ขี่ E-Bike ลุยฝน? 5 ข้อควรระวังและวิธีดูแลหลังขับ
- ประเด็นสำคัญสำหรับผู้ใช้จักรยานไฟฟ้าในฤดูฝน
- ความท้าทายของการใช้จักรยานไฟฟ้าในสภาพอากาศเปียกชื้น
- ทำความเข้าใจข้อจำกัด: จักรยานไฟฟ้าไม่ได้กันน้ำทุกรุ่น
- 5 ข้อควรระวังเพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการขี่ E-Bike ลุยฝน
- เช็คลิสต์การดูแล E-Bike ฉบับสมบูรณ์หลังขับลุยฝน
- แนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ต้องใช้ E-Bike ในฤดูฝน
- บทสรุป: การใช้งานจักรยานไฟฟ้าอย่างปลอดภัยในหน้าฝน
คำถามที่ว่า ขี่ E-Bike ลุยฝน? 5 ข้อควรระวังและวิธีดูแลหลังขับ เป็นข้อกังวลสำคัญสำหรับผู้ใช้จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจำนวนมาก โดยเฉพาะในประเทศที่มีฤดูฝนยาวนาน การทำความเข้าใจข้อจำกัดของตัวรถ การปรับพฤติกรรมการขับขี่ และการบำรุงรักษาอย่างถูกวิธีหลังเผชิญความเปียกชื้น คือหัวใจสำคัญในการรับประกันความปลอดภัยและยืดอายุการใช้งานของยานพาหนะไฟฟ้าคู่ใจ
ประเด็นสำคัญสำหรับผู้ใช้จักรยานไฟฟ้าในฤดูฝน
- การกันน้ำมีขีดจำกัด: จักรยานไฟฟ้าส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อละอองฝนหรือการกระเซ็นของน้ำได้ในระดับหนึ่ง (Splash-proof) แต่ไม่ใช่การกันน้ำแบบสมบูรณ์ (Waterproof) จึงไม่สามารถแช่หรือจมน้ำได้
- ความเสี่ยงด้านไฟฟ้า: น้ำเป็นตัวนำไฟฟ้า การปล่อยให้น้ำซึมเข้าสู่ส่วนประกอบสำคัญ เช่น มอเตอร์ แบตเตอรี่ หรือกล่องควบคุม อาจทำให้เกิดการลัดวงจร ไฟรั่ว หรือความเสียหายถาวรได้
- ความปลอดภัยในการขับขี่ลดลง: สภาพถนนที่เปียกลื่นส่งผลให้ระยะเบรกยาวขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงในการลื่นไถล โดยเฉพาะบนพื้นผิวที่เป็นโลหะหรือเส้นแบ่งจราจร
- การบำรุงรักษาหลังเปียกฝนสำคัญที่สุด: การเช็ดทำความสะอาดและปล่อยให้รถแห้งสนิทก่อนการชาร์จไฟครั้งต่อไป เป็นขั้นตอนที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันความเสียหายในระยะยาว
- ตรวจสอบข้อมูลจำเพาะของรถ: ก่อนตัดสินใจขี่ลุยฝน ควรตรวจสอบคู่มือผู้ใช้เกี่ยวกับมาตรฐานการกันน้ำ (IP Rating) และคำแนะนำจากผู้ผลิต เพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างถูกต้อง
ความท้าทายของการใช้จักรยานไฟฟ้าในสภาพอากาศเปียกชื้น
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าได้กลายเป็นทางเลือกการเดินทางที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในเขตเมือง ด้วยความสะดวกสบายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การใช้งานในฤดูฝนนำมาซึ่งความท้าทายและความเสี่ยงที่แตกต่างจากการขับขี่ในสภาพอากาศปกติ ผู้ใช้งานทุกคนจำเป็นต้องตระหนักว่ายานพาหนะเหล่านี้มีระบบไฟฟ้าที่ซับซ้อน ซึ่งมีความไวต่อความชื้นสูง การขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องอาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงหรือความเสียหายต่อตัวรถที่มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสูง บทความนี้จึงมุ่งให้ข้อมูลที่ครอบคลุมสำหรับผู้ขับขี่ทุกคน ตั้งแต่การประเมินความสามารถในการกันน้ำของรถ ไปจนถึงข้อควรปฏิบัติขณะขับขี่ และขั้นตอนการดูแลรักษาหลังการใช้งาน เพื่อให้สามารถใช้ E-Bike ได้อย่างปลอดภัยและเต็มประสิทธิภาพสูงสุดแม้ในวันที่ฝนตก
ทำความเข้าใจข้อจำกัด: จักรยานไฟฟ้าไม่ได้กันน้ำทุกรุ่น
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือการเชื่อว่าจักรยานไฟฟ้าทุกคันสามารถขี่ลุยฝนหรือน้ำท่วมขังได้โดยไม่มีปัญหา ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายหลายรายมักเน้นย้ำว่ายานพาหนะไฟฟ้าของตนเองเหมาะสำหรับการใช้งานบนถนนแห้งเป็นหลัก และการรับประกันอาจไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดจากน้ำ ดังนั้น การทำความเข้าใจข้อจำกัดด้านการกันน้ำของรถจึงเป็นด่านแรกที่สำคัญที่สุด
ยานพาหนะไฟฟ้าถูกออกแบบมาให้ “ทนทานต่อน้ำ” ในระดับที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ “กันน้ำ” อย่างสมบูรณ์แบบเหมือนเรือดำน้ำ การใช้งานเกินขีดจำกัดที่ผู้ผลิตกำหนดอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายที่ไม่สามารถคาดเดาได้
มาตรฐานการกันน้ำ (IP Rating) บอกอะไรเรา?
