ขี่จักรยานไฟฟ้าต้องมีใบขับขี่ไหม? สรุปกฎหมาย 2569
- ประเด็นสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับกฎหมายจักรยานไฟฟ้า
- ไขข้อข้องใจกฎหมายจักรยานไฟฟ้าในประเทศไทย
- หลักการตีความตามกฎหมายปัจจุบัน: จักรยานไฟฟ้า vs. รถจักรยานยนต์
- การจำแนกประเภทจักรยานไฟฟ้าตามลักษณะการใช้งานและผลทางกฎหมาย
- สรุปสถานการณ์ล่าสุดปี 2569: สิ่งที่ผู้ใช้งานต้องรู้
- คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับผู้ขับขี่และผู้ที่สนใจ
- บทสรุปและแนวทางการเลือกซื้อจักรยานไฟฟ้า
จักรยานไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในฐานะยานพาหนะทางเลือกที่สะดวกและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม สถานะทางกฎหมายของยานพาหนะประเภทนี้ยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความสับสนให้กับผู้ใช้งานจำนวนมาก โดยเฉพาะคำถามสำคัญที่ว่า การขี่จักรยานไฟฟ้าจำเป็นต้องมีใบอนุญาตขับขี่และต้องจดทะเบียนเหมือนรถจักรยานยนต์หรือไม่ บทความนี้จะวิเคราะห์และสรุปข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องล่าสุดในปี 2569 เพื่อให้ผู้ใช้งานและผู้ที่สนใจเข้าใจถึงข้อบังคับและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง
ประเด็นสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับกฎหมายจักรยานไฟฟ้า
- กฎหมายไทยยังไม่มีนิยามเฉพาะ: ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่กำหนดนิยามของ “จักรยานไฟฟ้า” (E-bike) ไว้อย่างชัดเจน ทำให้การบังคับใช้กฎหมายต้องอ้างอิงและตีความตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งพิจารณาจากลักษณะและสมรรถนะของตัวรถเป็นหลัก
- จักรยานไฟฟ้าความเร็วสูงเข้าข่าย “รถจักรยานยนต์”: หากจักรยานไฟฟ้ามีลักษณะการทำงานใกล้เคียงกับรถจักรยานยนต์ เช่น มีคันเร่งบิดได้ด้วยมือ ทำความเร็วได้สูง และไม่ต้องใช้แรงปั่นควบคู่ จะถูกตีความว่าเป็น “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ซึ่งจำเป็นต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกและผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์
- สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไม่สามารถจดทะเบียนได้: กรมการขนส่งทางบกมีแนวทางชัดเจนว่าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและยานพาหนะส่วนบุคคลไฟฟ้า (Personal Mobility Vehicle) ประเภทอื่นๆ ไม่สามารถจดทะเบียนได้ ดังนั้นจึงห้ามนำมาใช้งานบนทางสาธารณะหรือถนนโดยเด็ดขาด
- จักรยานไฟฟ้าแบบช่วยปั่นอยู่ในพื้นที่สีเทา: สำหรับจักรยานไฟฟ้าที่มีมอเตอร์ช่วยผ่อนแรงขณะปั่น (Pedal-Assist) และความเร็วสูงสุดของมอเตอร์ไม่สูง (มักไม่เกิน 25 กม./ชม.) ยังคงเป็นพื้นที่ที่ไม่มีความชัดเจนทางกฎหมาย ในทางปฏิบัติอาจได้รับการอนุโลมให้ใช้งานได้ในบางพื้นที่ แต่ยังคงมีความเสี่ยงในการถูกตีความจากเจ้าหน้าที่
ไขข้อข้องใจกฎหมายจักรยานไฟฟ้าในประเทศไทย
คำถามที่ว่า ขี่จักรยานไฟฟ้าต้องมีใบขับขี่ไหม? สรุปกฎหมาย 2569 เป็นข้อสงสัยสำคัญสำหรับผู้ใช้ในปัจจุบัน เนื่องจากความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทำให้เกิดการใช้งานบนท้องถนนอย่างแพร่หลาย คำตอบของคำถามนี้ไม่ได้ตรงไปตรงมา แต่ขึ้นอยู่กับ “ประเภท” และ “สมรรถนะ” ของจักรยานไฟฟ้าคันนั้นๆ เป็นสำคัญ เนื่องจากกฎหมายของประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่ได้มีการบัญญัติข้อกำหนดสำหรับยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กเหล่านี้ไว้โดยเฉพาะ การพิจารณาจึงต้องอาศัยการตีความตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ ซึ่งก็คือพระราชบัญญัติรถยนต์เป็นหลัก
