จักรยานไฟฟ้าต้องจดทะเบียนไหม? สรุปกฎหมายล่าสุด
ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เนื่องจากความสะดวกสบายในการเดินทางระยะใกล้ การประหยัดพลังงาน และการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ความนิยมที่เพิ่มขึ้นนี้ได้นำมาซึ่งคำถามสำคัญที่ผู้ใช้จำนวนมากยังคงสงสัย นั่นคือ “จักรยานไฟฟ้าต้องจดทะเบียนไหม? สรุปกฎหมายล่าสุด” ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนและส่งผลโดยตรงต่อการใช้งานบนท้องถนนสาธารณะ การทำความเข้าใจข้อบังคับจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการใช้งานที่ถูกต้องและปลอดภัย
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายจักรยานไฟฟ้า
- กฎหมายไทยในปัจจุบันยังไม่มีการระบุคำว่า “จักรยานไฟฟ้า” ไว้อย่างชัดเจน แต่จะใช้เกณฑ์ด้านกำลังมอเตอร์และความเร็วสูงสุดในการจำแนกประเภทยานพาหนะตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522
- ยานพาหนะไฟฟ้าที่เข้าข่ายเป็น “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” คือมีกำลังมอเตอร์ตั้งแต่ 250 วัตต์ขึ้นไป หรือทำความเร็วสูงสุดได้ตั้งแต่ 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป จำเป็นต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก
- จักรยานไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่มีกำลังมอเตอร์ต่ำและความเร็วไม่สูง มักไม่เข้าข่ายต้องจดทะเบียน แต่การใช้งานจะถูกจำกัด ไม่แนะนำให้ขับขี่บนถนนหลวงสายหลักที่มีการจราจรหนาแน่นและใช้ความเร็วสูง
- สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ายังคงอยู่ในพื้นที่สีเทาทางกฎหมาย การนำมาใช้งานบนถนนสาธารณะมีความเสี่ยงที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจพิจารณาว่าเป็นยานพาหนะที่ไม่ปลอดภัยและไม่เป็นไปตามกฎจราจร
- ผู้ขับขี่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติของยานพาหนะไฟฟ้าที่ครอบครอง เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายให้ถูกต้อง ทั้งในเรื่องการจดทะเบียน การมีใบอนุญาตขับขี่ และการปฏิบัติตามกฎจราจร
คำถามที่ว่า จักรยานไฟฟ้าต้องจดทะเบียนไหม? สรุปกฎหมายล่าสุด เป็นข้อสงสัยสำคัญสำหรับผู้ใช้งานและผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อยานพาหนะประเภทนี้ คำตอบของคำถามนี้ไม่ได้ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับการตีความกฎหมายที่มีอยู่เดิม โดยอ้างอิงจากคุณสมบัติทางเทคนิคของตัวรถเป็นหลัก กล่าวคือ กรมการขนส่งทางบกจะพิจารณาจากกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าและความเร็วสูงสุดที่ยานพาหนะสามารถทำได้ เพื่อตัดสินว่ายานพาหนะนั้นเข้าข่ายเป็น “รถจักรยานยนต์” ตามคำนิยามใน พ.ร.บ.รถยนต์ หรือไม่ ซึ่งการจำแนกประเภทนี้จะส่งผลโดยตรงต่อภาระหน้าที่ของผู้ครอบครอง ทั้งในเรื่องการจดทะเบียน การจัดทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) การชำระภาษีประจำปี และคุณสมบัติของผู้ขับขี่ที่ต้องมีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์
ความนิยมที่มาพร้อมกับคำถามทางกฎหมาย