มาตรฐานการป้องกันน้ำและฝุ่น หรือ IP Rating (Ingress Protection Rating) เป็นตัวชี้วัดสากลที่บ่งบอกความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ภายใน โดยจะแสดงด้วยตัวเลขสองหลัก:
- เลขหลักแรก: บอกระดับการป้องกันของแข็ง (ฝุ่น) มีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 6
- เลขหลักที่สอง: บอกระดับการป้องกันของเหลว (น้ำ) มีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 8
สำหรับ E-Bike ค่าที่พบบ่อยคือ:
- IP54: ป้องกันฝุ่นได้ในระดับหนึ่ง และป้องกันการฉีดหรือสาดของน้ำได้จากทุกทิศทาง เหมาะสำหรับฝนตกปรอยๆ หรือถนนเปียก แต่ไม่ควรขี่กลางฝนตกหนัก
- IP65: ป้องกันฝุ่นได้สมบูรณ์ และป้องกันการฉีดน้ำแรงดันต่ำได้จากทุกทิศทาง ถือว่าทนทานต่อฝนตกหนักได้ดีกว่า แต่ยังไม่แนะนำให้ลุยน้ำท่วมขัง
การตรวจสอบค่า IP Rating ของส่วนประกอบหลัก เช่น มอเตอร์, แบตเตอรี่, และกล่องควบคุม จะช่วยให้ผู้ใช้งานประเมินสถานการณ์ได้ว่ารถของตนเองสามารถรับมือกับสภาพอากาศเปียกชื้นได้มากน้อยเพียงใด
ความสำคัญของการตรวจสอบคู่มือและเงื่อนไขการรับประกัน
ก่อนนำ E-Bike ไปใช้งานในฤดูฝน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการอ่านคู่มือการใช้งานอย่างละเอียด ผู้ผลิตจะระบุข้อควรระวังและคำแนะนำในการใช้งานในสภาพอากาศต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ การตรวจสอบเงื่อนไขการรับประกันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากความเสียหายที่เกิดจากการใช้งานผิดประเภท เช่น การนำรถไปจมน้ำหรือปล่อยให้น้ำเข้าระบบไฟฟ้า มักจะอยู่นอกเหนือการรับประกัน หากผู้ผลิตหรือร้านค้าที่จัดจำหน่ายระบุอย่างชัดเจนว่า “ห้ามขี่ลุยฝน” หรือ “ห้ามลุยน้ำ” ผู้ใช้งานควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่อาจเกิดขึ้น
5 ข้อควรระวังเพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการขี่ E-Bike ลุยฝน
เมื่อประเมินแล้วว่า E-Bike มีความสามารถในการทนทานต่อน้ำในระดับที่ยอมรับได้และจำเป็นต้องใช้งานกลางสายฝน การปฏิบัติตามข้อควรระวัง 5 ประการต่อไปนี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยทั้งต่อผู้ขับขี่และตัวรถได้อย่างมีนัยสำคัญ
1. หลีกเลี่ยงแอ่งน้ำและพื้นที่น้ำท่วมขังเด็ดขาด
จุดที่อันตรายที่สุดสำหรับระบบไฟฟ้าของ E-Bike คือมอเตอร์ที่ดุมล้อ (Hub Motor) และกล่องควบคุม (Controller) ซึ่งมักติดตั้งอยู่ในตำแหน่งต่ำ การขี่ลุยแอ่งน้ำลึกที่ระดับน้ำสูงกว่าจุดติดตั้งเหล่านี้ จะเพิ่มความเสี่ยงที่น้ำจะซึมผ่านซีลเข้าไปสร้างความเสียหายภายในได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเกิดสนิมหรือการลัดวงจร นอกจากนี้ แอ่งน้ำยังอาจบดบังอันตรายบนพื้นถนน เช่น หลุมบ่อ ฝาท่อที่ชำรุด หรือเศษวัสดุแหลมคม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้
2. ปกป้องหัวใจหลัก: แบตเตอรี่, คอนโทรลเลอร์ และขั้วต่อ
