ขี่ E-Bike ต้องมีใบขับขี่ไหม? สรุปกฎหมายที่ต้องรู้
- ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา
- ทำความเข้าใจนิยามของ “จักรยานไฟฟ้า” ในบริบทกฎหมายไทย
- ขี่ E-Bike ต้องมีใบขับขี่ไหม? เจาะลึกข้อกฎหมายในประเทศไทย
- การจดทะเบียนและ พ.ร.บ. สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า
- เปรียบเทียบข้อบังคับในต่างประเทศ: กรณีศึกษาจากสหรัฐอเมริกา
- ข้อควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย
- สรุปประเด็นสำคัญและแนวทางปฏิบัติ
ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทย เนื่องจากเป็นทางเลือกการเดินทางที่สะดวก ประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ความนิยมที่เพิ่มขึ้นนี้มาพร้อมกับคำถามสำคัญด้านกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า “ขี่ E-Bike ต้องมีใบขับขี่ไหม?” ซึ่งสร้างความสับสนให้กับผู้ใช้งานจำนวนมาก บทความนี้จะสรุปข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ขับขี่เข้าใจข้อบังคับและใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา
- ลักษณะทางกายภาพของรถ: กฎหมายไทยจำแนกประเภทของยานพาหนะไฟฟ้าโดยพิจารณาจากการมีอยู่ของ “บันไดถีบ” เป็นหลัก ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าต้องใช้ใบขับขี่และจดทะเบียนหรือไม่
- จักรยานไฟฟ้า (มีบันได): หากยานพาหนะมีลักษณะเป็นจักรยานที่มีบันไดสำหรับปั่น และมีมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นระบบเสริมแรง จะถูกจัดอยู่ในประเภทจักรยาน ซึ่งโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องมีใบขับขี่หรือจดทะเบียน
- สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (ไม่มีบันได): ยานพาหนะไฟฟ้าที่ไม่มีบันไดถีบและขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว จะถูกจัดให้อยู่ในประเภทรถจักรยานยนต์ตามกฎหมาย จำเป็นต้องมีใบอนุญาตขับขี่และต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก
- การปฏิบัติตามกฎจราจร: ไม่ว่าจะเป็นยานพาหนะประเภทใด ผู้ขับขี่ทุกคนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกอย่างเคร่งครัด รวมถึงการสวมหมวกนิรภัยเพื่อความปลอดภัย
ทำความเข้าใจนิยามของ “จักรยานไฟฟ้า” ในบริบทกฎหมายไทย
ก่อนจะตอบคำถามว่า ขี่ E-Bike ต้องมีใบขับขี่ไหม? สรุปกฎหมายที่ต้องรู้ นั้น การทำความเข้าใจคำจำกัดความและประเภทของยานพาหนะไฟฟ้าตามกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก เนื่องจากกฎหมายไม่ได้พิจารณาแค่ชื่อเรียกทางการตลาด แต่พิจารณาจากโครงสร้างและลักษณะการทำงานของตัวรถเป็นเกณฑ์ในการบังคับใช้ข้อกำหนดต่างๆ
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) คืออะไร?
