“`html
กฎหมาย E-Bike 2568: ต้องมีใบขับขี่หรือไม่? สรุปจบ
- ภาพรวมข้อบังคับจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าฉบับล่าสุด
- E-Bike แบบไหนที่ต้องมีใบขับขี่และจดทะเบียน?
- E-Bike ที่ได้รับการยกเว้น: ไม่ต้องใช้ใบขับขี่
- สรุปเปรียบเทียบข้อกำหนด E-Bike ทั้งสองประเภท
- สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: สถานะทางกฎหมายและข้อควรระวัง
- บทลงโทษตามกฎหมายกรณีฝ่าฝืน
- ขั้นตอนการขอใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ ปี 2568
- สรุปและแนวทางการเลือกซื้อ E-Bike ให้ถูกกฎหมาย
จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike กำลังเป็นยานพาหนะที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ด้วยความสะดวกสบายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การใช้งานบนท้องถนนจำเป็นต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับทางกฎหมายที่ชัดเจน เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้ใช้ถนนร่วมกัน
- E-Bike ที่มีกำลังมอเตอร์เกิน 250 วัตต์ หรือทำความเร็วได้เกิน 25 กม./ชม. จะถูกจัดเป็นรถจักรยานยนต์ ซึ่งผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่และตัวรถต้องจดทะเบียนตามกฎหมาย
- จักรยานไฟฟ้าประเภทช่วยปั่น (Pedal-Assist) ที่มีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 250 วัตต์ และความเร็วสูงสุดไม่เกิน 25 กม./ชม. ได้รับการยกเว้น ไม่จำเป็นต้องมีใบขับขี่และไม่ต้องจดทะเบียน
- การขับขี่ E-Bike ที่เข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ มีโทษปรับตามที่กฎหมายกำหนด สูงสุดถึง 2,000 บาท
- สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องมีใบขับขี่และจดทะเบียน แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีข้อจำกัดในการใช้งานบนถนนสาธารณะ
- ผู้ที่ต้องการใช้งาน E-Bike ที่มีสมรรถนะสูง สามารถดำเนินการขอใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ได้ตามขั้นตอนของกรมการขนส่งทางบก
การเติบโตของตลาดยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก โดยเฉพาะจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า นำมาซึ่งคำถามสำคัญเกี่ยวกับข้อบังคับทางกฎหมาย การทำความเข้าใจในประเด็น กฎหมาย E-Bike 2568: ต้องมีใบขับขี่หรือไม่? สรุปจบ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ใช้งานปัจจุบันและผู้ที่กำลังพิจารณาเลือกซื้อ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น การจำแนกประเภทของ E-Bike ตามคุณสมบัติทางเทคนิคเป็นหัวใจสำคัญในการพิจารณาข้อกำหนดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใบขับขี่ การจดทะเบียน หรือข้อบังคับในการใช้ทางสาธารณะ ซึ่งกฎหมายได้กำหนดเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนเพื่อจัดระเบียบและสร้างมาตรฐานความปลอดภัยบนท้องถนน
ภาพรวมข้อบังคับจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าฉบับล่าสุด
ในปี 2568 ข้อบังคับทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในประเทศไทยมีความชัดเจนมากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความปลอดภัยและจัดระเบียบการจราจร กฎหมายได้แบ่งยานพาหนะเหล่านี้ออกเป็นสองประเภทหลัก โดยใช้เกณฑ์ด้านสมรรถนะของมอเตอร์และความเร็วสูงสุดเป็นตัวกำหนด ซึ่งการจำแนกประเภทนี้ส่งผลโดยตรงต่อข้อกำหนดด้านใบอนุญาตขับขี่ การจดทะเบียน และการทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.)
ความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นจากความนิยมที่เพิ่มสูงขึ้นของ E-Bike ซึ่งเข้ามาเป็นทางเลือกในการเดินทางระยะใกล้ในเขตเมืองและชานเมือง การมีข้อกำหนดที่ชัดเจนช่วยให้ผู้ใช้งานทราบถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง ลดความสับสนและป้องกันการกระทำที่อาจผิดกฎหมายโดยไม่เจตนา ผู้ที่ควรให้ความสนใจในเรื่องนี้คือประชาชนทั่วไปที่ใช้งานหรือวางแผนจะซื้อ E-Bike รวมถึงผู้ประกอบการที่นำเข้าและจำหน่าย เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์และคำแนะนำที่ให้กับลูกค้าสอดคล้องกับข้อบังคับของภาครัฐ
E-Bike แบบไหนที่ต้องมีใบขับขี่และจดทะเบียน?
