผู้ขับขี่ยังคงต้องปฏิบัติตามกฎจราจรสำหรับรถจักรยานอย่างเคร่งครัด ซึ่งรวมถึง:
- การสวมหมวกนิรภัย: เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และลดความรุนแรงหากเกิดอุบัติเหตุ
- การใช้ช่องทางจราจร: ต้องขับขี่ในช่องทางที่กำหนดสำหรับจักรยาน หรือชิดขอบทางด้านซ้าย
- การให้สัญญาณ: ต้องให้สัญญาณมือเมื่อต้องการเลี้ยวหรือหยุดรถ
- อุปกรณ์ส่วนควบ: รถควรมีเบรกที่ใช้งานได้ดี, ไฟหน้า-หลัง, และกระดิ่งหรือแตรสัญญาณ
การละเลยข้อบังคับเหล่านี้อาจนำไปสู่การถูกเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายจราจรได้เช่นเดียวกับผู้ขับขี่จักรยานทั่วไป
แนวโน้มกฎหมาย E-Bike ใหม่: สิ่งที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ด้วยจำนวน E-Bike บนท้องถนนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐ ทำให้เกิดแรงผลักดันให้มีการทบทวนและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กให้มีความชัดเจนและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยมีแนวโน้มว่าภายในปี 2025 หรือหลังจากนั้น อาจมีการประกาศใช้กฎหมายใหม่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้งาน E-Bike ทั่วประเทศ
ประเด็นสำคัญที่ภาครัฐกำลังพิจารณา
การร่างกฎหมายใหม่มีเป้าหมายเพื่อจัดระเบียบการใช้งาน สร้างมาตรฐานความปลอดภัย และกำหนดความรับผิดชอบให้ชัดเจน โดยประเด็นที่อยู่ในระหว่างการพิจารณา ได้แก่:
- การจำแนกประเภท E-Bike ที่ละเอียดขึ้น: อาจมีการแบ่งประเภท E-Bike มากกว่าสองกลุ่มในปัจจุบัน โดยใช้เกณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้น เช่น กำลังมอเตอร์, ความเร็วสูงสุด, และน้ำหนักของตัวรถ เพื่อกำหนดข้อบังคับที่เหมาะสมกับยานพาหนะแต่ละประเภท
- การกำหนดให้ E-Bike บางประเภทต้องจดทะเบียนและทำ พ.ร.บ.: มีแนวโน้มสูงที่ E-Bike ซึ่งมีสมรรถนะสูงกว่าจักรยานทั่วไป แต่ยังไม่เข้าข่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ อาจถูกกำหนดให้ต้องจดทะเบียนในรูปแบบเฉพาะ และบังคับให้ทำ พ.ร.บ. เพื่อให้มีหลักประกันคุ้มครองผู้ประสบภัย
- การกำหนดพื้นที่ใช้งาน (Zoning): กฎหมายใหม่อาจมีการระบุโซนหรือพื้นที่ที่อนุญาตให้ E-Bike ใช้งานได้อย่างชัดเจน เช่น ห้ามขับขี่บนทางเท้าโดยเด็ดขาด หรือจำกัดการใช้งานบนถนนสายหลักที่มีการจราจรหนาแน่น
- การควบคุมการดัดแปลง (Anti-Tampering): เพื่อป้องกันปัญหาการนำ E-Bike ไปปลดล็อกความเร็วหรือปรับแต่งมอเตอร์ให้มีกำลังสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง อาจมีการออกมาตรการทางกฎหมายที่เอาผิดกับการดัดแปลงดังกล่าวอย่างจริงจัง ทั้งกับผู้ใช้งานและผู้ให้บริการดัดแปลง
ตัวอย่างข้อบังคับใหม่ที่อาจเกิดขึ้น
จากแนวทางที่ภาครัฐกำลังพิจารณา สามารถคาดการณ์ตัวอย่างข้อบังคับที่อาจถูกนำมาใช้ได้ดังนี้:
- การบังคับติดป้ายแสดงข้อมูลจำเพาะ: E-Bike ที่มีกำลังมอเตอร์เกิน 250 วัตต์ หรือทำความเร็วได้เกิน 25 กม./ชม. อาจต้องมีป้ายหรือสติกเกอร์ที่ออกโดยหน่วยงานราชการ เพื่อแสดงข้อมูลสำคัญของตัวรถ และต้องมีใบรับรองมาตรฐานจากผู้ผลิตประกอบการซื้อขาย
- ข้อกำหนดด้านใบอนุญาตขับขี่: อาจมีการกำหนดให้ผู้ขับขี่ E-Bike บางประเภทต้องผ่านการอบรมและมีใบอนุญาตหรือบัตรผู้ขับขี่เฉพาะสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ขับขี่มีความรู้ความเข้าใจในกฎจราจรและทักษะการขับขี่ที่ปลอดภัย