ความสำคัญของประเด็นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้งานทุกคน ตั้งแต่ผู้ที่ใช้จักรยานไฟฟ้าเพื่อการเดินทางในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ใช้เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ไปจนถึงผู้ประกอบการที่ให้บริการเช่าหรือจำหน่าย การทำความเข้าใจข้อกฎหมายที่ถูกต้องไม่เพียงแต่ช่วยให้สามารถใช้งานได้อย่างสบายใจและหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยบนท้องถนนและความรับผิดชอบในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุอีกด้วย การขาดความชัดเจนทางกฎหมายนี้เองที่ทำให้เกิดความสับสนและแนวทางการปฏิบัติที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่
หลักการตีความตามกฎหมายปัจจุบัน: จักรยานไฟฟ้า vs. รถจักรยานยนต์
หัวใจของการพิจารณาว่าจักรยานไฟฟ้าจำเป็นต้องมีใบขับขี่หรือจดทะเบียนหรือไม่นั้น อยู่ที่การตีความว่ายานพาหนะดังกล่าวเข้าข่ายเป็น “รถ” ตามคำนิยามในกฎหมายหรือไม่ โดยมีกฎหมายหลักที่ใช้ในการพิจารณาคือ พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ. การจราจรทางบก พ.ศ. 2522
หัวใจสำคัญของ พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522
ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ได้ให้นิยามของ “รถจักรยานยนต์” ว่าเป็นรถที่เดินด้วยกำลังเครื่องยนต์หรือกำลังไฟฟ้าและมีล้อไม่เกินสองล้อ ถ้ามีพ่วงข้างมีล้อเพิ่มอีกไม่เกินหนึ่งล้อ จากนิยามนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการตีความ โดยหลักการสำคัญแบ่งได้เป็น 2 กรณี:
- หากเข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์: ยานพาหนะไฟฟ้านั้นจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์ทุกประการ ซึ่งหมายความว่าต้องนำรถไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกเพื่อให้ได้แผ่นป้ายทะเบียน, ต้องมีการจัดทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.), และผู้ขับขี่จะต้องมีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ที่ยังไม่หมดอายุ
- หากไม่เข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์: ในกรณีนี้ ยานพาหนะดังกล่าวจะไม่สามารถนำมาจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์ได้ และเมื่อไม่สามารถจดทะเบียนได้ ก็จะส่งผลให้ไม่สามารถนำมาใช้งานบนทางสาธารณะหรือถนนได้เช่นกัน การใช้งานจะถูกจำกัดอยู่เพียงในพื้นที่ส่วนบุคคล เช่น ภายในหมู่บ้านจัดสรร, รีสอร์ต, โรงงานอุตสาหกรรม หรือพื้นที่ปิดอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นทางสัญจรสาธารณะ
กรณีศึกษา: สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและบทสรุปจากกรมการขนส่งทางบก