จักรยานไฟฟ้าที่ถูกกฎหมายจัดประเภทให้เทียบเท่ากับรถจักรยานยนต์ จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ทุกประการ ซึ่งรวมถึงการที่ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล และตัวรถจะต้องผ่านการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก มีแผ่นป้ายทะเบียน และชำระภาษีประจำปีอย่างถูกต้อง
เกณฑ์การพิจารณา E-Bike เทียบเท่ารถจักรยานยนต์
ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง E-Bike จะถูกพิจารณาว่าเป็น “รถจักรยานยนต์” หากมีคุณสมบัติต่อไปนี้อย่างน้อยหนึ่งข้อ:
- กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า: มีกำลังขับเคลื่อนของมอเตอร์เกินกว่า 250 วัตต์
- ความเร็วสูงสุด: สามารถทำความเร็วได้เกิน 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- ระบบขับเคลื่อน: ใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า (Throttle) ในการขับเคลื่อนเป็นหลักโดยไม่จำเป็นต้องใช้แรงปั่นจากผู้ขับขี่ คล้ายกับการบิดคันเร่งของมอเตอร์ไซค์
หาก E-Bike ที่ใช้งานมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ข้างต้น แม้เพียงข้อเดียว จะถือว่าเป็นรถจักรยานยนต์ตามกฎหมายทันที และต้องปฏิบัติตามข้อบังคับที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
ความสำคัญของการมีใบขับขี่และการจดทะเบียน
การกำหนดให้ E-Bike ที่มีสมรรถนะสูงต้องมีใบขับขี่และจดทะเบียนนั้น มีเหตุผลด้านความปลอดภัยเป็นหลัก ผู้ขับขี่ที่ผ่านการทดสอบเพื่อรับใบอนุญาตจะมีความรู้ความเข้าใจในกฎจราจรและทักษะการขับขี่ที่ปลอดภัย ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งเมื่อใช้ยานพาหนะที่ทำความเร็วได้สูง นอกจากนี้ การจดทะเบียนยังทำให้รถมีเอกสารระบุตัวตนที่ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ และต้องจัดทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ประสบภัยจากรถในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน
E-Bike ที่ได้รับการยกเว้น: ไม่ต้องใช้ใบขับขี่
ในทางกลับกัน กฎหมายได้ให้การยกเว้นสำหรับจักรยานไฟฟ้าประเภทหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องมีใบขับขี่หรือจดทะเบียน ทำให้สามารถใช้งานได้สะดวกเสมือนจักรยานธรรมดาทั่วไป ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สอดคล้องกับหลายประเทศทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป
คุณสมบัติของจักรยานไฟฟ้าที่ไม่เข้าข่ายต้องจดทะเบียน
E-Bike ที่ได้รับการยกเว้นจะต้องมีคุณสมบัติทางเทคนิคที่จำกัด เพื่อให้มั่นใจว่าสมรรถนะของรถยังคงอยู่ในระดับที่ปลอดภัยและใกล้เคียงกับจักรยานทั่วไป โดยมีเกณฑ์ดังนี้:
- กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า: ต้องมีกำลังไม่เกิน 250 วัตต์
- ความเร็วสูงสุด: ความเร็วที่มอเตอร์ช่วยส่งกำลังต้องไม่เกิน 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- ระบบขับเคลื่อน: ต้องเป็นแบบช่วยปั่น (Pedal-Assist System หรือ Pedelec) เท่านั้น หมายความว่ามอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงานก็ต่อเมื่อผู้ขับขี่ออกแรงปั่น และจะหยุดทำงานเมื่อหยุดปั่นหรือความเร็วถึงกำหนด ไม่สามารถใช้คันเร่งเพื่อขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียวได้
ข้อควรปฏิบัติในการใช้งานบนทางสาธารณะ
แม้ว่า E-Bike ประเภทช่วยปั่นจะไม่ต้องมีใบขับขี่ แต่ผู้ใช้งานยังคงต้องปฏิบัติตามกฎจราจรเช่นเดียวกับผู้ขับขี่จักรยานทั่วไป เช่น การให้สัญญาณมือเมื่อต้องการเลี้ยวหรือหยุด, การขับขี่ในช่องทางที่กำหนด (หากมี), และการปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจรอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ควรมีการติดตั้งอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น ไฟหน้า ไฟท้าย และกระดิ่งสัญญาณ และแนะนำให้สวมหมวกนิรภัยทุกครั้งที่ขับขี่ ถึงแม้กฎหมายอาจไม่ได้บังคับสำหรับจักรยาน แต่เป็นมาตรการป้องกันที่สำคัญอย่างยิ่ง
สรุปเปรียบเทียบข้อกำหนด E-Bike ทั้งสองประเภท
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบข้อกำหนดสำหรับ E-Bike ทั้งสองประเภทได้ดังตารางต่อไปนี้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถตัดสินใจเลือกซื้อและใช้งาน E-Bike ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
