มอเตอร์ E-Bike: Hub กับ Mid-Drive แบบไหนเหมาะกับคุณ?
- หัวใจสำคัญของจักรยานไฟฟ้า
- ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับมอเตอร์จักรยานไฟฟ้า
- เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างมอเตอร์ Hub และ Mid-Drive
- ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติ: Hub Motor vs. Mid-Drive Motor
- ข้อดีและข้อเสียของมอเตอร์แต่ละประเภท
- คำตอบสุดท้าย: มอเตอร์ E-Bike: Hub กับ Mid-Drive แบบไหนเหมาะกับคุณ?
- บทสรุปและคำแนะนำในการเลือกซื้อ
จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในฐานะยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ แต่หัวใจสำคัญที่กำหนดประสิทธิภาพและประสบการณ์การขับขี่คือ “มอเตอร์” ซึ่งโดยหลักแล้วแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ มอเตอร์ดุมล้อ (Hub Motor) และมอเตอร์กลาง (Mid-Drive Motor) การทำความเข้าใจความแตกต่างของมอเตอร์ทั้งสองชนิดนี้จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการเลือก E-Bike ที่เหมาะสมกับการใช้งาน
หัวใจสำคัญของจักรยานไฟฟ้า
- มอเตอร์ดุมล้อ (Hub Motor): เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า บำรุงรักษาง่าย และเหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองหรือบนเส้นทางเรียบเป็นหลัก
- มอเตอร์กลาง (Mid-Drive Motor): มอบประสิทธิภาพสูงบนทางลาดชัน ให้ความรู้สึกในการขับขี่ที่เป็นธรรมชาติ และมีการกระจายน้ำหนักที่สมดุล เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะสูงสุด
- การเลือกที่เหมาะสม: การตัดสินใจเลือกระหว่าง Hub Motor และ Mid-Drive Motor ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ลักษณะเส้นทางที่ใช้ประจำ, งบประมาณ, ความต้องการด้านสมรรถนะ และความสะดวกในการบำรุงรักษา
- เทคโนโลยีและประสิทธิภาพ: Mid-Drive Motor ใช้ประโยชน์จากระบบเกียร์ของจักรยาน ทำให้มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและสร้างแรงบิดได้ดีกว่า ในขณะที่ Hub Motor ทำงานเป็นอิสระ ให้กำลังคงที่แต่มีประสิทธิภาพลดลงบนเนิน
การตัดสินใจว่า มอเตอร์ E-Bike: Hub กับ Mid-Drive แบบไหนเหมาะกับคุณ? ถือเป็นหนึ่งในคำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อจักรยานไฟฟ้า มอเตอร์ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อสมดุลของตัวรถ, การตอบสนอง, ประสิทธิภาพในการขึ้นทางชัน, ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และความรู้สึกโดยรวมในการขับขี่ การเลือกมอเตอร์ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และวัตถุประสงค์การใช้งาน จะช่วยให้ได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจาก E-Bike คู่ใจ
บทความนี้จะเจาะลึกถึงความแตกต่างระหว่างมอเตอร์ทั้งสองประเภทอย่างละเอียด เพื่อให้ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจอย่างมีข้อมูล ตั้งแต่หลักการทำงานพื้นฐาน, การเปรียบเทียบประสิทธิภาพในสถานการณ์ต่างๆ, ไปจนถึงข้อดีข้อเสีย เพื่อช่วยให้ผู้ที่สนใจสามารถเลือกจักรยานไฟฟ้าที่มีมอเตอร์เหมาะสมกับตนเองได้อย่างแท้จริง
ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับมอเตอร์จักรยานไฟฟ้า
ก่อนจะเปรียบเทียบในรายละเอียด สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจลักษณะพื้นฐานและหลักการทำงานของมอเตอร์แต่ละชนิด ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนทั้งในด้านตำแหน่งการติดตั้งและวิธีการส่งกำลัง
มอเตอร์ดุมล้อ (Hub Motor) คืออะไร?