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสความนิยมยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคล (Personal Electric Vehicle) ได้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ปัจจัยหลักมาจากการที่ประชาชนมองหาทางเลือกในการเดินทางที่ประหยัด คล่องตัว และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีปัญหาการจราจรติดขัด จักรยานไฟฟ้า (E-bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า กลายเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์การเดินทางในระยะสั้นถึงปานกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่นี้ได้สร้างความท้าทายให้กับกรอบกฎหมายเดิมที่ออกแบบมาเพื่อรองรับยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปเป็นหลัก กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ยังไม่ได้มีการบัญญัติคำจำกัดความของ “จักรยานไฟฟ้า” หรือ “สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า” ไว้อย่างชัดเจน ทำให้เกิดช่องว่างในการตีความและแนวทางปฏิบัติที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ด้วยเหตุนี้ การทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกรมการขนส่งทางบกและสำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้เป็นแนวทางในการกำกับดูแล จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้งานทุกคน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายและสร้างความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนร่วมกัน
เกณฑ์การจำแนกยานพาหนะไฟฟ้าตามกฎหมายไทย
แม้จะไม่มีกฎหมายที่ระบุถึงจักรยานไฟฟ้าโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติ กรมการขนส่งทางบกได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.รถยนต์ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการจำแนกยานพาหนะไฟฟ้าออกเป็นประเภทต่างๆ โดยใช้คุณสมบัติทางเทคนิคเป็นตัวชี้วัดหลัก ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้
รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า: กลุ่มที่ต้องจดทะเบียน
ยานพาหนะไฟฟ้าที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนี้ คือยานพาหนะที่เข้าข่ายคำนิยามของ “รถจักรยานยนต์” ตามกฎหมาย ซึ่งหมายถึงรถที่เดินด้วยกำลังเครื่องยนต์หรือกำลังไฟฟ้าและมีล้อไม่เกินสองล้อ โดยมีเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจนคือ:
- กำลังมอเตอร์ (Motor Power): มีกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าตั้งแต่ 250 วัตต์ (0.25 กิโลวัตต์) ขึ้นไป
- ความเร็วสูงสุด (Maximum Speed): สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ตั้งแต่ 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขึ้นไป
หากยานพาหนะไฟฟ้ามีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้งสองข้อ จะถูกพิจารณาว่าเป็น รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีผลบังคับให้ต้องดำเนินการตามกฎหมายเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทุกประการ ได้แก่:
- การจดทะเบียน: ต้องนำรถไปยื่นขอจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อรับแผ่นป้ายทะเบียนและสมุดคู่มือจดทะเบียนรถ (เล่มเขียว) โดยต้องใช้เอกสารจากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าที่ถูกต้อง เช่น หนังสือแจ้งจำหน่าย ใบกำกับภาษี และใบเสร็จรับเงิน
- การทำประกันภัย พ.ร.บ.: ต้องจัดทำประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เป็นประจำทุกปี
- การชำระภาษี: ต้องชำระภาษีรถประจำปีตามที่กฎหมายกำหนด
- ใบอนุญาตขับขี่: ผู้ขับขี่จะต้องมีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลหรือสาธารณะที่ยังไม่หมดอายุ