- การเพิ่มบทลงโทษ: บทลงโทษสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอาจมีความรุนแรงมากขึ้น เช่น การเพิ่มอัตราค่าปรับ การยึดรถ หรือการตัดคะแนนความประพฤติในการขับรถ
เปรียบเทียบกฎหมาย E-Bike ในต่างประเทศ: ภาพสะท้อนสู่ไทย
ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่เผชิญกับความท้าทายในการกำกับดูแล E-Bike หลายประเทศทั่วโลกได้ผ่านช่วงเวลาของการปรับตัวและออกกฎหมายมารองรับก่อนหน้านี้แล้ว การศึกษาแนวทางจากต่างประเทศจึงเป็นภาพสะท้อนที่ช่วยให้คาดการณ์ทิศทางของกฎหมายไทยในอนาคตได้
สหรัฐอเมริกา: ระบบการจำแนกตามคลาส (Class System)
ในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา มีการนำระบบจำแนก E-Bike ออกเป็น 3 คลาส (Class 1, 2, และ 3) มาใช้ ซึ่งช่วยให้การกำกับดูแลมีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับประเภทของจักรยานไฟฟ้า:
- Class 1: เป็นแบบ Pedal-Assist (มอเตอร์ทำงานเมื่อปั่น) และมอเตอร์จะตัดการทำงานเมื่อความเร็วถึง 20 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 32 กม./ชม.)
- Class 2: มีคันเร่ง (Throttle) และมอเตอร์จะตัดการทำงานที่ความเร็ว 20 ไมล์ต่อชั่วโมงเช่นกัน
- Class 3: เป็นแบบ Pedal-Assist ที่มีความเร็วสูงขึ้น โดยมอเตอร์จะตัดการทำงานเมื่อความเร็วถึง 28 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 45 กม./ชม.) และมักมีข้อกำหนดเพิ่มเติม เช่น ผู้ขับขี่ต้องสวมหมวกกันน็อก และอาจห้ามเด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์ใช้งาน
กฎหมายในแต่ละรัฐจะแตกต่างกันไปในเรื่องข้อกำหนดอายุผู้ขับขี่ การบังคับสวมหมวกกันน็อก และพื้นที่ที่อนุญาตให้ขับขี่สำหรับแต่ละคลาส
สหภาพยุโรป: มาตรฐานกลางที่เข้มงวด
ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ยึดถือมาตรฐานที่คล้ายคลึงกับกฎหมายไทยในปัจจุบัน คือ E-Bike ที่จะถูกจัดเป็น “จักรยาน” (Pedelecs) ต้องมีกำลังมอเตอร์ต่อเนื่องไม่เกิน 250 วัตต์, เป็นระบบ Pedal-Assist เท่านั้น (ไม่มีคันเร่ง) และมอเตอร์ต้องหยุดทำงานเมื่อความเร็วเกิน 25 กม./ชม. หากยานพาหนะมีคุณสมบัติเกินกว่านี้ เช่น มีคันเร่ง หรือทำความเร็วได้สูงกว่า จะถูกจัดเป็น “Speed Pedelecs” หรือ “Moped” ซึ่งต้องทำการจดทะเบียน, ทำประกันภัย, และผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่
สิงคโปร์: เน้นการควบคุมและการจดทะเบียน
สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีกฎระเบียบเข้มงวดมากที่สุดแห่งหนึ่ง โดยกำหนดให้ E-Bike ทุกคันต้องผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยและต้องนำไปจดทะเบียนกับหน่วยงาน Land Transport Authority (LTA) เพื่อรับแผ่นป้ายทะเบียน นอกจากนี้ยังมีการบังคับห้ามใช้งาน E-Bike บนทางเท้าอย่างเด็ดขาด และมีบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับผู้ที่ทำการดัดแปลงรถให้ผิดไปจากมาตรฐานที่กำหนด
ผู้ใช้งาน E-Bike ควรเตรียมตัวอย่างไรกับกฎหมายที่อาจเปลี่ยนแปลง
ในขณะที่รอความชัดเจนของกฎหมายใหม่ ผู้ใช้งาน E-Bike ในปัจจุบันสามารถเตรียมความพร้อมและลดความเสี่ยงทางกฎหมายได้ด้วยการปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้
การตรวจสอบคุณสมบัติของ E-Bike ก่อนใช้งาน