Hub Motor คือมอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งอยู่บริเวณดุมล้อของจักรยาน สามารถติดตั้งได้ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง ระบบนี้ทำงานโดยการส่งกำลังขับเคลื่อนไปยังล้อที่ติดตั้งโดยตรง ทำให้ล้อหมุนและพารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ข้อดีของระบบนี้คือความเรียบง่าย เนื่องจากเป็นระบบที่สมบูรณ์ในตัวเองและทำงานเป็นอิสระจากระบบขับเคลื่อนหลักของจักรยาน (โซ่และชุดเกียร์) ทำให้การติดตั้งไม่ซับซ้อนและมีชิ้นส่วนที่ต้องบำรุงรักษาน้อย
มอเตอร์ประเภทนี้ให้ความรู้สึกเหมือนมีแรงมา “ผลัก” (กรณีติดตั้งที่ล้อหลัง) หรือ “ดึง” (กรณีติดตั้งที่ล้อหน้า) จักรยานไปข้างหน้า ซึ่งอาจให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากการปั่นจักรยานปกติเล็กน้อย เนื่องจากไม่ต้องอาศัยการส่งกำลังผ่านโซ่ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางในเมือง หรือการขับขี่บนเส้นทางที่ไม่ซับซ้อน
มอเตอร์กลาง (Mid-Drive Motor) คืออะไร?
Mid-Drive Motor หรือที่เรียกว่ามอเตอร์แบบติดตั้งกลางเฟรม จะถูกติดตั้งอยู่บริเวณกะโหลกของจักรยาน ซึ่งเป็นจุดที่ขาจาน (Crank Arms) และบันได (Pedals) ติดอยู่ มอเตอร์ชนิดนี้ทำงานโดยการส่งกำลังไปยังขาจานโดยตรง แล้วจึงส่งผ่านโซ่ไปยังชุดเกียร์ที่ล้อหลัง หลักการทำงานนี้เลียนแบบการออกแรงปั่นของผู้ขับขี่ ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากอัตราทดเกียร์ของจักรยานได้อย่างเต็มที่
การที่มอเตอร์สามารถทำงานร่วมกับระบบเกียร์ได้ หมายความว่ามันสามารถปรับเปลี่ยนแรงบิดและรอบการทำงานให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทางได้ เช่น ใช้เกียร์ต่ำเพื่อให้มีแรงบิดสูงขณะขึ้นเนินชัน และใช้เกียร์สูงเพื่อทำความเร็วบนทางราบ ซึ่งส่งผลให้มอเตอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ได้มากกว่า นอกจากนี้ ตำแหน่งที่อยู่ตรงกลางและต่ำของตัวรถยังช่วยให้การกระจายน้ำหนักมีความสมดุลอย่างยอดเยี่ยม
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างมอเตอร์ Hub และ Mid-Drive
เมื่อเข้าใจหลักการพื้นฐานแล้ว การเปรียบเทียบในประเด็นต่างๆ จะช่วยให้เห็นภาพความแตกต่างและข้อได้เปรียบเสียเปรียบของมอเตอร์แต่ละประเภทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ตำแหน่งการติดตั้งและหลักการทำงาน
ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือตำแหน่งการติดตั้ง Hub Motor จะรวมเป็นส่วนหนึ่งของดุมล้อ ทำให้การทำงานของมันแยกขาดจากระบบเกียร์ของจักรยานโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าผู้ขับขี่จะใช้เกียร์ใด มอเตอร์ก็จะส่งกำลังในระดับคงที่ตามที่ตั้งค่าไว้ ในทางกลับกัน Mid-Drive Motor ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนของจักรยาน การส่งกำลังผ่านโซ่และเฟืองเกียร์ทำให้มันสามารถปรับเปลี่ยนสมรรถนะได้ตามอัตราทดเกียร์ที่เลือกใช้
มอเตอร์แบบ Mid-Drive ให้ความรู้สึกเหมือนการปั่นจักรยานทั่วไปที่ถูกเสริมกำลัง ในขณะที่ Hub Motor ให้ความรู้สึกเหมือนมีแรงภายนอกมาช่วยขับเคลื่อนตัวรถ
ประสิทธิภาพและแรงบิด (Torque)
