จักรยานไฟฟ้าต้องมีทะเบียนไหม? สรุปกฎหมายที่ต้องรู้
- สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายจักรยานไฟฟ้า
- ทำความเข้าใจสถานะของจักรยานไฟฟ้าในปัจจุบัน
- การจำแนกประเภท: จักรยานไฟฟ้า vs. มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
- กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับจักรยานไฟฟ้าและรถไฟฟ้าขนาดเล็ก
- เกณฑ์ของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ต้องจดทะเบียน
- จักรยานไฟฟ้าต้องมีทะเบียนไหม? คำตอบสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป
- ข้อบังคับสำหรับสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและยานพาหนะไฟฟ้าอื่นๆ
- ขั้นตอนการจดทะเบียนมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (EV Bike) ให้ถูกต้อง
- แนวทางการใช้งานจักรยานไฟฟ้าอย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย
การใช้งานจักรยานไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ด้วยความสะดวกสบายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานจำนวนมากยังคงมีความสับสนเกี่ยวกับข้อบังคับทางกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า จักรยานไฟฟ้าต้องมีทะเบียนไหม ซึ่งเป็นคำถามสำคัญที่ส่งผลต่อการใช้งานบนท้องถนนอย่างถูกต้องและปลอดภัย บทความนี้จะสรุปข้อกฎหมายล่าสุดและแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าใจสถานะของยานพาหนะไฟฟ้าแต่ละประเภทได้อย่างชัดเจน
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายจักรยานไฟฟ้า
- จักรยานไฟฟ้าส่วนใหญ่ไม่ต้องจดทะเบียน: จักรยานไฟฟ้าที่มีลักษณะคล้ายจักรยานทั่วไป มีบันไดถีบ และใช้มอเตอร์ช่วยในกำลังขับเคลื่อนไม่สูงมาก ในทางปฏิบัติยังไม่มีระบบรองรับการจดทะเบียน และส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน
- มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าต้องจดทะเบียน: หากยานพาหนะไฟฟ้ามีกำลังมอเตอร์ตั้งแต่ 250 วัตต์ขึ้นไป และทำความเร็วสูงสุดได้ไม่ต่ำกว่า 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะถูกจัดว่าเป็น “รถจักรยานยนต์” ตามกฎหมาย ซึ่งจำเป็นต้องจดทะเบียน ทำ พ.ร.บ. และเสียภาษีประจำปี
- สถานะทางกฎหมายยังเป็นพื้นที่สีเทา: กฎหมายไทยยังไม่มีมาตราที่ระบุถึงจักรยานไฟฟ้าโดยเฉพาะ ทำให้การบังคับใช้ขึ้นอยู่กับการตีความตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ซึ่งนิยาม “รถจักรยานยนต์” ไว้อย่างกว้าง
- การใช้งานบนถนนหลวงมีความเสี่ยง: แม้จักรยานไฟฟ้าทั่วไปจะไม่ต้องจดทะเบียน แต่การนำไปวิ่งบนถนนสายหลักที่มีการจราจรหนาแน่น อาจมีความผิดฐานกีดขวางการจราจรหรือขับขี่โดยประมาทได้
- สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไม่ต้องจดทะเบียน: หน่วยงานภาครัฐได้ยืนยันว่าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไม่เข้าข่ายต้องจดทะเบียน แต่ไม่แนะนำให้นำมาใช้งานบนถนนสาธารณะเนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย
ทำความเข้าใจสถานะของจักรยานไฟฟ้าในปัจจุบัน
จักรยานไฟฟ้าต้องมีทะเบียนไหม? สรุปกฎหมายที่ต้องรู้ เป็นประเด็นที่ผู้ครอบครองและผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากความนิยมที่เพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับข้อกฎหมายที่ยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในการบังคับใช้กฎหมาย ผู้ใช้งานจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างยานพาหนะไฟฟ้าแต่ละประเภท รวมถึงข้อจำกัดและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายและรับประกันความปลอดภัยในการขับขี่บนท้องถนนสาธารณะ การทราบข้อมูลที่ถูกต้องไม่เพียงแต่ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างสบายใจ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวัฒนธรรมการใช้รถใช้ถนนอย่างรับผิดชอบร่วมกัน
สถานการณ์ปัจจุบันในประเทศไทยคือ กรมการขนส่งทางบกยังไม่มีกระบวนการที่ชัดเจนในการรับจดทะเบียน “จักรยานไฟฟ้า” (e-bike) ที่มีลักษณะเป็นจักรยานเสริมมอเตอร์ ในขณะเดียวกัน ก็ได้เปิดให้ “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” (EV Bike) ที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ สามารถจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ความแตกต่างนี้เองคือหัวใจสำคัญที่ผู้ใช้งานทุกคนต้องทำความเข้าใจ เพื่อที่จะสามารถจำแนกประเภทรถของตนและปฏิบัติตามข้อบังคับได้อย่างเหมาะสม