โดยทั่วไป จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike หมายถึง จักรยานที่ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อช่วยในการขับเคลื่อน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามลักษณะการทำงาน:
- ระบบช่วยปั่น (Pedal-Assist หรือ Pedelec): มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงานก็ต่อเมื่อผู้ขี่ออกแรงปั่นบันไดเท่านั้น โดยมอเตอร์จะทำหน้าที่เสริมแรง ทำให้การปั่นเบาขึ้นและไปได้เร็วขึ้น ระบบนี้จะหยุดทำงานเมื่อผู้ขี่หยุดปั่นหรือเมื่อความเร็วถึงขีดจำกัดที่กำหนดไว้ จักรยานประเภทนี้ให้ความรู้สึกเหมือนการขี่จักรยานทั่วไป แต่ใช้แรงน้อยลง
- ระบบบิดคันเร่ง (Throttle-on-Demand): จักรยานประเภทนี้มีคันเร่งที่แฮนด์จับ ผู้ขี่สามารถบิดคันเร่งเพื่อให้มอเตอร์ทำงานและขับเคลื่อนจักรยานไปข้างหน้าได้โดยไม่จำเป็นต้องปั่น ซึ่งมีลักษณะการทำงานคล้ายกับรถจักรยานยนต์ E-Bike จำนวนมากในตลาดมักจะมีทั้งสองระบบควบคู่กัน เพื่อให้ผู้ใช้เลือกโหมดการขับขี่ได้ตามความต้องการ
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของกฎหมายไทย การจำแนกประเภทไม่ได้ซับซ้อนเท่าลักษณะการทำงานของมอเตอร์ แต่เน้นที่โครงสร้างพื้นฐานของรถเป็นสำคัญ
ความสับสนในข้อกฎหมาย: ทำไมคำถามนี้จึงสำคัญ
ความสับสนเกิดขึ้นจากความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ในตลาด ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันมาก ตั้งแต่แบบที่ดูเหมือนจักรยานเสือภูเขาไปจนถึงแบบที่คล้ายสกู๊ตเตอร์หรือมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็ก แต่ทั้งหมดอาจถูกเรียกรวมๆ ว่า “จักรยานไฟฟ้า” ในทางการค้า ทำให้ผู้บริโภคไม่แน่ใจว่ายานพาหนะที่ตนครอบครองนั้นจัดอยู่ในประเภทใดตามกฎหมาย
การทำความเข้าใจข้อกฎหมายให้ชัดเจนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับหน้าที่ของผู้ขับขี่ ทั้งในเรื่องการทำใบขับขี่ การจดทะเบียนรถ การทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) และการปฏิบัติตามกฎจราจรอื่นๆ ซึ่งหากละเลยหรือไม่ปฏิบัติตาม อาจนำไปสู่การถูกดำเนินคดีและเสียค่าปรับ รวมถึงปัญหาความคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้ ข้อมูลที่นำเสนอในบทความนี้อ้างอิงตามข้อบังคับล่าสุด เพื่อให้ผู้ใช้สามารถตัดสินใจและใช้งานได้อย่างถูกต้อง
ขี่ E-Bike ต้องมีใบขับขี่ไหม? เจาะลึกข้อกฎหมายในประเทศไทย
สำหรับกฎหมายในประเทศไทย คำตอบของคำถามที่ว่าการขี่ E-Bike ต้องใช้ใบขับขี่หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักเพียงข้อเดียว คือลักษณะทางกายภาพของยานพาหนะ ซึ่งเป็นตัวชี้ขาดว่ารถคันนั้นจะถูกตีความว่าเป็น “จักรยาน” หรือ “รถจักรยานยนต์”
เกณฑ์การพิจารณาหลัก: “บันไดถีบ” คือหัวใจสำคัญ
ตามการตีความของกรมการขนส่งทางบกและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้วางหลักเกณฑ์การจำแนกประเภทของยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กไว้ชัดเจน โดยใช้ “บันไดถีบ” เป็นองค์ประกอบในการตัดสิน
กรณีที่ 1: จักรยานไฟฟ้าที่มีบันได (Pedal-Assisted E-Bike)
หากยานพาหนะไฟฟ้ามีโครงสร้างหลักเป็นจักรยาน คือมีบันไดที่สามารถใช้เท้าปั่นเพื่อขับเคลื่อนได้จริง จะถูกอนุโลมให้จัดอยู่ในประเภท “รถจักรยาน” ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522
ในกรณีนี้ ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตขับขี่ และตัวรถก็ไม่จำเป็นต้องนำไปจดทะเบียนเพื่อขอป้ายทะเบียนหรือเสียภาษีประจำปี