สรุปได้ว่า หากยานพาหนะไฟฟ้ามีสมรรถนะสูงเทียบเท่ารถจักรยานยนต์ทั่วไป จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างครบถ้วน ทั้งการจดทะเบียน การทำ พ.ร.บ. และผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่ที่ถูกต้อง
จักรยานไฟฟ้า: กลุ่มที่ยังไม่เข้าข่ายบังคับจดทะเบียน
กลุ่มนี้หมายถึงยานพาหนะที่มีลักษณะเป็นจักรยาน สามารถใช้เท้าปั่นได้ และมีมอเตอร์ไฟฟ้าติดตั้งเพื่อช่วยผ่อนแรงหรือขับเคลื่อนในความเร็วต่ำ คุณสมบัติโดยทั่วไปของจักรยานไฟฟ้ากลุ่มนี้คือ:
- กำลังมอเตอร์ต่ำ: โดยส่วนใหญ่มักมีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 250-500 วัตต์
- ความเร็วสูงสุดไม่สูง: ความเร็วสูงสุดมักจะถูกจำกัดไว้ไม่เกิน 25-35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ตามแนวปฏิบัติในปัจจุบัน ยานพาหนะที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ยังไม่เข้าข่าย ที่จะต้องนำไปจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากสมรรถนะไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และยังไม่มีระบบการขึ้นทะเบียนสำหรับจักรยานไฟฟ้าโดยเฉพาะเหมือนในบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น หรือประเทศในแถบยุโรป ด้วยเหตุนี้ ผู้ใช้งานจึงไม่ต้องดำเนินการจดทะเบียนหรือมีใบขับขี่
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าสามารถใช้งานได้อย่างอิสระโดยไม่มีข้อจำกัด ผู้ใช้งานยังคงต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก เช่น การขับขี่ชิดขอบทางด้านซ้าย การให้สัญญาณไฟ และที่สำคัญคือ ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่บนถนนสายหลัก ที่มีการจราจรพลุกพล่านและใช้ความเร็วสูง เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่เองและผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและยานพาหนะส่วนบุคคลอื่นๆ
สำหรับสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า, โฮเวอร์บอร์ด, หรือรถไฟฟ้าล้อเดียว ถือเป็นกลุ่มที่มีความคลุมเครือทางกฎหมายมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากลักษณะทางกายภาพของยานพาหนะเหล่านี้ไม่ได้ถูกระบุไว้ใน พ.ร.บ.รถยนต์ และ พ.ร.บ.จราจรทางบก อย่างชัดเจน ทำให้การบังคับใช้กฎหมายขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก
ในทางปฏิบัติ การนำสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามาวิ่งบนถนนสาธารณะ โดยเฉพาะถนนหลวง มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจสอบและอาจถูกดำเนินคดีในข้อหา “นำรถที่มิได้จดทะเบียนมาใช้ในทาง” หรือข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เนื่องจากยานพาหนะเหล่านี้มักไม่มีอุปกรณ์ส่วนควบที่จำเป็น เช่น ไฟหน้า ไฟท้าย หรือกระจกมองข้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ง่าย ดังนั้น คำแนะนำในปัจจุบันคือควรจำกัดการใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและยานพาหนะประเภทเดียวกันนี้ไว้เฉพาะในพื้นที่ส่วนบุคคลหรือพื้นที่ปิด เช่น ในหมู่บ้าน สวนสาธารณะ หรือเส้นทางเฉพาะที่จัดไว้ให้เท่านั้น
ความเสี่ยงและบทลงโทษหากใช้งานผิดประเภท
การใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าโดยไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย อาจนำมาซึ่งบทลงโทษและความเสี่ยงต่างๆ ซึ่งผู้ใช้งานควรตระหนักและให้ความสำคัญ
กรณีเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแต่ไม่ได้จดทะเบียน