ก่อนตัดสินใจซื้อหรือนำ E-Bike ออกมาใช้งาน ควรตรวจสอบข้อมูลจำเพาะ (Specification) ของตัวรถให้ละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังของมอเตอร์ (หน่วยเป็นวัตต์) และความเร็วสูงสุดที่รถสามารถทำได้ หากพบว่ารถมีคุณสมบัติเกินกว่าเกณฑ์ 250 วัตต์ หรือ 25 กม./ชม. ควรตระหนักว่ารถคันดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการจดทะเบียนและทำ พ.ร.บ. ตามกฎหมายปัจจุบัน และควรเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องให้พร้อมเผื่อมีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต
ข้อควรระวังในการใช้งานและการดัดแปลง
การใช้งาน E-Bike ควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรกและปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด สิ่งสำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการดัดแปลงสภาพรถโดยเด็ดขาด
การปรับแต่ง E-Bike เพื่อเพิ่มกำลังมอเตอร์หรือปลดล็อกความเร็ว ถือเป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงและอาจผิดกฎหมายในอนาคต หากกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ การดัดแปลงดังกล่าวอาจส่งผลให้รถถูกยึดและผู้ครอบครองอาจต้องรับโทษทั้งจำและปรับ
การติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ
สถานการณ์ทางกฎหมายสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ดังนั้น ผู้ใช้งาน E-Bike ควรติดตามข่าวสารและประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กรมการขนส่งทางบก, สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.), และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) การรับข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจะช่วยให้เข้าใจข้อบังคับใหม่ได้อย่างถูกต้องและปฏิบัติตามได้อย่างทันท่วงที
บทสรุปและแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ใช้ E-Bike
โดยสรุปแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า E-Bike ต้องทำ พ.ร.บ. ไหม? ในปัจจุบัน (ปี 2025) คือ E-Bike ที่มีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 250 วัตต์ และความเร็วสูงสุดไม่เกิน 25 กม./ชม. ยังไม่ต้องทำ พ.ร.บ. และไม่ต้องจดทะเบียน แต่หากมีคุณสมบัติเกินกว่านี้ จะต้องดำเนินการตามกฎหมายเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในอนาคตอันใกล้นั้นชัดเจนว่าภาครัฐกำลังมุ่งหน้าสู่การออกกฎหมายใหม่เพื่อควบคุม E-Bike และยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กให้เป็นระบบมากขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงการบังคับทำ พ.ร.บ. สำหรับ E-Bike บางประเภทที่ปัจจุบันยังได้รับการยกเว้น เพื่อสร้างความปลอดภัยและเป็นธรรมให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน ดังนั้น การเตรียมความพร้อมด้วยการเลือกใช้ E-Bike ที่มีมาตรฐาน, ปฏิบัติตามกฎจราจร, และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด จึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้งานทุกคนในเวลานี้
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่ได้มาตรฐานและออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทาง สามารถเลือกชมสินค้าคุณภาพได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าที่พร้อมให้คำแนะนำเพื่อให้ได้ยานพาหนะที่เหมาะสมและถูกต้องตามกฎระเบียบ สามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม หรือติดตามข่าวสารได้ทาง FACEBOOK PAGE และ LINE