การจำแนกประเภท: จักรยานไฟฟ้า vs. มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติตามกฎหมาย สิ่งแรกที่ต้องทำคือการแยกแยะระหว่าง “จักรยานไฟฟ้า” และ “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” ซึ่งมักถูกเรียกสับสนกันในตลาด แต่มีสถานะทางกฎหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การจำแนกสามารถพิจารณาได้จากลักษณะทางกายภาพ สมรรถนะ และเอกสารจากผู้ผลิต ดังตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้
| ประเภท | ลักษณะทั่วไป | สถานะตามกฎหมาย (โดยสรุป) |
|---|---|---|
| มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (EV Bike) | รูปทรงคล้ายรถจักรยานยนต์ทั่วไป มีอุปกรณ์ความปลอดภัยครบถ้วน เช่น ไฟหน้า ไฟเลี้ยว และกระจกมองข้าง ผู้ผลิตสามารถออกเอกสารสำหรับจดทะเบียนได้ | หากมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ (กำลังมอเตอร์ ≥ 250W, ความเร็ว ≥ 45 กม./ชม.) จะต้องจดทะเบียน, ทำ พ.ร.บ. และเสียภาษีประจำปี |
| จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) | รูปทรงเป็นจักรยาน มีบันไดสำหรับถีบ มอเตอร์ไฟฟ้ามีหน้าที่เป็นระบบช่วยผ่อนแรง (Pedal-assist) หรือมีคันเร่งขนาดเล็ก ความเร็วไม่สูงมาก | ปัจจุบันยังไม่มีระบบรองรับการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ ในทางปฏิบัติจึงถือว่า “ไม่ต้องจดทะเบียน” แต่ควรใช้งานในพื้นที่จำกัด |
| สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า / Hoverboard | ยานพาหนะขนาดเล็กสำหรับยืนขับขี่ หรือมีที่นั่งขนาดเล็ก ล้อมีขนาดเล็ก และไม่มีอุปกรณ์ความปลอดภัยเทียบเท่ารถจักรยานยนต์ | หน่วยงานรัฐยืนยันว่า “ไม่เข้าข่ายต้องจดทะเบียน” แต่การนำไปใช้งานบนถนนสาธารณะมีความเสี่ยงสูงและอาจผิดกฎหมายจราจรข้อหาอื่นได้ |
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับจักรยานไฟฟ้าและรถไฟฟ้าขนาดเล็ก
เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อกำกับดูแลจักรยานไฟฟ้าโดยตรง การตีความจึงต้องอ้างอิงจากกฎหมายที่มีอยู่เดิม ได้แก่ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และกฎระเบียบของกรมการขนส่งทางบกที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนรถ
ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก ได้ให้นิยามของคำว่า “รถจักรยานยนต์” ไว้อย่างกว้าง โดยครอบคลุมถึง “รถที่เดินด้วยกำลังเครื่องยนต์หรือกำลังไฟฟ้าและมีล้อไม่เกินสองล้อ ถ้ามีพ่วงข้างมีล้อเพิ่มอีกไม่เกินหนึ่งล้อ” ซึ่งจากนิยามนี้ จักรยานไฟฟ้าที่มีสมรรถนะสูง อาจถูกเจ้าหน้าที่ตีความว่าเข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ได้
ประเด็นนี้ก่อให้เกิด “ช่องว่างทางกฎหมาย” ขึ้น กล่าวคือ ในขณะที่กฎหมายจราจรอาจมองว่าจักรยานไฟฟ้าสมรรถนะสูงเป็นรถจักรยานยนต์ แต่ในทางปฏิบัติ กรมการขนส่งทางบกยังไม่เปิดรับจดทะเบียนยานพาหนะประเภทนี้ในฐานะ “จักรยานไฟฟ้า” ทำให้ไม่สามารถดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ครบถ้วน นำไปสู่ความสับสนในการใช้งานบนท้องถนน
ดังนั้น สถานะของจักรยานไฟฟ้าจึงตกอยู่ในพื้นที่สีเทา หากมีกำลังมอเตอร์สูงและความเร็วมากพอที่จะใช้งานทดแทนรถจักรยานยนต์ ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกบังคับใช้กฎหมายในฐานะรถจักรยานยนต์ที่ไม่ได้จดทะเบียน
เกณฑ์ของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ต้องจดทะเบียน
เพื่อแก้ไขปัญหาและรองรับตลาดยานยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้น กรมการขนส่งทางบกได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับ “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” หรือ EV Bike ที่สามารถนำมาจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์ได้อย่างถูกต้อง โดยต้องมีคุณสมบัติดังนี้:
- กำลังมอเตอร์: ต้องมีกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 250 วัตต์ (0.25 กิโลวัตต์)