แรงบิด (Torque) คือหน่วยวัดของแรงหมุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่บ่งบอกถึงความสามารถในการออกตัวและพละกำลังในการไต่ขึ้นทางชัน มอเตอร์ Mid-Drive มีข้อได้เปรียบอย่างมากในด้านนี้ โดยทั่วไปสามารถสร้างแรงบิดได้สูงถึง 70-120 นิวตันเมตร (Nm) เนื่องจากสามารถใช้ประโยชน์จากอัตราทดเกียร์ต่ำเพื่อสร้างแรงบิดมหาศาล ทำให้การปีนเนินชันระดับ 30-40 องศาเป็นเรื่องง่าย
ในขณะที่ Hub Motor โดยทั่วไปจะมีแรงบิดต่ำกว่า อยู่ที่ประมาณ 30-60 Nm ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานบนทางราบและการขึ้นเนินที่ไม่ชันมากนัก แต่เมื่อต้องเผชิญกับทางชันต่อเนื่อง มอเตอร์อาจเกิดความร้อนสะสมและประสิทธิภาพลดลงได้ เนื่องจากไม่สามารถปรับอัตราทดเพื่อช่วยเสริมกำลังได้
การขับขี่บนทางลาดชันและระยะทาง
ประสิทธิภาพบนทางลาดชันคือจุดที่เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนที่สุด Mid-Drive Motor สามารถรักษาประสิทธิภาพการทำงานได้ดีเยี่ยมบนเนินเขา เพราะผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนไปใช้เกียร์ต่ำ ทำให้มอเตอร์ทำงานในรอบที่เหมาะสมและสร้างกำลังได้อย่างเต็มที่ การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพนี้ยังช่วยประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ ส่งผลให้มีระยะทางวิ่ง (Range) ที่ไกลกว่า โดยทั่วไป E-Bike ที่ใช้ Mid-Drive Motor สามารถวิ่งได้ระยะทาง 60-70 กิโลเมตรขึ้นไปต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
สำหรับ Hub Motor การขึ้นเนินชันเป็นจุดอ่อนสำคัญ มอเตอร์ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสร้างแรงบิดที่จำเป็น ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานแบตเตอรี่อย่างรวดเร็วและอาจเกิดความร้อนสูงจนระบบตัดการทำงานได้ ระยะทางวิ่งจึงมักจะสั้นกว่า โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40-50 กิโลเมตร และจะลดลงอย่างมากหากใช้งานบนเส้นทางที่มีเนินบ่อยครั้ง
น้ำหนัก, สมดุล, และการควบคุม
การกระจายน้ำหนักมีผลอย่างมากต่อการควบคุมจักรยาน Mid-Drive Motor มีการติดตั้งที่จุดศูนย์ถ่วงของรถ (บริเวณกลางเฟรมและอยู่ในระดับต่ำ) ทำให้การกระจายน้ำหนักมีความสมดุลมากที่สุด คล้ายคลึงกับจักรยานทั่วไป ส่งผลให้การควบคุมทำได้ง่าย เป็นธรรมชาติ และคล่องตัว แม้ในการขับขี่ที่ต้องใช้เทคนิค เช่น การยกล้อหน้าข้ามสิ่งกีดขวาง
ในทางตรงข้าม Hub Motor จะเพิ่มน้ำหนักไปที่ล้อใดล้อหนึ่ง (หน้าหรือหลัง) ทำให้จุดศูนย์ถ่วงไม่สมดุล โดยเฉพาะมอเตอร์ดุมล้อหลังซึ่งเป็นที่นิยมมากกว่า จะทำให้ท้ายรถมีน้ำหนักมาก การควบคุมอาจรู้สึกเทอะทะขึ้นเล็กน้อย การยกจักรยานหรือการถอดเปลี่ยนยางอาจทำได้ลำบากกว่าเมื่อเทียบกับระบบ Mid-Drive
ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติ: Hub Motor vs. Mid-Drive Motor
| คุณสมบัติ | Hub Motor (มอเตอร์ดุมล้อ) | Mid-Drive Motor (มอเตอร์กลาง) |
|---|---|---|
| ประสิทธิภาพบนเนินเขา | ต่ำ มอเตอร์อาจเกิดความร้อนสูงและสิ้นเปลืองพลังงานอย่างรวดเร็ว | สูงมาก สามารถใช้ประโยชน์จากระบบเกียร์เพื่อเพิ่มกำลังและรักษาประสิทธิภาพ |
| ระยะทาง (Range) | สั้นกว่า (เฉลี่ย 40-50 กม.) เนื่องจากประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำกว่า | ยาวนานกว่า (เฉลี่ย 60-70 กม.+) เพราะมอเตอร์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดแบตเตอรี่ |