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะไม่ต้องมีใบขับขี่ ผู้ใช้งานยังคงต้องปฏิบัติตามกฎจราจรสำหรับผู้ขี่จักรยานทุกประการ เช่น ขับขี่ในช่องทางที่กำหนด ให้สัญญาณมือเมื่อต้องการเลี้ยวหรือหยุด และควรสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยสูงสุด แม้กฎหมายจะไม่ได้บังคับอย่างเคร่งครัดสำหรับผู้ใหญ่ แต่ถือเป็นข้อปฏิบัติพื้นฐานที่สำคัญ
กรณีที่ 2: ยานพาหนะไฟฟ้าที่ไม่มีบันได (Electric Scooter/Moped-style)
สำหรับยานพาหนะไฟฟ้าที่ไม่มีบันไดสำหรับปั่น และขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากมอเตอร์โดยใช้คันเร่งเพียงอย่างเดียว เช่น สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่มีรูปร่างคล้ายรถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็ก ยานพาหนะเหล่านี้จะถูกจัดให้อยู่ในประเภท “รถจักรยานยนต์” ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522
เมื่อถูกจัดเป็นรถจักรยานยนต์แล้ว จะมีข้อบังคับทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ดังนี้:
- ต้องมีใบอนุญาตขับขี่: ผู้ขับขี่จะต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล
- ต้องจดทะเบียนและเสียภาษี: ตัวรถจะต้องผ่านการตรวจสภาพและจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อขอรับแผ่นป้ายทะเบียนและต้องชำระภาษีประจำปี
- ต้องจัดทำ พ.ร.บ.: ต้องมีการทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ประสบภัยจากรถ
- ต้องสวมหมวกนิรภัย: ทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายมีหน้าที่ต้องสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งที่เดินทาง
การขับขี่ยานพาหนะประเภทนี้โดยไม่มีใบขับขี่ หรือไม่จดทะเบียนให้ถูกต้อง ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายและมีโทษปรับ
ปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณา: กำลังมอเตอร์และความเร็วสูงสุด
แม้ว่าปัจจุบันกฎหมายไทยจะเน้นเรื่องบันไดถีบเป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติ กำลังของมอเตอร์ (วัตต์) และความเร็วสูงสุดของรถก็เป็นปัจจัยที่เจ้าหน้าที่อาจนำมาพิจารณาประกอบด้วย หากจักรยานไฟฟ้ามีกำลังมอเตอร์สูงมากและทำความเร็วได้เทียบเท่ารถจักรยานยนต์ทั่วไป ก็อาจถูกตีความว่าเป็นรถจักรยานยนต์ได้แม้ว่าจะมีบันไดติดตั้งอยู่ก็ตาม ดังนั้น ผู้ซื้อควรเลือกใช้ E-Bike ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวันและไม่ทรงพลังมากเกินไปจนเข้าข่ายเป็นยานพาหนะที่ต้องควบคุมเป็นพิเศษ
| ข้อบังคับทางกฎหมาย | จักรยานไฟฟ้า (มีบันไดถีบ) | สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (ไม่มีบันไดถีบ) |
|---|---|---|
| ใบอนุญาตขับขี่ | ไม่จำเป็น | จำเป็น (ใบขับขี่รถจักรยานยนต์) |
| การจดทะเบียน (ป้ายทะเบียน) | ไม่จำเป็น | จำเป็น |
| การทำประกันภัย พ.ร.บ. | ไม่จำเป็น | จำเป็น |
| การเสียภาษีประจำปี | ไม่ต้องเสีย | ต้องเสีย |
| การสวมหมวกนิรภัย | แนะนำอย่างยิ่ง (เพื่อความปลอดภัย) | บังคับตามกฎหมาย |
| การปฏิบัติตามกฎจราจร | ต้องปฏิบัติตาม (ในฐานะจักรยาน) | ต้องปฏิบัติตาม (ในฐานะรถจักรยานยนต์) |
การจดทะเบียนและ พ.ร.บ. สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า
สำหรับผู้ที่ใช้หรือกำลังจะซื้อยานพาหนะไฟฟ้าประเภทที่ไม่มีบันไดถีบ การทำความเข้าใจเรื่องการจดทะเบียนและ พ.ร.บ. เป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพื่อให้การใช้งานถูกต้องตามกฎหมายและได้รับความคุ้มครองที่จำเป็น
E-Bike แบบไหนต้องจดทะเบียน?
