เบรก E-Bike ให้วิ่งไกลขึ้น? รู้จัก Regenerative Braking
เทคโนโลยีในโลกของยานพาหนะไฟฟ้า (EV) กำลังพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ไม่เว้นแม้แต่ในวงการจักรยานไฟฟ้าหรือ E-Bike ที่นวัตกรรมใหม่ๆ ถูกนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์การขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น หนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าสนใจและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางคือระบบเบรกที่สามารถชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ได้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ปฏิวัติการใช้พลังงานให้คุ้มค่าที่สุด
ประเด็นสำคัญของบทความ
- หลักการทำงาน: Regenerative Braking คือระบบที่เปลี่ยนพลังงานจลน์จากการเบรกหรือชะลอความเร็วให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้า แล้วส่งกลับไปเก็บในแบตเตอรี่ แทนที่จะสูญเสียไปในรูปแบบของความร้อนเหมือนเบรกทั่วไป
- ข้อจำกัดทางเทคนิค: เทคโนโลยีนี้สามารถทำงานได้กับ E-Bike ที่ใช้มอเตอร์แบบ Direct-Drive Hub Motor เท่านั้น ไม่สามารถใช้กับมอเตอร์แบบ Geared Hub หรือ Mid-Drive ได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านการออกแบบเชิงกลไก
- ประสิทธิภาพ: การเพิ่มระยะทางจากระบบนี้อยู่ในระดับปานกลาง ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวกระโดด แต่มีประโยชน์ในการช่วยลดการสึกหรอของผ้าเบรกและทำให้การชะลอความเร็วขณะลงทางลาดชันนุ่มนวลขึ้น
- ทางเลือกอื่น: การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ การบำรุงรักษาจักรยานอย่างสม่ำเสมอ และการเลือกใช้แบตเตอรี่ที่มีความจุสูงกว่า ยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในการเพิ่มระยะทางโดยรวมของ E-Bike
บทความนี้จะเจาะลึกถึงคำถามที่ว่า เราจะสามารถ เบรก E-Bike ให้วิ่งไกลขึ้น? รู้จัก Regenerative Braking ได้อย่างไร โดยจะอธิบายหลักการทำงาน ข้อดี ข้อจำกัด และเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับวิธีการอื่นๆ เพื่อให้ผู้ใช้งานจักรยานไฟฟ้าเข้าใจถึงศักยภาพและข้อเท็จจริงของนวัตกรรม EV นี้อย่างถ่องแท้ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำเสนออย่างเป็นกลาง อ้างอิงจากข้อเท็จจริงทางเทคนิค เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาเลือกใช้จักรยานไฟฟ้าที่เหมาะสมกับความต้องการในอนาคต
การทำความเข้าใจเทคโนโลยี E-Bike เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางให้สูงสุด ระบบ Regenerative Braking ซึ่งเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ถูกถ่ายทอดมาจากอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เป็นหัวข้อที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ขับขี่ E-Bike ที่ต้องการขยายระยะทางการใช้งานและลดการบำรุงรักษาในระยะยาว เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ แต่ยังมีส่วนช่วยในการสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะในเส้นทางที่มีความลาดชัน
Regenerative Braking คืออะไร? หลักการทำงานเบื้องหลัง