| น้ำหนักและสมดุล | น้ำหนักกระจุกตัวที่ล้อหน้าหรือหลัง ทำให้สมดุลของรถด้อยกว่า | น้ำหนักอยู่ตรงกลางและต่ำ ทำให้รถมีสมดุลดีเยี่ยม คล้ายจักรยานทั่วไป |
| ราคา | ถูกกว่า เนื่องจากมีโครงสร้างที่เรียบง่ายกว่าและไม่ต้องออกแบบเฟรมพิเศษ | แพงกว่า เนื่องจากเทคโนโลยีซับซ้อนและต้องใช้เฟรมที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ |
| การบำรุงรักษา | ง่ายและน้อยกว่า ระบบทำงานเป็นอิสระ ไม่เพิ่มภาระให้โซ่และชุดเกียร์ | สูงกว่า โซ่และชุดเกียร์มีการสึกหรอเร็วกว่าเนื่องจากต้องรับแรงจากมอเตอร์ |
| เซ็นเซอร์ตรวจจับ | ส่วนใหญ่มักใช้ Cadence Sensor (ตรวจจับจังหวะการปั่น) การช่วยส่งกำลังอาจไม่ราบรื่นนัก | ส่วนใหญ่มักใช้ Torque Sensor (ตรวจจับแรงที่ใช้ปั่น) ให้การตอบสนองที่นุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ |
ข้อดีและข้อเสียของมอเตอร์แต่ละประเภท
เพื่อสรุปให้เห็นภาพรวม การพิจารณาข้อดีและข้อเสียโดยตรงจะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
ข้อดีและข้อเสียของมอเตอร์ดุมล้อ (Hub Motor)
ข้อดี
- ราคาประหยัด: E-Bike ที่ใช้ Hub Motor มักมีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่มีงบประมาณจำกัด
- บำรุงรักษาน้อย: เนื่องจากเป็นระบบปิดและไม่เกี่ยวข้องกับชุดขับเคลื่อนหลักของจักรยาน จึงแทบไม่ต้องมีการบำรุงรักษาตัวมอเตอร์ และไม่ทำให้โซ่หรือเฟืองเกียร์สึกหรอเร็วขึ้น
- ความเรียบง่าย: การทำงานตรงไปตรงมา เหมาะสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวันในเมืองหรือเส้นทางเรียบ
ข้อเสีย
- ประสิทธิภาพบนเนินเขาต่ำ: เป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สุด อาจไม่สามารถขึ้นเนินชันมากๆ ได้ และสิ้นเปลืองแบตเตอรี่อย่างมาก
- สมดุลและการควบคุมด้อยกว่า: น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นบนล้อทำให้การควบคุมรถไม่เป็นธรรมชาติเท่าที่ควร โดยเฉพาะในการเลี้ยวหรือขับขี่ด้วยความเร็วสูง
- ระยะทางสั้นกว่า: ประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำกว่าส่งผลโดยตรงต่อระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จ
ข้อดีและข้อเสียของมอเตอร์กลาง (Mid-Drive Motor)
ข้อดี
- สมรรถนะสูง: มีแรงบิดสูงและทำงานร่วมกับเกียร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการปีนเขา การขับขี่แบบออฟโรด หรือผู้ที่ต้องการกำลังสูงสุด
- ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ: การส่งกำลังผ่านบันไดให้ความรู้สึกเหมือนกับการปั่นจักรยานปกติที่ได้รับการเสริมแรง ทำให้การขับขี่ลื่นไหลและควบคุมได้ง่าย
- สมดุลยอดเยี่ยม: การวางตำแหน่งมอเตอร์ไว้ที่จุดศูนย์ถ่วงช่วยให้รถมีความเสถียรและควบคุมได้ง่ายในทุกสถานการณ์
- ประหยัดพลังงาน: ประสิทธิภาพสูงหมายถึงการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่น้อยลง ส่งผลให้มีระยะทางวิ่งที่ไกลกว่า
ข้อเสีย
- ราคาสูง: E-Bike ที่ใช้ Mid-Drive Motor มีราคาสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า
- การสึกหรอของชุดขับเคลื่อน: เนื่องจากมอเตอร์ส่งแรงบิดสูงผ่านโซ่และเฟืองเกียร์ ชิ้นส่วนเหล่านี้จึงมีการสึกหรอเร็วกว่าปกติและจำเป็นต้องเปลี่ยนบ่อยกว่า
คำตอบสุดท้าย: มอเตอร์ E-Bike: Hub กับ Mid-Drive แบบไหนเหมาะกับคุณ?