แบตเตอรี่ของจักรยานไฟฟ้าส่วนใหญ่ออกแบบมาให้ทนทานต่อละอองฝน แต่ไม่ใช่การแช่น้ำ ก่อนขับขี่ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าฝาปิดช่องแบตเตอรี่หรือตัวล็อกแบตเตอรี่ปิดสนิทดีแล้ว พยายามอย่าให้พอร์ตชาร์จหรือขั้วต่อสายไฟต่างๆ สัมผัสกับน้ำโดยตรง หากจำเป็น อาจใช้ถุงพลาสติกหรือวัสดุกันน้ำคลุมส่วนที่เป็นหน้าจอแสดงผลหรือสวิตช์ควบคุมเพื่อป้องกันเพิ่มเติม
3. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ให้เหมาะสม
ถนนที่เปียกลื่นทำให้ประสิทธิภาพของระบบเบรกลดลงอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นดิสก์เบรกหรือวีเบรก ผ้าเบรกที่เปียกน้ำจะต้องใช้ระยะทางในการหยุดรถยาวนานกว่าปกติ ผู้ขับขี่จึงต้องลดความเร็วลงและเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากขึ้น นอกจากนี้ ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อขับขี่ผ่านพื้นผิวที่ลื่นง่าย เช่น เส้นแบ่งจราจร, ฝาท่อระบายน้ำ, รางเหล็ก หรือพื้นทางเท้าที่เป็นบล็อกปู ซึ่งอาจทำให้ล้อเล็กๆ ของ E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสูญเสียการยึดเกาะได้ง่าย
4. เพิ่มการมองเห็น ลดความเสี่ยงบนท้องถนน
ทัศนวิสัยในช่วงที่ฝนตกหนักมักจะย่ำแย่ลง การเปิดไฟหน้าและไฟท้ายตลอดเวลาที่ขับขี่จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การติดตั้งไฟท้ายเพิ่มเติมที่มีความสว่างสูงหรือมีโหมดกระพริบจะช่วยให้ผู้ใช้รถยนต์คันอื่นสังเกตเห็นได้ง่ายขึ้น การสวมใส่เสื้อกันฝนสีสว่างหรือสีสะท้อนแสง รวมถึงหมวกกันน็อกที่มีแถบสะท้อนแสง จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดโอกาสการถูกเฉี่ยวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. สังเกตสัญญาณเตือนและหยุดใช้งานทันทีเมื่อผิดปกติ
ในระหว่างการขับขี่ลุยฝน หากสังเกตพบความผิดปกติใดๆ ให้หยุดรถในที่ปลอดภัยทันที สัญญาณเตือนที่ต้องระวังได้แก่:
- มอเตอร์มีเสียงดังผิดปกติ เสียงหอน หรือเสียงเสียดสี
- ระบบไฟฟ้าทำงานไม่สม่ำเสมอ มีอาการกระตุก หรือดับไปเฉยๆ
- หน้าจอแสดงผลดับหรือทำงานผิดเพี้ยน
อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ว่ามีน้ำเข้าไปในระบบไฟฟ้าแล้ว การฝืนใช้งานต่อไปอาจทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงขึ้น หรือเสี่ยงต่อการถูกไฟดูดได้ ควรหยุดใช้งานและนำรถไปให้ช่างผู้ชำนาญตรวจสอบ
| ข้อควรระวัง | ความเสี่ยงหากละเลย | แนวทางปฏิบัติ |
|---|---|---|
| 1. หลีกเลี่ยงน้ำท่วมขัง | น้ำเข้ามอเตอร์/คอนโทรลเลอร์, ระบบไฟฟ้าลัดวงจร, เกิดสนิมภายใน, อุบัติเหตุจากหลุมบ่อที่มองไม่เห็น | ขี่ชิดขอบทางที่น้ำตื้นที่สุด หรือหลีกเลี่ยงเส้นทางนั้นไปเลย หากระดับน้ำสูงกว่าดุมล้อ ห้ามผ่านเด็ดขาด |
| 2. ปกป้องส่วนประกอบไฟฟ้า | น้ำเข้าแบตเตอรี่, ขั้วต่อเสียหาย, พอร์ตชาร์จเป็นสนิม, ไฟรั่วหรือช็อต | ตรวจสอบฝาปิดแบตเตอรี่ให้สนิทเสมอ, ใช้ถุงพลาสติกคลุมหน้าจอ/สวิตช์, อย่าให้พอร์ตชาร์จโดนน้ำ |
| 3. ลดความเร็ว เพิ่มระยะเบรก | เบรกไม่อยู่, ล้อลื่นไถลบนพื้นผิวเปียก, สูญเสียการควบคุม, เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน | ขับขี่ช้ากว่าปกติ 30-50%, เว้นระยะห่างจากคันหน้า 2-3 เท่า, แตะเบรกเบาๆ เพื่อไล่น้ำเป็นระยะ |