ดังที่กล่าวไปข้างต้น ยานพาหนะไฟฟ้าที่จะต้องนำไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก คือยานพาหนะที่เข้าข่ายเป็น “รถจักรยานยนต์” ซึ่งหมายถึงรถที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังมอเตอร์ไฟฟ้า ไม่มีบันไดสำหรับปั่น และอาจมีกำลังมอเตอร์หรือความเร็วสูงสุดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดสำหรับจักรยาน โดยขั้นตอนการจดทะเบียนจะคล้ายกับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ทั่วไป ซึ่งต้องมีเอกสารยืนยันจากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเกี่ยวกับมาตรฐานของตัวรถ เช่น กำลังมอเตอร์ หมายเลขตัวถัง และหมายเลขมอเตอร์
ความสำคัญของ พ.ร.บ. จักรยานไฟฟ้า
พ.ร.บ. หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 เป็นประกันภัยภาคบังคับที่รถทุกคันที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกจะต้องมี สำหรับสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหรือ E-Bike ที่เข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ การทำ พ.ร.บ. จึงเป็นสิ่งจำเป็นตามกฎหมาย โดย พ.ร.บ. จะให้ความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชีวิตและร่างกายของบุคคลที่ประสบอุบัติเหตุจากรถคันนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร หรือบุคคลภายนอก การมี พ.ร.บ. จึงเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น
เปรียบเทียบข้อบังคับในต่างประเทศ: กรณีศึกษาจากสหรัฐอเมริกา
เพื่อให้เห็นภาพที่กว้างขึ้น การศึกษาข้อบังคับเกี่ยวกับ E-Bike ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สามารถสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการกำกับดูแลที่เป็นระบบและอาจเป็นแนวทางที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้ในอนาคต
ระบบการจำแนกประเภท E-Bike (Class System)
ในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา ได้นำระบบการจำแนก E-Bike ออกเป็น 3 คลาส (Class) มาใช้เพื่อกำหนดกฎระเบียบที่แตกต่างกัน:
- Class 1: จักรยานไฟฟ้าที่มีระบบช่วยปั่น (Pedal-Assist) เท่านั้น มอเตอร์จะให้ความช่วยเหลือเมื่อผู้ขี่ปั่น และจะหยุดทำงานเมื่อความเร็วถึง 20 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 32 กม./ชม.)
- Class 2: จักรยานไฟฟ้าที่มีระบบบิดคันเร่ง (Throttle) มอเตอร์สามารถขับเคลื่อนรถได้โดยไม่ต้องปั่น แต่ความเร็วสูงสุดที่มอเตอร์ทำงานจะต้องไม่เกิน 20 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 32 กม./ชม.)