Regenerative Braking หรือระบบเบรกที่สร้างพลังงานกลับคืน เป็นเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานรูปแบบหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อนำพลังงานที่โดยปกติแล้วจะสูญเสียไปในระหว่างกระบวนการเบรกกลับมาใช้ใหม่ ในระบบเบรกของยานพาหนะทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นจักรยานหรือรถยนต์ เมื่อผู้ขับขี่ต้องการชะลอความเร็ว พลังงานจลน์ (Kinetic Energy) ที่เกิดจากการเคลื่อนที่จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนผ่านการเสียดสีระหว่างผ้าเบรกและจานเบรก ซึ่งความร้อนนี้จะสลายไปในอากาศโดยเปล่าประโยชน์ แต่สำหรับระบบ Regenerative Braking พลังงานส่วนนี้จะถูกนำกลับมาแปรสภาพเป็นพลังงานไฟฟ้าและชาร์จกลับเข้าไปยังแบตเตอรี่
หัวใจสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือการเปลี่ยนบทบาทของมอเตอร์ขับเคลื่อน จากเดิมที่ทำหน้าที่ “ใช้ไฟฟ้า” เพื่อสร้างแรงบิดในการเคลื่อนที่ ให้กลายเป็น “เครื่องกำเนิดไฟฟ้า” (Generator) ชั่วขณะในตอนที่ต้องการชะลอความเร็ว
กลไกการเปลี่ยนพลังงานการเบรกเป็นไฟฟ้า
กระบวนการทำงานของ Regenerative Braking ในจักรยานไฟฟ้าสามารถอธิบายเป็นขั้นตอนง่ายๆ ได้ดังนี้:
- การเริ่มต้นกระบวนการ: เมื่อผู้ขับขี่ปล่อยคันเร่ง หรือกำเบรก (ในบางระบบ) หรือเมื่อจักรยานเคลื่อนที่ลงทางลาดชัน ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์จะสั่งให้มอเตอร์เปลี่ยนโหมดการทำงาน
- มอเตอร์เปลี่ยนเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า: มอเตอร์ไฟฟ้าจะหยุดดึงพลังงานจากแบตเตอรี่และเริ่มทำงานในทิศทางตรงกันข้าม คือการทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
- การสร้างพลังงานไฟฟ้า: โมเมนตัมของจักรยานที่กำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าจะทำหน้าที่เป็นแรงหมุนแกนของมอเตอร์ กระบวนการนี้จะสร้างกระแสไฟฟ้าขึ้นมา คล้ายกับหลักการทำงานของไดนาโม
- การชาร์จกลับสู่แบตเตอรี่: กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกส่งผ่านวงจรควบคุมเพื่อปรับแรงดันและกระแสให้เหมาะสม ก่อนที่จะไหลกลับเข้าไปเก็บสะสมในแบตเตอรี่
- การสร้างแรงหน่วง: กระบวนการเปลี่ยนพลังงานจลน์เป็นพลังงานไฟฟ้าจะสร้างแรงต้านหรือแรงหน่วงขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งแรงนี้จะช่วยชะลอความเร็วของจักรยานลงอย่างนุ่มนวล คล้ายกับการใช้ Engine Brake ในรถยนต์
บทบาทของเบรกแบบดั้งเดิมที่ยังคงสำคัญ
แม้ว่า Regenerative Braking จะช่วยชะลอความเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับหนึ่ง แต่ระบบเบรกเชิงกลแบบดั้งเดิม (เช่น ดิสก์เบรก หรือ วีเบรก) ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งและไม่สามารถถูกทดแทนได้อย่างสมบูรณ์ โดยเบรกปกติจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในสถานการณ์ต่อไปนี้:
- การเบรกฉุกเฉิน: เมื่อต้องการหยุดรถอย่างรวดเร็วและกะทันหัน กำลังการเบรกจากระบบ Regenerative อย่างเดียวไม่เพียงพอ จำเป็นต้องใช้แรงเสียดทานจากเบรกปกติเพื่อสร้างแรงหยุดสูงสุด
- การหยุดสนิท: ระบบ Regenerative จะมีประสิทธิภาพลดลงอย่างมากที่ความเร็วต่ำ และไม่สามารถทำให้จักรยานหยุดนิ่งสนิทได้ ดังนั้น การเบรกในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อให้รถหยุด hẳn ยังคงต้องอาศัยเบรกแบบดั้งเดิม
ดังนั้น ใน E-Bike ที่มีเทคโนโลยีนี้ ระบบทั้งสองจะทำงานควบคู่กัน โดย Regenerative Braking จะรับหน้าที่หลักในการชะลอความเร็วทั่วไปและขณะลงทางลาดชัน ซึ่งช่วยลดภาระและลดการสึกหรอของผ้าเบรก ในขณะที่เบรกปกติจะพร้อมทำงานเสมอเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
ข้อจำกัดและเงื่อนไขของเทคโนโลยี Regenerative Braking
ไม่ใช่จักรยานไฟฟ้าทุกคันจะสามารถติดตั้งหรือใช้งานระบบ Regenerative Braking ได้ เนื่องจากเทคโนโลยีนี้มีข้อกำหนดด้านฮาร์ดแวร์ที่เฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทของมอเตอร์ที่ใช้ในการขับเคลื่อน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดความเข้ากันได้ของระบบ