| คุณสมบัติ | E-Bike ประเภทช่วยปั่น (เทียบเท่าจักรยาน) | E-Bike ประเภทคันเร่ง (เทียบเท่าจักรยานยนต์) |
|---|---|---|
| กำลังมอเตอร์ | ไม่เกิน 250 วัตต์ | มากกว่า 250 วัตต์ |
| ความเร็วสูงสุด | ไม่เกิน 25 กม./ชม. (เมื่อใช้มอเตอร์ช่วย) | มากกว่า 25 กม./ชม. |
| ระบบขับเคลื่อน | ระบบช่วยปั่น (Pedal-Assist) | มีคันเร่งไฟฟ้า (Throttle) |
| ใบอนุญาตขับขี่ | ไม่ต้องมี | ต้องมี (ใบขับขี่รถจักรยานยนต์) |
| การจดทะเบียน | ไม่ต้องจดทะเบียน | ต้องจดทะเบียน และมีแผ่นป้ายทะเบียน |
| พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัย | ไม่ต้องมี | ต้องมี |
| การสวมหมวกนิรภัย | แนะนำเพื่อความปลอดภัย | บังคับตามกฎหมาย |
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: สถานะทางกฎหมายและข้อควรระวัง
สำหรับสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (Electric Scooter) สถานะทางกฎหมายยังคงมีความซับซ้อนและเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่บ่อยครั้ง โดยทั่วไปแล้ว สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่จำหน่ายในท้องตลาดมักมีคุณสมบัติที่เข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ตามคำนิยามของกฎหมาย เนื่องจากใช้ระบบคันเร่งในการขับเคลื่อนและบางรุ่นสามารถทำความเร็วได้เกิน 25 กม./ชม.
ในทางทฤษฎี สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเหล่านี้จึงต้องมีการจดทะเบียนและผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การนำสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกนั้นทำได้ยาก เนื่องจากโครงสร้างและส่วนควบของรถอาจไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ เช่น ระบบไฟส่องสว่าง, ไฟเลี้ยว, หรือกระจกมองข้าง ส่งผลให้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจำนวนมากยังไม่สามารถใช้งานบนถนนสาธารณะได้อย่างถูกกฎหมาย 100% ผู้ใช้งานจึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษและหลีกเลี่ยงการขับขี่บนถนนสายหลักที่มีการจราจรหนาแน่น เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจสอบและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น
บทลงโทษตามกฎหมายกรณีฝ่าฝืน
การไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับสำหรับ E-Bike ที่จัดเป็นรถจักรยานยนต์ จะมีบทลงโทษตามพระราชบัญญัติรถยนต์และพระราชบัญญัติจราจรทางบก ซึ่งผู้ขับขี่ควรทราบเพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมาย
อัตราโทษสำหรับการขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาต
บทลงโทษเกี่ยวกับการไม่มีใบอนุญาตขับขี่สำหรับยานพาหนะที่กฎหมายกำหนด มีการระบุอัตราค่าปรับไว้อย่างชัดเจน ดังนี้:
- ขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่: มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ขับขี่โดยไม่พกพาใบอนุญาตขับขี่ หรือไม่สามารถแสดงต่อเจ้าพนักงานได้: มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
- ขับขี่ในระหว่างที่ใบอนุญาตขับขี่หมดอายุ, ถูกพักใช้ หรือเพิกถอน: มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
ความผิดและค่าปรับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
นอกเหนือจากเรื่องใบขับขี่แล้ว ยังมีความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้รถที่ไม่ได้จดทะเบียนหรือไม่จัดทำ พ.ร.บ. ซึ่งรวมถึง:
- การใช้รถที่ไม่ได้จดทะเบียน: มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท
- การไม่แสดงแผ่นป้ายทะเบียน: มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
- การใช้รถที่ไม่มีประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.): มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท
- การไม่สวมหมวกนิรภัย: ผู้ขับขี่มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท และหากมีผู้โดยสารไม่สวมหมวกนิรภัย ผู้ขับขี่จะถูกปรับเป็นสองเท่า
ขั้นตอนการขอใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ ปี 2568