- ความเร็วสูงสุด: ต้องสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ไม่ต่ำกว่า 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- เอกสารจากผู้ผลิต: ต้องมีเอกสารประกอบการจดทะเบียนครบถ้วนจากผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย เช่น หนังสือแจ้งจำหน่าย, ใบเสร็จรับเงิน, และใบกำกับภาษี
หากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ข้างต้น จะถูกพิจารณาว่าเป็น “รถจักรยานยนต์” อย่างเต็มรูปแบบตามกฎหมาย ซึ่งหมายความว่าผู้ครอบครองมีหน้าที่ต้องดำเนินการดังต่อไปนี้:
- จดทะเบียน: นำรถไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกเพื่อขอรับแผ่นป้ายทะเบียนและเล่มทะเบียน
- ทำ พ.ร.บ.: จัดทำประกันภัยภาคบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535
- เสียภาษีประจำปี: ชำระภาษีรถประจำปีเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง
การนำมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์เหล่านี้ไปใช้งานบนถนนสาธารณะโดยไม่จดทะเบียนให้เรียบร้อย ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย มีโทษปรับในข้อหาใช้รถที่ยังไม่ได้จดทะเบียนและไม่ชำระภาษีประจำปี
จักรยานไฟฟ้าต้องมีทะเบียนไหม? คำตอบสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป
สำหรับคำถามหลักที่ว่า จักรยานไฟฟ้าต้องมีทะเบียนไหม เมื่อพิจารณาจากแนวทางปฏิบัติและข้อมูลในปัจจุบัน สามารถสรุปได้ว่าจักรยานไฟฟ้าทั่วไปที่เน้นการใช้งานแบบจักรยานเสริมแรงถีบ มีความเร็วไม่สูงมาก และมีกำลังมอเตอร์ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (ต่ำกว่า 250 วัตต์) ในทางปฏิบัติยังไม่ต้องจดทะเบียน เนื่องจากกรมการขนส่งทางบกยังไม่เปิดรับจดทะเบียนยานพาหนะประเภทนี้
อย่างไรก็ตาม การไม่ต้องจดทะเบียนไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้งานที่ใดก็ได้โดยไม่มีข้อจำกัด ผู้ใช้งานควรตระหนักถึงข้อควรระวังดังนี้:
- พื้นที่การใช้งานที่เหมาะสม: จักรยานไฟฟ้าประเภทนี้เหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่จำกัด เช่น ภายในหมู่บ้าน, ซอย, หรือถนนรองที่มีการจราจรไม่หนาแน่น การใช้งานในลักษณะเดียวกับจักรยานทั่วไปมักจะไม่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม
- ความเสี่ยงบนถนนหลวง: การนำจักรยานไฟฟ้าไปขับขี่บนถนนสายหลัก, ทางหลวง, หรือถนนที่มีความเร็วสูงและมีการจราจรคับคั่ง ถือเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงอันตรายและอาจผิดกฎหมาย แม้ตัวรถจะไม่ต้องจดทะเบียนก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจพิจารณาตั้งข้อหาอื่นได้ เช่น ขับขี่รถในลักษณะกีดขวางการจราจร, ใช้รถไม่เหมาะสมกับสภาพทาง, หรือขับขี่โดยประมาทอันอาจก่อให้เกิดอันตราย
- การตีความของเจ้าหน้าที่: หากจักรยานไฟฟ้ามีสมรรถนะสูงจนใกล้เคียงกับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า แม้จะจดทะเบียนไม่ได้ แต่ก็มีความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่จะตีความว่าเข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ และอาจมีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับใบอนุญาตขับขี่หรือการสวมหมวกนิรภัยได้
ข้อบังคับสำหรับสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและยานพาหนะไฟฟ้าอื่นๆ
ในส่วนของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า, โฮเวอร์บอร์ด, หรือยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายกัน เคยมีประเด็นข่าวที่สร้างความสับสนว่าจะต้องจดทะเบียนและเสียภาษี แต่ต่อมาหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้ออกมาชี้แจงและยืนยันแล้วว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง
สถานะปัจจุบันของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคือ ไม่ต้องจดทะเบียน และยังไม่ถูกจัดให้อยู่ในระบบทะเบียนของกรมการขนส่งทางบก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าคือข้อจำกัดด้านความปลอดภัยในการใช้งาน แม้ยานพาหนะเหล่านี้จะไม่ต้องจดทะเบียน แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้นำมาวิ่งบนถนนสาธารณะหรือทางเท้า การนำสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไปใช้บนถนนหลวงอาจถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายและยึดเป็นของกลางได้ โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีการบังคับใช้กฎจราจรอย่างเข้มงวด ดังนั้น จึงแนะนำให้ใช้งานในพื้นที่ส่วนบุคคล, พื้นที่ปิด, หรือสวนสาธารณะที่อนุญาตเท่านั้น
ขั้นตอนการจดทะเบียนมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (EV Bike) ให้ถูกต้อง
สำหรับผู้ที่เลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (EV Bike) ที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่สามารถจดทะเบียนได้ (กำลังมอเตอร์ ≥ 250W และความเร็ว ≥ 45 กม./ชม.) และได้รับเอกสารจากผู้ผลิตครบถ้วน การดำเนินการจดทะเบียนให้ถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สามารถใช้งานบนถนนหลวงได้อย่างถูกกฎหมาย โดยมีขั้นตอนและเอกสารที่ต้องเตรียมดังนี้:
สถานที่ยื่นเรื่อง:
- กรุงเทพมหานคร: สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-5
- ต่างจังหวัด: สำนักงานขนส่งจังหวัดที่รถอยู่ในเขตรับผิดชอบ
เอกสารที่ต้องเตรียม:
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของรถ
- หนังสือแจ้งจำหน่ายจากบริษัทผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการ
- สัญญาซื้อขาย, ใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษี
- หลักฐานการทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ:
ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนรถใหม่อยู่ที่ประมาณ 500 บาท (ประกอบด้วยค่าจดทะเบียน, ค่าแผ่นป้ายทะเบียน, และค่าสมุดคู่มือจดทะเบียน) ซึ่งยังไม่รวมค่าภาษีประจำปีและค่า พ.ร.บ. หลังจากจดทะเบียนเสร็จสิ้น ผู้ครอบครองจะมีหน้าที่ต้องต่อภาษีและ พ.ร.บ. เป็นประจำทุกปีเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ทั่วไป
แนวทางการใช้งานจักรยานไฟฟ้าอย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย
จากการที่กฎหมายจักรยานไฟฟ้าในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและมีพื้นที่สีเทา การเลือกใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าให้เหมาะสมและปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แนวทางปฏิบัติที่แนะนำในปัจจุบันมีดังนี้:
- หากเน้นใช้งานบนถนนสายหลัก: ควรเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (EV Bike) รุ่นที่สามารถจดทะเบียนได้ และดำเนินการทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งการจดทะเบียน, การทำ พ.ร.บ., การชำระภาษี, รวมถึงผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์และสวมหมวกนิรภัยทุกครั้ง
- หากเป็นจักรยานไฟฟ้าทั่วไป: ควรจำกัดการใช้งานหลักอยู่ในซอย, ถนนในชุมชน, หรือภายในหมู่บ้าน หลีกเลี่ยงการนำไปขับขี่บนถนนใหญ่ที่มีการจราจรคับคั่งและใช้ความเร็วสูง เพื่อความปลอดภัยควรติดตั้งไฟส่องสว่างทั้งด้านหน้าและด้านท้าย และสวมหมวกนิรภัยสำหรับจักรยานหรือรถจักรยานยนต์เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
- หากเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: ควรใช้งานในพื้นที่ปิด เช่น ลานส่วนตัว หรือสวนสาธารณะที่อนุญาตเท่านั้น การนำมาวิ่งบนถนนสาธารณะถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอุบัติเหตุและอาจมีปัญหาทางกฎหมายตามมา
การปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมาย แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้ร่วมใช้ทางคนอื่นๆ อีกด้วย
สำหรับผู้ที่สนใจจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike คุณภาพ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการใช้งาน สามารถเลือกชมสินค้าได้ที่ GIANT Shopping Mall ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ยานพาหนะไฟฟ้าหลากหลายประเภทให้เลือกสรร พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่:
- FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
- LINE: @giantshoppingmall
- เว็บไซต์: https://giant-shopping.com/contact-us/
เวลาทำการ: เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