| 4. เพิ่มการมองเห็น | ผู้ใช้รถคันอื่นมองไม่เห็น, เพิ่มความเสี่ยงในการถูกชน โดยเฉพาะในเวลากลางคืนหรือฝนตกหนัก | เปิดไฟหน้า-ไฟท้ายตลอดเวลา, สวมเสื้อกันฝนสีสว่างหรือสะท้อนแสง, ติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงเพิ่มเติม |
| 5. สังเกตอาการผิดปกติ | ฝืนใช้งานจนระบบไฟฟ้าเสียหายถาวร, เสี่ยงต่อการถูกไฟดูด, รถดับกลางทางในที่อันตราย | หากมีเสียงแปลกๆ หรือรถกระตุก ให้หยุดรถทันที, ปิดระบบไฟ, และนำรถไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ |
เช็คลิสต์การดูแล E-Bike ฉบับสมบูรณ์หลังขับลุยฝน
การดูแลรักษาหลังการขับขี่สำคัญไม่แพ้การป้องกันขณะใช้งาน การปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ทุกครั้งหลังรถเปียกฝน จะช่วยรักษาสภาพรถและป้องกันปัญหาที่จะตามมาในระยะยาวได้
ขั้นตอนที่ 1: เช็ดให้แห้งทันทีอย่างถูกวิธี
เมื่อถึงที่หมาย ควรลงมือทำความสะอาดและเช็ดรถให้แห้งทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งเอง เพราะความชื้นจะทำลายชิ้นส่วนต่างๆ ได้ เริ่มจากใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดคราบดินโคลนออกก่อน จากนั้นใช้ผ้าแห้งที่สะอาดและนุ่มเช็ดซ้ำให้แห้งสนิท โดยเน้นเป็นพิเศษในบริเวณต่อไปนี้:
- มอเตอร์บริเวณดุมล้อ
- กล่องควบคุมและแผงวงจร
- แบตเตอรี่และช่องใส่แบตเตอรี่
- ขั้วต่อสายไฟต่างๆ และพอร์ตชาร์จ
ข้อควรระวัง: ห้ามใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดล้างทำความสะอาด E-Bike โดยเด็ดขาด เพราะแรงดันน้ำที่สูงจะยิ่งดันให้น้ำซึมผ่านซีลกันน้ำเข้าไปในส่วนประกอบไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น
ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบแบตเตอรี่และช่องเก็บอย่างละเอียด
หาก E-Bike ของท่านเป็นรุ่นที่สามารถถอดแบตเตอรี่ได้ ควรถอดออกมาตรวจสอบทันที ใช้ผ้าแห้งเช็ดตัวแบตเตอรี่และช่องใส่แบตเตอรี่ให้สะอาดและแห้งสนิท ตรวจสอบบริเวณขั้วไฟฟ้าทั้งบนตัวแบตและบนตัวรถว่ามีความชื้นหรือไม่ หากมีให้เช็ดออกให้หมด อาจใช้สเปรย์ทำความสะอาดหน้าสัมผัสทางไฟฟ้า (Contact Cleaner) ฉีดทำความสะอาดขั้วต่อเพื่อไล่ความชื้นและป้องกันการเกิดออกไซด์ได้ แต่ห้ามใช้น้ำมันหล่อลื่นอเนกประสงค์กับขั้วไฟฟ้าโดยตรง
ขั้นตอนที่ 3: กฎเหล็ก-รอให้แห้งสนิทก่อนชาร์จไฟ
นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดเพื่อความปลอดภัย การชาร์จแบตเตอรี่ในขณะที่ตัวรถหรือพอร์ตชาร์จยังมีความชื้นหลงเหลืออยู่ เป็นสาเหตุหลักของการลัดวงจรและอาจทำให้แบตเตอรี่หรือที่ชาร์จเสียหายอย่างถาวรได้ หลังจากเช็ดรถจนแห้งแล้ว ควรจอดทิ้งไว้ในที่ร่ม อากาศถ่ายเทสะดวก อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง หรือจนกว่าจะมั่นใจว่าไม่มีความชื้นตกค้างอยู่บริเวณขั้วต่อและพอร์ตชาร์จ จึงค่อยทำการเสียบสายชาร์จ
ขั้นตอนที่ 4: บำรุงรักษาระบบเบรกและโซ่
