ขับ E-Bike ต้องมีใบขับขี่ไหม? สรุปกฎหมายล่าสุด 2568
- ประเด็นสำคัญที่ต้องรู้เกี่ยวกับกฎหมาย E-Bike
- ทำความเข้าใจกฎหมายจักรยานไฟฟ้า: ทำไมจึงสำคัญในปี 2568
- นิยามของ “จักรยานไฟฟ้า” ตามกฎหมายไทย
- สรุปสาระสำคัญกฎหมายจราจรฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2568
- ตารางสรุปอัตราค่าปรับและเกณฑ์การตัดคะแนนความประพฤติล่าสุด
- ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติมสำหรับยานพาหนะไฟฟ้าประเภทต่างๆ
- บทสรุป: ขับขี่ E-Bike อย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัย
- เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน
ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทย เนื่องจากความสะดวกสบายในการเดินทางระยะใกล้และการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การใช้งานที่แพร่หลายทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับข้อบังคับทางกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ขับ E-Bike ต้องมีใบขับขี่ไหม? สรุปกฎหมายล่าสุด 2568 เป็นสิ่งที่ผู้ใช้และผู้ที่สนใจจำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน เพื่อการใช้งานที่ถูกต้องและปลอดภัยบนท้องถนน
ประเด็นสำคัญที่ต้องรู้เกี่ยวกับกฎหมาย E-Bike
- การจำแนกประเภทคือหัวใจสำคัญ: E-Bike ที่มีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 4,000 วัตต์ และมีความเร็วสูงสุดไม่เกิน 25 กม./ชม. ไม่จัดเป็นรถจักรยานยนต์ จึงไม่จำเป็นต้องมีใบขับขี่ ไม่ต้องจดทะเบียน หรือเสียภาษี
- เมื่อ E-Bike กลายเป็นรถจักรยานยนต์: หาก E-Bike มีคุณสมบัติเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (กำลังมอเตอร์มากกว่า 4,000 วัตต์ หรือความเร็วสูงสุดเกิน 25 กม./ชม.) จะถูกจัดประเภทเป็นรถจักรยานยนต์ตามกฎหมายทันที ซึ่งหมายความว่าผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์, ต้องจดทะเบียนรถ, และชำระภาษีประจำปี
- กฎหมายจราจร 2568 เข้มงวดขึ้น: พระราชบัญญัติจราจรทางบกฉบับแก้ไขเพิ่มเติมล่าสุด มุ่งเน้นการเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน โดยมีการปรับเพิ่มอัตราค่าปรับในความผิดหลายรายการ และบังคับใช้ระบบตัดคะแนนความประพฤติอย่างจริงจัง
- หมวกนิรภัยเป็นสิ่งจำเป็น: ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป การสวมหมวกนิรภัยจะเป็นข้อบังคับ 100% สำหรับทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ (รวมถึง E-Bike ที่เข้าข่าย) โดยมีบทลงโทษที่รุนแรงหากฝ่าฝืน
ทำความเข้าใจกฎหมายจักรยานไฟฟ้า: ทำไมจึงสำคัญในปี 2568
ในยุคที่การเดินทางในเมืองมีความซับซ้อนและเร่งรีบ จักรยานไฟฟ้าได้กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนจำนวนมาก ด้วยความสามารถในการลดระยะเวลาการเดินทาง ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้งาน E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าบนท้องถนน ทำให้ภาครัฐต้องทบทวนและปรับปรุงกฎหมายจราจรให้ทันสมัยและครอบคลุม เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุ
ปี พ.ศ. 2568 ถือเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของกฎหมายจราจรทางบกในประเทศไทย การปรับปรุงกฎหมายไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ทั่วไป แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อผู้ใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลด้วย การทำความเข้าใจข้อกำหนดเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังเป็นเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและผู้ร่วมใช้ถนนคนอื่นๆ การทราบว่า E-Bike ที่ใช้งานอยู่เข้าข่ายเป็นจักรยานหรือรถจักรยานยนต์ จะช่วยให้ผู้ขับขี่เตรียมตัวได้อย่างถูกต้อง ทั้งในเรื่องของเอกสารที่จำเป็น เช่น ใบขับขี่ และการปฏิบัติตัวตามกฎจราจร เช่น การสวมหมวกนิรภัย ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกปรับและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้
นิยามของ “จักรยานไฟฟ้า” ตามกฎหมายไทย
เพื่อให้สามารถตอบคำถามว่า ขับ E-Bike ต้องมีใบขับขี่ไหม? สรุปกฎหมายล่าสุด 2568 ได้อย่างชัดเจน จำเป็นต้องเข้าใจเกณฑ์การจำแนกประเภทยานพาหนะตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่ใช้ในการควบคุมการจราจรในประเทศไทย กฎหมายไม่ได้จำแนกยานพาหนะจากชื่อเรียกทางการค้า แต่พิจารณาจากคุณสมบัติทางเทคนิคเป็นสำคัญ
หัวใจสำคัญของการพิจารณาว่า E-Bike ต้องใช้ใบขับขี่หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ “กำลังมอเตอร์” และ “ความเร็วสูงสุด” ของตัวรถเป็นหลัก
เกณฑ์การจำแนกประเภท: เมื่อไหร่ E-Bike ไม่ต้องใช้ใบขับขี่?