เพื่อทำความเข้าใจหลักการตีความให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถพิจารณาจากกรณีของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งกรมการขนส่งทางบกได้เคยให้ข้อมูลและยืนยันแนวทางไว้อย่างเป็นทางการแล้วว่า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไม่สามารถนำมาจดทะเบียนตาม พ.ร.บ. รถยนต์ได้ เนื่องจากลักษณะและโครงสร้างของตัวรถไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับรถจักรยานยนต์ ดังนั้น การนำสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามาวิ่งบนถนนหรือทางเท้าจึงถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
ผู้ที่นำสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหรือยานพาหนะที่ไม่สามารถจดทะเบียนได้มาใช้งานบนทางสาธารณะ อาจมีความผิดตามกฎหมายหลายบทบัญญัติ เช่น
- ความผิดฐานนำรถที่ไม่ได้จดทะเบียนมาใช้ในทาง: มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท
- ความผิดฐานใช้รถที่ไม่มีเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี: มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
- ความผิดฐานไม่มีใบอนุญาตขับรถ: เนื่องจากรถถูกตีความว่าต้องใช้ใบอนุญาต แต่ผู้ขับขี่ไม่มี จึงมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ตรรกะเดียวกันนี้ถูกนำมาปรับใช้กับจักรยานไฟฟ้า หากจักรยานไฟฟ้าคันใดมีรูปแบบ สมรรถนะ และลักษณะการใช้งานที่ใกล้เคียงกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เช่น มีคันเร่งที่สามารถขับเคลื่อนรถได้โดยไม่ต้องปั่น ทำความเร็วได้สูง ก็จะถูกตีความว่าเป็นรถจักรยานยนต์ และต้องเข้าสู่กระบวนการจดทะเบียนและผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่เช่นเดียวกัน หากไม่สามารถจดทะเบียนได้ ก็จะกลายเป็นรถที่ห้ามวิ่งบนถนนสาธารณะทันที
การจำแนกประเภทจักรยานไฟฟ้าตามลักษณะการใช้งานและผลทางกฎหมาย
เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับกำลังมอเตอร์ (วัตต์) หรือความเร็วสูงสุดสำหรับจักรยานไฟฟ้าโดยเฉพาะเหมือนในหลายประเทศ การจำแนกประเภทเพื่อประเมินความเสี่ยงทางกฎหมายจึงต้องอาศัยการแบ่งตามลักษณะการใช้งานและสมรรถนะของตัวรถ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้
ตารางเปรียบเทียบ: ประเภทของยานพาหนะไฟฟ้าและการตีความในไทย
| ประเภท | ลักษณะเด่น | แนวทางการตีความตามกฎหมาย (ปัจจุบัน) |
|---|---|---|
| จักรยานไฟฟ้าแบบช่วยปั่น (Pedal-Assist / Pedelec) | มอเตอร์ทำงานเพื่อช่วยผ่อนแรงเมื่อผู้ขับขี่ปั่นเท่านั้น ไม่มีคันเร่งแยก ความเร็วสูงสุดจากมอเตอร์มักถูกจำกัดไว้ไม่เกิน 25 กม./ชม. ยังคงลักษณะความเป็น “จักรยาน” เป็นหลัก | ยังอยู่ในพื้นที่สีเทาทางกฎหมาย ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ตำรวจในหลายพื้นที่มักอนุโลมและมองว่าเป็นจักรยาน ไม่เรียกตรวจใบขับขี่หรือทะเบียน แต่ยังไม่มีการรับรองสถานะนี้อย่างเป็นทางการ |
| จักรยานไฟฟ้าแบบมีคันเร่ง (Throttle E-bike) | มีคันเร่งที่มือจับ สามารถบิดเพื่อเร่งความเร็วได้โดยไม่ต้องปั่น เหมือนรถจักรยานยนต์ทั่วไป ทำความเร็วได้สูง (เช่น 40-50 กม./ชม. หรือมากกว่า) | มีแนวโน้มสูงมากที่จะถูกตีความว่าเป็น รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า จำเป็นต้องจดทะเบียนและผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับรถ หากขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งจะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย |
| สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า / Hoverboard | ไม่ใช่จักรยาน ยืนขับขี่เป็นหลัก ไม่มีที่ปั่น มักมีความเร็วและโครงสร้างที่ไม่เข้าเกณฑ์ความปลอดภัยสำหรับรถจักรยานยนต์ | กรมการขนส่งทางบกระบุชัดเจนว่า ไม่สามารถจดทะเบียนได้ ดังนั้นจึงห้ามนำมาวิ่งบนทางสาธารณะโดยเด็ดขาด การฝ่าฝืนมีความผิดและอาจถูกดำเนินคดี |
ความแตกต่างกับกฎหมายต่างประเทศ: เรียนรู้จากไต้หวันและออสเตรเลีย
ปัญหาความไม่ชัดเจนในประเทศไทยแตกต่างจากหลายประเทศที่มีการออกกฎหมายมารองรับโดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น ไต้หวัน ได้มีการออกกฎหมายสำหรับจักรยานไฟฟ้าโดยเฉพาะ มีการกำหนดประเภท กำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ขับขี่ และรณรงค์เรื่องการสวมหมวกนิรภัยอย่างจริงจัง ในขณะที่ออสเตรเลีย มีการกำหนดเกณฑ์ทางเทคนิคที่ชัดเจนว่า จักรยานไฟฟ้าที่ถูกกฎหมาย (Street Legal) ต้องมีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 250 วัตต์ และมอเตอร์ต้องหยุดทำงานเมื่อความเร็วเกิน 25 กม./ชม. หากมีคุณสมบัติเกินกว่านี้จะถูกจัดเป็นรถจักรยานยนต์ทันที การมีเกณฑ์ตัวเลขที่ชัดเจนเช่นนี้ช่วยลดปัญหาการตีความและทำให้ทั้งผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ใช้งานสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง
สรุปสถานการณ์ล่าสุดปี 2569: สิ่งที่ผู้ใช้งานต้องรู้
จากการตรวจสอบข้อมูลกฎหมายและประกาศจากหน่วยงานราชการจนถึงช่วงต้นปี 2569 สามารถสรุปสถานการณ์ปัจจุบันสำหรับผู้ใช้จักรยานไฟฟ้าในประเทศไทยได้ดังนี้
ยังไม่มีกฎหมายใหม่โดยเฉพาะสำหรับจักรยานไฟฟ้า
ยังไม่พบว่ามีการประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่ หรือกฎกระทรวงที่เปลี่ยนแปลงนิยามหรือกำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับจักรยานไฟฟ้าในลักษณะเดียวกับไต้หวันหรือออสเตรเลีย การบังคับใช้กฎหมายทั้งหมดจึงยังคงอยู่ภายใต้กรอบของ พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 และการตีความของเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ ข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่ยังคงอ้างอิงถึงกรณีของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นบรรทัดฐาน
ความเสี่ยงทางกฎหมายสำหรับผู้ใช้จักรยานไฟฟ้าความเร็วสูง
สำหรับผู้ที่ใช้งานจักรยานไฟฟ้าที่มีคันเร่ง สามารถทำความเร็วได้สูง และมีลักษณะใกล้เคียงกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เมื่อนำไปใช้งานบนถนนสาธารณะ จะมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรพิจารณาว่าเป็นรถจักรยานยนต์ หากผู้ขับขี่ไม่มีใบอนุญาตขับรถ และตัวรถไม่ได้จดทะเบียนให้ถูกต้อง ก็จะมีความผิดตามกฎหมายทันที ซึ่งมีบทลงโทษทั้งโทษปรับและอาจมีโทษจำคุก
สถานะของจักรยานไฟฟ้าแบบช่วยปั่น (Pedelec)
แม้ว่าในทางปฏิบัติ จักรยานไฟฟ้าประเภทช่วยปั่นที่ความเร็วไม่สูงมักจะได้รับการอนุโลมและถูกมองว่าเป็น “จักรยาน” ทำให้ความเสี่ยงในการถูกจับกุมน้อยกว่าประเภทอื่น แต่สถานะนี้ยังคงตั้งอยู่บนความไม่แน่นอนทางกฎหมาย เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติใดที่ให้การรับรองหรือยกเว้นไว้โดยตรง การบังคับใช้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่และขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ณ ขณะนั้น ดังนั้น ผู้ใช้งานยังคงต้องยอมรับความเสี่ยงในระดับหนึ่ง
คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับผู้ขับขี่และผู้ที่สนใจ
เพื่อการใช้งานจักรยานไฟฟ้าอย่างปลอดภัยและลดความเสี่ยงทางกฎหมาย ผู้ที่สนใจหรือเป็นเจ้าของยานพาหนะประเภทนี้ควรพิจารณาแนวทางปฏิบัติดังต่อไปนี้
การเลือกซื้อและใช้งานอย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย
- หากรถของคุณมีสมรรถนะสูง: ในกรณีที่จักรยานไฟฟ้ามีคันเร่ง ทำความเร็วได้สูง หรือมีกำลังมอเตอร์มาก ควรปฏิบัติตัวเสมือนว่ากำลังขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งหมายถึงการตรวจสอบกับกรมการขนส่งทางบกในพื้นที่ว่ารถรุ่นดังกล่าวสามารถจดทะเบียนได้หรือไม่ และที่สำคัญคือผู้ขับขี่ควรมีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์เพื่อป้องกันข้อหาไม่มีใบขับขี่
- หากเป็นจักรยานไฟฟ้าแบบช่วยปั่น: หากเลือกใช้จักรยานไฟฟ้าประเภทช่วยปั่น (Pedelec) ที่เน้นการใช้กำลังขาเป็นหลัก ควรจำกัดการใช้งานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ในซอย, หมู่บ้าน หรือเส้นทางจักรยานโดยเฉพาะ หลีกเลี่ยงการใช้ความเร็วสูงบนถนนสายหลัก เพื่อลดโอกาสในการถูกตรวจสอบและเพิ่มความปลอดภัย
การตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ
ก่อนตัดสินใจซื้อหรือดัดแปลงจักรยานไฟฟ้า ควรสอบถามข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กรมการขนส่งทางบก หรือสถานีตำรวจจราจรในพื้นที่ที่ใช้งานเป็นประจำ เนื่องจากอาจมีประกาศย่อยหรือแนวทางปฏิบัติภายในที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งยังไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจะช่วยให้สามารถตัดสินใจเลือกรุ่นของจักรยานไฟฟ้าที่เหมาะสมและใช้งานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายมากที่สุด
บทสรุปและแนวทางการเลือกซื้อจักรยานไฟฟ้า
โดยสรุปแล้ว คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า “ขี่จักรยานไฟฟ้าต้องมีใบขับขี่ไหม?” ณ ปี 2569 ยังคงขึ้นอยู่กับการตีความตามกฎหมายรถยนต์ที่มีอยู่เดิม จักรยานไฟฟ้าที่มีสมรรถนะสูงและมีคันเร่งจะถูกพิจารณาว่าเป็นรถจักรยานยนต์ ซึ่งต้องมีการจดทะเบียนและผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับรถ ในขณะที่จักรยานไฟฟ้าแบบช่วยปั่นที่ความเร็วไม่สูงยังคงอยู่ในสถานะที่ไม่มีความชัดเจนทางกฎหมาย แต่มีความเสี่ยงน้อยกว่า การเลือกซื้อและใช้งานอย่างเข้าใจในข้อจำกัดทางกฎหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
สำหรับการเลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าที่เหมาะสมและตอบโจทย์การใช้งาน ควรพิจารณาจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือและให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน ที่ GIANT Shopping Mall เป็นศูนย์รวมจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย พร้อมให้คำแนะนำเพื่อให้สามารถเลือกยานพาหนะที่เหมาะสมกับการใช้งานและสอดคล้องกับข้อกำหนดต่างๆ ได้
สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และขอคำแนะนำได้ผ่านช่องทาง FACEBOOK PAGE หรือ LINE และ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878