การเลือกมอเตอร์ที่เหมาะสมที่สุดนั้นไม่มีคำตอบที่ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการและลักษณะการใช้งานของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ
กรณีที่ควรเลือกใช้ Hub Motor
มอเตอร์ดุมล้อเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ใช้งานที่:
- ขับขี่ในเมืองเป็นหลัก: ใช้จักรยานสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวันบนถนนที่ค่อนข้างเรียบและไม่มีเนินชันมากนัก
- มีงบประมาณจำกัด: ต้องการ E-Bike ที่มีราคาไม่สูงและคุ้มค่ากับการลงทุน
- ต้องการความเรียบง่ายและบำรุงรักษาน้อย: ไม่ต้องการความยุ่งยากในการดูแลรักษาระบบขับเคลื่อนที่ซับซ้อน
- เน้นการขับขี่แบบสบายๆ: เช่น การขับขี่บนทางจักรยานเลียบชายหาด หรือการขับขี่เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ
กรณีที่ควรเลือกใช้ Mid-Drive Motor
มอเตอร์กลางคือคำตอบสำหรับผู้ใช้งานที่:
- ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด: โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่จักรยานเสือภูเขา (Mountain Biking) หรือต้องเผชิญกับเส้นทางขึ้นเขาลงห้วยเป็นประจำ
- ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นธรรมชาติ: ต้องการความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับการปั่นจักรยานปกติมากที่สุด
- เดินทางระยะไกล: ต้องการ E-Bike ที่มีระยะทางวิ่งไกลต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง เพื่อการเดินทางหรือการท่องเที่ยวที่ยาวนานขึ้น
- มีงบประมาณเพียงพอ: และมองว่าการลงทุนที่สูงขึ้นนั้นคุ้มค่ากับสมรรถนะและความสามารถที่ได้รับกลับมา
บทสรุปและคำแนะนำในการเลือกซื้อ
การเลือกระหว่างมอเตอร์ E-Bike แบบ Hub และ Mid-Drive เป็นการตัดสินใจที่ขึ้นอยู่กับการประเมินความต้องการของตนเองอย่างรอบด้าน ไม่มีมอเตอร์ชนิดใดที่ดีกว่าอย่างสมบูรณ์แบบ แต่มีมอเตอร์ที่ “เหมาะสม” กับการใช้งานที่แตกต่างกันไป
ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณา
โดยสรุปแล้ว ปัจจัยหลักที่ควรนำมาพิจารณาคือ ลักษณะภูมิประเทศ ที่ใช้งานเป็นประจำ, งบประมาณ ที่ตั้งไว้, ประสบการณ์การขับขี่ ที่ต้องการ, และ ความสะดวกในการบำรุงรักษา หากการใช้งานส่วนใหญ่อยู่บนทางเรียบ Hub Motor ก็เป็นตัวเลือกที่เพียงพอและคุ้มค่า แต่หากเส้นทางเต็มไปด้วยเนินชันและต้องการสมรรถนะสูงสุด Mid-Drive Motor คือคำตอบที่ไม่อาจปฏิเสธได้ นอกจากนี้ การพิจารณาประเภทของเซ็นเซอร์ก็เป็นสิ่งสำคัญ โดย Mid-Drive Motor ที่มาพร้อม Torque Sensor จะมอบการตอบสนองที่นุ่มนวลและเป็นธรรมชาติกว่า Cadence Sensor ที่มักพบใน Hub Motor
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
การเลือกจักรยานไฟฟ้าที่เหมาะสมคือการลงทุนเพื่อความสะดวกสบาย สุขภาพ และความสนุกสนานในการเดินทาง ที่ GIANT Shopping Mall มีจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike หลากหลายประเภทที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์แบบ Hub หรือ Mid-Drive พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำเพื่อช่วยให้การตัดสินใจเป็นเรื่องง่ายขึ้น
สามารถเข้ามาเยี่ยมชมและทดลองขับขี่ได้ที่ร้าน หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางต่างๆ
- ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
- เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
- โทรศัพท์: 061-962-2878
- ช่องทางออนไลน์: FACEBOOK PAGE, LINE, หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์