ตามนิยามของกฎหมาย หากจักรยานไฟฟ้ามีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด จะถูกจัดให้อยู่ในประเภท “จักรยาน” ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้งานจะได้รับข้อยกเว้นต่างๆ เช่นเดียวกับการขี่จักรยานทั่วไป เกณฑ์ดังกล่าวประกอบด้วย:
- กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า: ต้องมีกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าไม่เกิน 4,000 วัตต์
- ความเร็วสูงสุด: ต้องถูกจำกัดความเร็วสูงสุดไว้ไม่เกิน 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- ลักษณะทางกายภาพ: ต้องไม่สามารถดัดแปลงหรือแก้ไขให้กลายเป็นยานพาหนะประเภทอื่นได้โดยง่าย
หาก E-Bike ที่ใช้งานมีคุณสมบัติครบทั้งสามข้อข้างต้น จะถือว่าเป็น “จักรยาน” ตามกฎหมายจราจรทางบก ส่งผลให้ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตขับขี่ ไม่ต้องนำรถไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก และไม่ต้องชำระภาษีรถประจำปี อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่ยังคงต้องปฏิบัติตามกฎจราจรพื้นฐานสำหรับจักรยาน เช่น การให้สัญญาณมือ และการขับขี่ในช่องทางที่กำหนด
กรณีที่ E-Bike ถูกจัดเป็น “รถจักรยานยนต์”
ในทางกลับกัน หาก E-Bike มีคุณสมบัติอย่างน้อยหนึ่งข้อที่เกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ สถานะของยานพาหนะจะเปลี่ยนไปทันที ตัวอย่างเช่น:
- มีกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าสูงกว่า 4,000 วัตต์
- สามารถทำความเร็วสูงสุดได้เกิน 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ในกรณีเหล่านี้ E-Bike คันดังกล่าวจะถูกตีความและจัดประเภทเป็น “รถจักรยานยนต์” ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งนำมาสู่ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสำหรับผู้ครอบครองและผู้ขับขี่ ดังนี้:
- ใบอนุญาตขับขี่: ผู้ขับขี่จะต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (หรือใบขับขี่ชั่วคราว) ที่ยังไม่หมดอายุ การขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาต หรือมีแต่หมดอายุ มีโทษปรับตามที่กฎหมายกำหนด
- การจดทะเบียนและป้ายทะเบียน: เจ้าของรถมีหน้าที่ต้องนำรถไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อขอรับแผ่นป้ายทะเบียนและเล่มทะเบียนรถให้ถูกต้อง
- การชำระภาษีประจำปี: รถที่จดทะเบียนแล้วจะต้องมีการชำระภาษีรถประจำปีเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ทั่วไป
- การทำ พ.ร.บ.: ต้องมีการจัดทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ประสบภัยจากรถ
การละเลยข้อกำหนดเหล่านี้อาจนำไปสู่การถูกดำเนินคดีและมีโทษปรับสูง ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อหรือใช้งาน E-Bike รุ่นใด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบคุณสมบัติทางเทคนิคของรถให้แน่ใจ เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง
สรุปสาระสำคัญกฎหมายจราจรฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2568
กฎหมายจราจรทางบกฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปี พ.ศ. 2568 มีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับความปลอดภัยและสร้างวินัยบนท้องถนน การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญส่งผลกระทบต่อผู้ขับขี่ยานพาหนะทุกประเภท รวมถึงผู้ใช้ E-Bike ที่เข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ด้วย สาระสำคัญที่ควรทราบมีดังนี้
ระบบตัดแต้มใบขับขี่: สิ่งที่ผู้ขับขี่ทุกคนต้องรู้
ระบบตัดคะแนนความประพฤติในการขับรถเป็นมาตรการที่ถูกนำมาบังคับใช้อย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยผู้ที่มีใบอนุญาตขับขี่ทุกคนจะเริ่มต้นด้วยคะแนนเต็ม 12 คะแนน คะแนนจะถูกตัดเมื่อกระทำความผิดตามกฎจราจรในข้อหาต่างๆ ซึ่งแบ่งตามระดับความรุนแรง:
- ตัด 1 คะแนน: ความผิดเล็กน้อย เช่น ขับรถเร็วเกินกำหนด, ไม่สวมหมวกนิรภัย, ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่, ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย
- ตัด 2 คะแนน: ความผิดที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร (ฝ่าไฟแดง), ขับรถย้อนศร