หากยานพาหนะไฟฟ้ามีคุณสมบัติเข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (มอเตอร์ ≥ 250W หรือความเร็ว ≥ 45 กม./ชม.) แต่ผู้ครอบครองไม่ได้นำไปจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อนำออกมาใช้งานบนทางสาธารณะและถูกเจ้าหน้าที่เรียกตรวจสอบ อาจต้องเผชิญกับบทลงโทษดังนี้:
- ข้อหาใช้รถที่ไม่ได้จดทะเบียน: มีโทษปรับตามที่กฎหมายกำหนดใน พ.ร.บ.รถยนต์
- ข้อหาไม่มีประกันภัย พ.ร.บ.: หากไม่ได้จัดทำประกันภัยภาคบังคับ ก็จะมีโทษปรับเพิ่มเติม
- ข้อหาไม่ชำระภาษีประจำปี: ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการไม่จดทะเบียน
- การยึดรถเป็นของกลาง: ในบางกรณี เจ้าหน้าที่อาจพิจารณายึดรถไว้เพื่อตรวจสอบหรือเพื่อดำเนินคดีต่อไป ซึ่งสร้างความยุ่งยากและเสียเวลาเป็นอย่างมาก
กรณีจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าบนถนนหลวง
สำหรับจักรยานไฟฟ้าความเร็วต่ำและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า แม้โดยทั่วไปจะไม่ถูกบังคับให้จดทะเบียน แต่การนำไปใช้งานบนถนนหลวงที่มีการจราจรหนาแน่นยังคงเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยง ประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่การจดทะเบียน แต่อยู่ที่ “ความปลอดภัย” เป็นสำคัญ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรอาจใช้ดุลยพินิจในการสั่งห้ามไม่ให้ขับขี่บนถนนบางเส้นทาง หรืออาจตักเตือนหากพิจารณาแล้วว่าการขับขี่นั้นอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อตนเองและผู้อื่นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากตัวรถมีการดัดแปลงสภาพให้มีความเร็วสูงขึ้นจนมีลักษณะใกล้เคียงกับรถจักรยานยนต์
ตารางเปรียบเทียบยานพาหนะไฟฟ้าแต่ละประเภท
เพื่อให้เห็นภาพรวมและเข้าใจข้อแตกต่างของยานพาหนะไฟฟ้าแต่ละประเภทตามแนวทางปฏิบัติของกฎหมายไทยได้ง่ายขึ้น สามารถสรุปเป็นตารางเปรียบเทียบได้ดังนี้
| คุณสมบัติ/ข้อกำหนด | รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า | จักรยานไฟฟ้า (ความเร็วต่ำ) | สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า |
|---|---|---|---|
| กำลังมอเตอร์ | ≥ 250 วัตต์ | โดยทั่วไป < 500 วัตต์ | หลากหลาย (มักจะต่ำ) |
| ความเร็วสูงสุด | ≥ 45 กม./ชม. | โดยทั่วไป < 40 กม./ชม. | หลากหลาย (มักจะต่ำ) |
| การจดทะเบียน | ต้องจดทะเบียน | ไม่ต้องจดทะเบียน (ตามแนวปฏิบัติปัจจุบัน) | ไม่ได้ (ยังไม่มีกฎหมายรองรับ) |
| ใบอนุญาตขับขี่ | ต้องมี (ใบขับขี่รถจักรยานยนต์) | ไม่ต้องมี | ไม่ต้องมี (แต่ไม่ควรขับบนถนน) |
| พ.ร.บ. / ภาษีประจำปี | ต้องมี | ไม่ต้องมี | ไม่ต้องมี |
| พื้นที่ใช้งานที่แนะนำ | ถนนสาธารณะทุกประเภท | ถนนรอง, ในซอย, หมู่บ้าน, ทางจักรยาน | พื้นที่ส่วนบุคคล, พื้นที่ปิด, สวนสาธารณะ |
วิธีตรวจสอบเบื้องต้นว่ารถของคุณต้องจดทะเบียนหรือไม่
สำหรับผู้ที่ครอบครองยานพาหนะไฟฟ้าอยู่แล้ว หรือกำลังตัดสินใจซื้อ สามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ด้วยตนเองผ่านขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้:
- ตรวจสอบคุณสมบัติของรถ: หาข้อมูลทางเทคนิคของรถจากคู่มือที่มากับตัวรถ, เว็บไซต์ของผู้ผลิต, หรือสอบถามจากผู้จำหน่ายโดยตรง โดยให้ความสำคัญกับ 2 ตัวเลขหลักคือ “กำลังมอเตอร์” (หน่วยเป็นวัตต์ หรือ W) และ “ความเร็วสูงสุด” (หน่วยเป็นกิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ km/h)
- เปรียบเทียบกับเกณฑ์ของกรมการขนส่งทางบก: นำข้อมูลที่ได้มาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ใช้จำแนกประเภทรถ