- Class 3: จักรยานไฟฟ้าที่มีระบบช่วยปั่น (Pedal-Assist) ที่มีความเร็วสูงขึ้น โดยมอเตอร์จะหยุดให้ความช่วยเหลือเมื่อความเร็วถึง 28 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 45 กม./ชม.) และมักจะต้องมีมาตรวัดความเร็วติดตั้งมาด้วย
โดยทั่วไปแล้ว E-Bike ใน Class 1 และ Class 2 ไม่จำเป็นต้องมีใบขับขี่หรือการจดทะเบียน และมักได้รับอนุญาตให้ใช้งานในเลนจักรยานได้ ขณะที่ Class 3 อาจมีข้อจำกัดที่เข้มงวดกว่า เช่น การจำกัดอายุผู้ขับขี่ หรือห้ามใช้ในบางเส้นทาง
ข้อกำหนดด้านกำลังมอเตอร์และขีดจำกัดความเร็ว
นอกจากระบบคลาสแล้ว กฎหมายในสหรัฐฯ (เช่น ในรัฐแคลิฟอร์เนีย) ยังกำหนดขีดจำกัดของกำลังมอเตอร์ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ไม่เกิน 750 วัตต์ เพื่อให้ถือว่าเป็นจักรยานไฟฟ้า หากยานพาหนะมีกำลังมอเตอร์สูงกว่านี้ หรือทำความเร็วได้เกินกว่าที่กำหนด อาจถูกจัดประเภทเป็นยานพาหนะประเภทอื่น เช่น รถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก (Moped) หรือมอเตอร์ไซค์ ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นทั้งหมด
ข้อควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย
ไม่ว่า E-Bike ของท่านจะเข้าข่ายเป็นจักรยานหรือรถจักรยานยนต์ การปฏิบัติตามข้อแนะนำด้านความปลอดภัยถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและลดความรุนแรงของการบาดเจ็บ
- สวมหมวกนิรภัยเสมอ: อุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ การสวมหมวกนิรภัยที่ได้มาตรฐานสามารถป้องกันการบาดเจ็บที่ศีรษะซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน
- เคารพกฎจราจร: ปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจร ป้ายจราจร และให้สัญญาณเมื่อต้องการเปลี่ยนทิศทาง ใช้ความเร็วที่เหมาะสมกับสภาพการจราจรและสภาพถนน
- เพิ่มการมองเห็น: ติดตั้งไฟส่องสว่างทั้งด้านหน้า (สีขาว) และด้านหลัง (สีแดง) สำหรับการขับขี่ในเวลากลางคืนหรือในที่แสงน้อย การสวมเสื้อผ้าสีสว่างหรือมีแถบสะท้อนแสงก็จะช่วยให้ผู้ใช้รถอื่นมองเห็นได้ง่ายขึ้น
- ตรวจสอบสภาพรถเป็นประจำ: ก่อนใช้งาน ควรตรวจสอบระบบเบรก ลมยาง และระบบไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ
- ระมัดระวังเป็นพิเศษ: E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามักจะเคลื่อนที่ได้เงียบและเร็วกว่าจักรยานทั่วไป ทำให้ผู้ใช้ถนนคนอื่นหรือคนเดินเท้าอาจไม่ทันสังเกต ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อขับขี่ผ่านทางแยกหรือในบริเวณที่มีคนพลุกพล่าน
สรุปประเด็นสำคัญและแนวทางปฏิบัติ
โดยสรุปแล้ว คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า ขี่ E-Bike ต้องมีใบขับขี่ไหม? นั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของยานพาหนะเป็นสำคัญ หากเป็นจักรยานไฟฟ้าที่มีบันไดถีบ โดยทั่วไปแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ใบขับขี่หรือจดทะเบียน แต่หากเป็นยานพาหนะไฟฟ้าที่ไม่มีบันไดถีบ เช่น สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า จะถูกจัดเป็นรถจักรยานยนต์ซึ่งต้องมีทั้งใบขับขี่ จดทะเบียน และทำ พ.ร.บ. ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ทางที่ดีที่สุดก่อนตัดสินใจซื้อ คือการตรวจสอบคุณสมบัติของรถให้แน่ใจและสอบถามผู้ขายให้ชัดเจนว่ายานพาหนะรุ่นนั้นเข้าข่ายเป็นรถประเภทใดตามกฎหมายไทย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจตามมาในอนาคต การเลือกใช้ยานพาหนะที่ถูกต้องตามข้อบังคับและขับขี่ด้วยความปลอดภัยไม่เพียงแต่ช่วยให้สบายใจ แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อตนเองและเพื่อนร่วมทางบนท้องถนนอีกด้วย
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่ได้มาตรฐานและออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ สามารถค้นหาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญได้ที่ GIANT Shopping Mall ซึ่งมีจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สามารถเยี่ยมชมได้ทาง FACEBOOK PAGE หรือสอบถามผ่าน LINE และ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์โดยตรง