- ตัด 3 คะแนน: ความผิดที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่น เช่น ขับรถในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ, ขับรถชนแล้วหนี (กรณีไม่มีผู้บาดเจ็บ)
- ตัด 4 คะแนน: ความผิดร้ายแรงที่สุด เช่น เมาแล้วขับ, แข่งรถในทางสาธารณะ, ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นอย่างร้ายแรง
หากผู้ขับขี่ถูกตัดคะแนนจนหมด (เหลือ 0 คะแนน) จะถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เป็นเวลา 90 วัน และหากกระทำผิดซ้ำอาจนำไปสู่การเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ได้
ข้อบังคับเรื่องหมวกนิรภัย: เข้มงวดกว่าเดิม
หนึ่งในมาตรการที่ถูกเน้นย้ำและเพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้คือการสวมหมวกนิรภัย ตามมาตรา 122 แห่ง พ.ร.บ. จราจรทางบก ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป กฎหมายบังคับให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ทุกคนต้องสวมหมวกนิรภัย 100% โดยไม่มีข้อยกเว้น
อัตราโทษสำหรับการไม่สวมหมวกนิรภัยถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก:
- ผู้ขับขี่ไม่สวมหมวกนิรภัย: มีโทษปรับสูงสุด 2,000 บาท (เพิ่มขึ้นจากเดิม 4 เท่า) และถูกตัด 1 คะแนนความประพฤติ
- ผู้โดยสารไม่สวมหมวกนิรภัย: ผู้ขับขี่จะถูกปรับเพิ่มอีก 2,000 บาท ฐานยินยอมให้ผู้ไม่สวมหมวกนิรภัยซ้อนท้าย
ดังนั้น หากทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายไม่สวมหมวกนิรภัย ผู้ขับขี่อาจต้องรับโทษปรับรวมสูงสุดถึง 4,000 บาท
ข้อกำหนดอื่นๆ สำหรับผู้ขับขี่จักรยานยนต์ (รวมถึง E-Bike ที่เข้าข่าย)
นอกเหนือจากเรื่องใบขับขี่และหมวกนิรภัยแล้ว ผู้ใช้ E-Bike ที่มีสถานะเป็นรถจักรยานยนต์ยังต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอื่นๆ อย่างเคร่งครัด ได้แก่:
- จำนวนผู้โดยสาร: อนุญาตให้มีผู้ซ้อนท้ายได้ไม่เกิน 1 คน
- การบรรทุกสิ่งของ: สามารถบรรทุกสิ่งของได้โดยมีน้ำหนักรวมไม่เกิน 50 กิโลกรัม และต้องจัดวางอย่างมั่นคงปลอดภัย
- การใช้ความเร็ว: ต้องปฏิบัติตามป้ายจำกัดความเร็วบนถนนแต่ละสายอย่างเคร่งครัด การขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดมีโทษปรับและถูกตัดคะแนน
- การแสดงเอกสาร: ผู้ขับขี่ต้องพกพาใบอนุญาตขับขี่และสำเนาทะเบียนรถติดตัวเสมอ และพร้อมแสดงต่อเจ้าหน้าที่เมื่อถูกเรียกตรวจสอบ การไม่พกพาหรือไม่สามารถแสดงได้มีโทษปรับเช่นกัน
ตารางสรุปอัตราค่าปรับและเกณฑ์การตัดคะแนนความประพฤติล่าสุด
เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับบทลงโทษตามกฎหมายจราจรฉบับใหม่ พ.ศ. 2568 ตารางด้านล่างนี้ได้สรุปความผิดที่พบบ่อย อัตราโทษปรับ และจำนวนคะแนนที่ถูกตัด
| ฐานความผิด | อัตราค่าปรับ / โทษ | การตัดคะแนน |
|---|---|---|
| เมาแล้วขับ (กระทำผิดครั้งแรก) | จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ | 4 คะแนน |
| เมาแล้วขับ (กระทำผิดซ้ำ) | โทษปรับและจำคุกสูงขึ้น (สูงสุด 100,000 บาท และจำคุก 1-5 ปี หากทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ) | 4 คะแนน |
| ขับรถเร็วเกินกำหนด / ไม่สวมหมวกนิรภัย / ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ | ปรับ 1,000-2,000 บาท | 1 คะแนน |
| ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร / ขับรถย้อนศร | ปรับไม่เกิน 2,000 บาท | 2 คะแนน |
| แข่งรถในทาง / ขับรถรบกวนผู้อื่น (เช่น ขับรถเหยียบน้ำกระเด็นใส่) | จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับ 2,000-10,000 บาท (กรณีร้ายแรงอาจถูกริบรถ) | 3-4 คะแนน |
| ขับรถในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ | ปรับไม่เกิน 2,000 บาท | 2 คะแนน |
| ไม่มีใบขับขี่ หรือใบขับขี่หมดอายุ | ปรับไม่เกิน 2,000 บาท | – (ไม่มีการตัดแต้มเนื่องจากไม่มีใบขับขี่ให้ตัด) |
| ไม่พกพา หรือไม่แสดงใบขับขี่ | ปรับไม่เกิน 1,000 บาท | – (แต่หากมีใบขับขี่และกระทำผิดอื่นร่วมด้วย จะถูกตัดแต้มตามความผิดนั้น) |
ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติมสำหรับยานพาหนะไฟฟ้าประเภทต่างๆ
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะไฟฟ้ายังคงมีการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมเทคโนโลยีและรูปแบบการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไป
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: ใช้กฎหมายเดียวกับ E-Bike หรือไม่?
สำหรับสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หลักการในการพิจารณาข้อกฎหมายจะใช้เกณฑ์เดียวกันกับจักรยานไฟฟ้า นั่นคือการพิจารณาจากกำลังของมอเตอร์และความเร็วสูงสุด หากสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีคุณสมบัติไม่เกินเกณฑ์ (กำลังไม่เกิน 4,000 วัตต์ และความเร็วไม่เกิน 25 กม./ชม.) ก็จะถูกจัดเป็นยานพาหนะส่วนบุคคลที่ไม่ต้องใช้ใบขับขี่หรือจดทะเบียน แต่หากมีสมรรถนะสูงเกินกว่าเกณฑ์ดังกล่าว ก็จะถูกจัดเป็นรถจักรยานยนต์และต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเช่นเดียวกันทุกประการ
กรณีพิเศษ: E-Bike สำหรับบริการสาธารณะ (Ride Sharing)
ในกรณีที่ E-Bike ถูกนำมาใช้เพื่อการบริการในเชิงพาณิชย์ เช่น บริการให้เช่าหรือ Ride Sharing จะมีกฎระเบียบเพิ่มเติมเข้ามาเกี่ยวข้อง ตามประกาศของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ที่ ธพด. 2/2568 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป กำหนดให้ผู้ให้บริการและผู้ขับขี่ E-Bike ในลักษณะนี้ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเพิ่มเติม รวมถึงการที่ผู้ขับขี่อาจจำเป็นต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการขนส่งสาธารณะ
ความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบก
แม้ว่าบทความนี้จะสรุปหลักเกณฑ์ตามกฎหมายล่าสุด แต่ข้อกำหนดทางเทคนิคและระเบียบปฏิบัติอาจมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการตรวจสอบข้อมูลโดยตรงกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ ก่อนการซื้อหรือใช้งาน E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารุ่นใดๆ แนะนำให้สอบถามข้อมูลจำเพาะของรุ่นนั้นๆ กับกรมการขนส่งทางบก เพื่อความมั่นใจว่าจะสามารถใช้งานยานพาหนะได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย 100%
บทสรุป: ขับขี่ E-Bike อย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัย
โดยสรุปแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า “ขับ E-Bike ต้องมีใบขับขี่ไหม?” ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติทางเทคนิคของยานพาหนะเป็นสำคัญ ผู้ใช้งานจำเป็นต้องตรวจสอบกำลังมอเตอร์และความเร็วสูงสุดของ E-Bike ที่ตนครอบครองหรือสนใจจะซื้อ หากมีคุณสมบัติไม่เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ก็สามารถใช้งานได้เสมือนจักรยานทั่วไปโดยไม่ต้องมีใบขับขี่ แต่หากมีสมรรถนะเกินเกณฑ์ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของรถจักรยานยนต์อย่างเคร่งครัด
นอกเหนือจากเรื่องใบขับขี่แล้ว การปฏิบัติตามกฎจราจรฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2568 ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการสวมหมวกนิรภัย การเคารพสัญญาณจราจร และการขับขี่ด้วยความเร็วที่เหมาะสม การมีความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมายไม่เพียงแต่ช่วยให้หลีกเลี่ยงค่าปรับและการถูกตัดคะแนน แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมการขับขี่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนบนท้องถนน
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน
การเลือกซื้อยานพาหนะไฟฟ้าที่เหมาะสมและได้มาตรฐานเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด GIANT Shopping Mall เป็นศูนย์จำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการใช้งาน พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับคุณสมบัติของรถแต่ละรุ่นเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายปัจจุบัน
สามารถติดต่อเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือเลือกชมสินค้าได้ที่:
- ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
- เวลาทำการ: เปิดบริการทุกวันจันทร์ – เสาร์ เวลา 9.00 – 18.00 น.
- เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
- ช่องทางออนไลน์: เยี่ยมชม FACEBOOK PAGE, พูดคุยผ่าน LINE, หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์