- หากกำลังมอเตอร์ ตั้งแต่ 250 วัตต์ขึ้นไป หรือ ความเร็วสูงสุด ตั้งแต่ 45 กม./ชม. ขึ้นไป → รถของคุณเข้าข่ายเป็น “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” และ จำเป็นต้องจดทะเบียน
- หากกำลังมอเตอร์และความเร็วสูงสุด ต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าว → รถของคุณมักจะถูกจัดเป็น “จักรยานไฟฟ้า” และ ยังไม่ต้องจดทะเบียน ในปัจจุบัน
- ตรวจสอบเอกสารจากผู้ขาย: หากต้องการจดทะเบียน ต้องมั่นใจว่าผู้ขายสามารถออกเอกสารสำคัญสำหรับการยื่นจดทะเบียนได้ เช่น หนังสือแจ้งจำหน่าย, ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ หากผู้ขายไม่มีเอกสารเหล่านี้ให้ ก็จะไม่สามารถนำรถไปจดทะเบียนได้ แม้ว่าสเปกจะเข้าเกณฑ์ก็ตาม
- พิจารณาจากลักษณะการใช้งาน: หากมีความจำเป็นต้องใช้รถบนถนนใหญ่เป็นประจำ การเลือกรุ่นที่สามารถจดทะเบียนได้อย่างถูกต้องจะให้ความสบายใจและถูกกฎหมายมากกว่าในระยะยาว
คำแนะนำในการเลือกซื้อและใช้งานให้ถูกต้องปลอดภัย
การเลือกซื้อและใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าควรพิจารณาให้รอบคอบ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การใช้งานและเป็นไปตามข้อบังคับของกฎหมาย การปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้จะช่วยให้สามารถใช้งานได้อย่างสบายใจและปลอดภัย
สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานบนถนนหลักเป็นประจำ: เช่น การเดินทางไปทำงาน, การขับขี่เพื่อการพาณิชย์ (เดลิเวอรี่) ควรเลือกรุ่นที่จัดอยู่ในประเภท “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ที่สามารถจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้อย่างถูกต้อง ควรสอบถามผู้จำหน่ายให้แน่ใจว่ารถรุ่นนั้นมีเอกสารครบถ้วนสำหรับยื่นจดทะเบียน และควรดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนนำมาใช้งานจริง
สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานในพื้นที่จำกัด: เช่น ขับขี่ในหมู่บ้าน, ในซอย, หรือเดินทางระยะใกล้ๆ จักรยานไฟฟ้าความเร็วต่ำที่ยังไม่ต้องจดทะเบียนถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมและสะดวกสบาย อย่างไรก็ตาม ควรตระหนักถึงข้อจำกัดและหลีกเลี่ยงการนำไปใช้บนถนนใหญ่เพื่อความปลอดภัย
กรณีที่ไม่แน่ใจ: หากไม่มั่นใจว่ายานพาหนะไฟฟ้าที่สนใจหรือที่ครอบครองอยู่จัดอยู่ในประเภทใด วิธีที่ดีที่สุดคือการรวบรวมข้อมูลสเปกของรถและรูปถ่าย ไปปรึกษาโดยตรงที่สำนักงานขนส่งจังหวัดในพื้นที่ หรือสอบถามกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร เพื่อขอรับคำแนะนำและแนวทางการตีความที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
การตระหนักถึงข้อกฎหมายและเลือกใช้ยานพาหนะไฟฟ้าให้เหมาะสมกับการใช้งาน คือหัวใจสำคัญของการเดินทางที่ยั่งยืนและปลอดภัยสำหรับทุกคน
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่เหมาะสมกับการใช้งาน
ที่ GIANT Shopping Mall เรามีจักรยานไฟฟ้าหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ ตั้งแต่การใช้งานในชีวิตประจำวันไปจนถึงรุ่นที่สามารถจดทะเบียนเพื่อการขับขี่บนท้องถนนได้อย่างถูกกฎหมาย
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
- FACEBOOK PAGE: giantshoppingmall
- LINE: @705dancc
- เว็บไซต์: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: จันทร์ – เสาร์ (9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