น้ำและโคลนเป็นศัตรูตัวฉกาจของระบบขับเคลื่อนและระบบเบรก หลังทำความสะอาด ควรตรวจสอบการทำงานของเบรกโดยการเข็นรถแล้วลองกำเบรกเบาๆ เพื่อไล่ความชื้นและทำความสะอาดหน้าสัมผัสของผ้าเบรก สำหรับโซ่ ควรเช็ดให้แห้งสนิทแล้วหยอดด้วยน้ำมันหล่อลื่นสำหรับโซ่จักรยานโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันการเกิดสนิมและรักษาการทำงานที่ราบรื่น
ขั้นตอนที่ 5: ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อพบความผิดปกติ
หากปฏิบัติตามขั้นตอนข้างต้นแล้วยังพบว่ารถมีอาการผิดปกติ เช่น เปิดไม่ติด, มีอาการกระตุก, หรือมีเสียงดังจากมอเตอร์ ไม่ควรพยายามรื้อหรือซ่อมแซมระบบไฟฟ้าด้วยตนเอง เพราะอาจทำให้ปัญหารุนแรงขึ้นและกระทบต่อการรับประกันได้ ควรนำรถเข้าศูนย์บริการหรือร้านซ่อมที่เชี่ยวชาญด้านจักรยานไฟฟ้าโดยตรง เพื่อให้ช่างที่มีเครื่องมือและความรู้เฉพาะทางทำการตรวจสอบและแก้ไขอย่างถูกวิธี
แนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ต้องใช้ E-Bike ในฤดูฝน
สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้จักรยานไฟฟ้าเป็นพาหนะหลักในการเดินทางช่วงฤดูฝน การเตรียมความพร้อมเพิ่มเติมจะช่วยลดความเสี่ยงได้มากขึ้น:
- เลือกซื้อรุ่นที่เหมาะสม: หากกำลังพิจารณาซื้อ E-Bike ใหม่ และทราบว่าต้องใช้งานในหน้าฝนบ่อยครั้ง ควรเลือกรุ่นที่ผู้ผลิตระบุมาตรฐานการกันน้ำ (IP Rating) ไว้อย่างชัดเจน และมีการรับประกันที่ครอบคลุมการใช้งานในสภาพอากาศดังกล่าว
- เตรียมอุปกรณ์เสริม: การพกถุงพลาสติกหรือฝาครอบกันน้ำขนาดเล็กติดรถไว้ สามารถใช้คลุมส่วนที่เป็นหน้าจอแสดงผล, คันเร่ง หรือสวิตช์ควบคุมได้ทันทีเมื่อเจอฝนตกกะทันหัน
- วางแผนการเดินทาง: หลีกเลี่ยงการเดินทางไกลท่ามกลางฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง หากเป็นไปได้ ควรวางแผนการเดินทางใหม่หรือพิจารณาใช้ยานพาหนะประเภทอื่นที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับสภาพอากาศรุนแรงได้ดีกว่า
บทสรุป: การใช้งานจักรยานไฟฟ้าอย่างปลอดภัยในหน้าฝน
การขี่ E-Bike ลุยฝนสามารถทำได้อย่างปลอดภัยหากผู้ใช้งานมีความเข้าใจในข้อจำกัดของตัวรถ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ให้เหมาะสมกับสภาพถนน และให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีหลังการใช้งาน การตระหนักว่าจักรยานไฟฟ้ามีความทนทานต่อน้ำในระดับที่จำกัดและไม่ใช่ยานพาหนะสำหรับลุยน้ำท่วม คือหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุด การปฏิบัติตามข้อควรระวัง 5 ประการและการดูแลหลังการขับขี่อย่างสม่ำเสมอ ไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุและอันตรายจากไฟฟ้าลัดวงจร แต่ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของส่วนประกอบไฟฟ้าที่มีราคาสูง ทำให้จักรยานไฟฟ้าคู่ใจพร้อมใช้งานไปได้อีกนาน
สำหรับผู้ที่สนใจจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike คุณภาพ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าครบวงจร
สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทาง:
Facebook: FACEBOOK PAGE
Line: LINE
Website: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: จันทร์ – เสาร์ (9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000