สำหรับผู้ที่ต้องการขับขี่ E-Bike ที่มีสมรรถนะสูงเทียบเท่ารถจักรยานยนต์ การขอรับใบอนุญาตขับขี่เป็นขั้นตอนที่จำเป็นและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยกระบวนการในปี 2568 ยังคงเป็นไปตามมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 วันทำการ
การเตรียมเอกสารและคุณสมบัติผู้ขอ
ก่อนยื่นเรื่องขอทำใบขับขี่ ต้องเตรียมเอกสารและตรวจสอบคุณสมบัติให้ครบถ้วน:
- คุณสมบัติ: ต้องมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นอุปสรรคต่อการขับขี่
- เอกสารที่ต้องใช้:
- บัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริง
- ใบรับรองแพทย์ (ขอได้จากคลินิกหรือโรงพยาบาล) ซึ่งต้องออกให้ก่อนวันยื่นคำขอไม่เกิน 1 เดือน และต้องระบุว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวอันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ
การจองคิวและการอบรมภาคทฤษฎี
ผู้ขอต้องทำการจองคิวล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue หรือเว็บไซต์ของกรมการขนส่งทางบก เมื่อถึงวันนัดหมาย จะต้องเข้ารับการอบรมภาคทฤษฎีเป็นเวลา 5 ชั่วโมง เนื้อหาการอบรมจะครอบคลุมกฎหมายจราจร, เครื่องหมายจราจร, มารยาทในการขับขี่ และเทคนิคการขับรถอย่างปลอดภัย หลังจากอบรมเสร็จสิ้น จะต้องทำการทดสอบข้อเขียนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-exam) จำนวน 50 ข้อ โดยต้องทำคะแนนให้ได้ 90% ขึ้นไป หรือตอบถูกอย่างน้อย 45 ข้อจึงจะถือว่าผ่าน
การทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย
ก่อนการสอบภาคปฏิบัติ จะมีการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายเพื่อประเมินความพร้อมในการขับขี่ ซึ่งประกอบด้วย:
- การทดสอบสายตาทางลึก: ประเมินความสามารถในการกะระยะ
- การทดสอบสายตาทางกว้าง: ประเมินมุมมองในการมองเห็น
- การทดสอบการมองเห็นสี: ตรวจสอบภาวะตาบอดสี (เขียว, เหลือง, แดง)
- การทดสอบปฏิกิริยา: วัดความเร็วในการตอบสนองต่อสัญญาณ (การเหยียบเบรก)
การสอบภาคปฏิบัติและการรับใบอนุญาต
การสอบภาคปฏิบัติเป็นการทดสอบทักษะการควบคุมรถจักรยานยนต์ในสนามสอบมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบก โดยมีท่าทดสอบหลัก 3 ท่า:
- การขับรถโดยปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจร
- การขับรถทรงตัวบนทางแคบ (สะพานไม้)
- การขับรถเข้าโค้งรูปตัว S หรือซิกแซก (Slalom)
เมื่อผ่านการทดสอบครบทุกขั้นตอนแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการถ่ายรูป ชำระค่าธรรมเนียม และรับใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว ซึ่งมีอายุ 2 ปี
สรุปและแนวทางการเลือกซื้อ E-Bike ให้ถูกกฎหมาย
โดยสรุปแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่าการขับขี่ E-Bike ต้องมีใบขับขี่หรือไม่ ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติทางเทคนิคของตัวรถเป็นสำคัญ หากเป็นจักรยานไฟฟ้าประเภทช่วยปั่นที่มีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 250 วัตต์ และความเร็วสูงสุดไม่เกิน 25 กม./ชม. ก็สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องมีใบขับขี่หรือจดทะเบียน แต่หากเป็น E-Bike ที่มีสมรรถนะสูงกว่าเกณฑ์ดังกล่าว จะถูกจัดเป็นรถจักรยานยนต์และต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อ E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ควรตรวจสอบข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์อย่างละเอียดและพิจารณาถึงลักษณะการใช้งานของตนเอง หากต้องการความสะดวกสบายสูงสุดและใช้งานในชีวิตประจำวันเป็นหลัก การเลือก E-Bike ประเภทช่วยปั่นที่ถูกกฎหมายก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสม แต่หากต้องการยานพาหนะที่มีกำลังและความเร็วสูงขึ้น ก็ต้องเตรียมความพร้อมในการขอใบอนุญาตขับขี่และดำเนินการจดทะเบียนให้ถูกต้อง เพื่อการใช้งานที่ปลอดภัยและสบายใจบนท้องถนน
สำหรับผู้ที่สนใจจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ สามารถค้นหาข้อมูลและเลือกชมสินค้าคุณภาพได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าที่ครบวงจร พร้อมให้คำแนะนำเพื่อให้ได้ยานพาหนะที่เหมาะสมและถูกต้องตามกฎหมาย สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK PAGE, LINE หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์
“`