ประเภทมอเตอร์ที่รองรับ: Direct-Drive Hub Motor เท่านั้น
มอเตอร์ประเภทเดียวที่สามารถรองรับฟังก์ชัน Regenerative Braking ได้อย่างเต็มรูปแบบคือ มอเตอร์ดุมล้อแบบขับตรง (Direct-Drive Hub Motor) มอเตอร์ชนิดนี้มีโครงสร้างที่เรียบง่าย โดยแกนของมอเตอร์จะเชื่อมต่อกับดุมล้อโดยตรงและไม่มีชุดเกียร์ทดรอบหรือกลไกฟรีวีล (Freewheel) อยู่ภายใน ทำให้เมื่อล้อหมุน มอเตอร์จะหมุนตามเสมอ ไม่ว่าจะกำลังส่งกำลังหรือไม่ได้ส่งกำลังก็ตาม
ในทางกลับกัน มอเตอร์ประเภทอื่นไม่สามารถใช้งานระบบนี้ได้ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้:
- Geared Hub Motors (มอเตอร์ดุมล้อแบบมีเกียร์): มอเตอร์ชนิดนี้มีชุดเกียร์ดาวเคราะห์ (Planetary Gears) อยู่ภายในเพื่อเพิ่มแรงบิด และที่สำคัญคือมีกลไกคลัตช์ทางเดียว (One-way Clutch) หรือฟรีวีล ซึ่งจะตัดการเชื่อมต่อระหว่างมอเตอร์กับล้อเมื่อผู้ขับขี่ไม่ได้ปั่นหรือปล่อยคันเร่ง ทำให้ล้อสามารถหมุนได้อย่างอิสระโดยไม่หน่วงมอเตอร์ กลไกนี้เองที่ทำให้ล้อไม่สามารถส่งแรงกลับมาหมุนมอเตอร์เพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าได้
- Mid-Drive Motors (มอเตอร์กลาง): มอเตอร์ประเภทนี้ติดตั้งอยู่ที่บริเวณแกนกระโหลกและส่งกำลังผ่านโซ่ไปยังล้อหลัง ระบบขับเคลื่อนของจักรยานมีกลไกฟรีวีลอยู่ที่ดุมล้อหลังอยู่แล้ว ซึ่งทำหน้าที่ให้ล้อหลังหมุนฟรีได้เมื่อไม่ได้ปั่น ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ล้อจะส่งกำลังย้อนกลับมาหมุนมอเตอร์เพื่อสร้างไฟฟ้าได้เช่นกัน
ข้อควรพิจารณาและข้อเสียที่อาจเกิดขึ้น
นอกเหนือจากข้อจำกัดด้านประเภทมอเตอร์แล้ว เทคโนโลยี Regenerative Braking ยังมีข้อเสียและข้อควรพิจารณาบางประการที่ผู้ใช้งานควรทราบ:
- น้ำหนักมอเตอร์ที่เพิ่มขึ้น: มอเตอร์แบบ Direct-Drive มีแนวโน้มที่จะมีขนาดใหญ่และหนักกว่ามอเตอร์แบบ Geared Hub ที่ให้แรงบิดเท่ากัน เนื่องจากไม่มีเกียร์ทดรอบ จึงต้องใช้แม่เหล็กและขดลวดที่ใหญ่กว่าเพื่อสร้างกำลัง ซึ่งทำให้น้ำหนักรวมของจักรยานเพิ่มขึ้น
- ปริมาณพลังงานที่กู้คืนได้ค่อนข้างน้อย: แม้จะมีประโยชน์ แต่พลังงานที่สามารถชาร์จกลับเข้าแบตเตอรี่ได้นั้นมีสัดส่วนไม่มากนัก โดยทั่วไปอาจอยู่ระหว่าง 5-15% ขึ้นอยู่กับสภาพเส้นทางและลักษณะการขับขี่ ซึ่งอาจไม่สร้างความแตกต่างของระยะทางอย่างมีนัยสำคัญในการใช้งานทั่วไป
- การเกิดความร้อนส่วนเกิน: กระบวนการสร้างกระแสไฟฟ้าจะทำให้เกิดความร้อนสะสมในตัวมอเตอร์ หากใช้งานเบรกด้วยระบบนี้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น การขี่ลงเขาที่ยาวและชัน อาจทำให้มอเตอร์ร้อนจัดและลดประสิทธิภาพการทำงานลง หรือในกรณีที่รุนแรงอาจสร้างความเสียหายได้
- แรงกระทำต่อโครงสร้างเฟรม: ในบางกรณี การเบรกด้วยแรงหน่วงจากมอเตอร์ที่ดุมล้ออาจสร้างแรงบิดกระทำต่อตัวยึดดุมล้อ (Dropout) ของเฟรมจักรยาน ซึ่งหากเฟรมไม่ได้ถูกออกแบบมาให้แข็งแรงพอ อาจนำไปสู่ความล้าของวัสดุและความเสียหายในระยะยาวได้
Regenerative Braking เพิ่มระยะทางได้จริงแค่ไหน?
หนึ่งในคำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ใช้งาน E-Bike คือ เทคโนโลยี เบรก E-Bike ให้วิ่งไกลขึ้น? รู้จัก Regenerative Braking นั้นสามารถเพิ่มระยะทางได้มากน้อยเพียงใด คำตอบคือ ประโยชน์ที่ได้รับนั้นอยู่ในระดับ “ปานกลาง” และไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาหลักสำหรับผู้ที่ต้องการระยะทางสูงสุด แม้ว่าจะเป็นฟีเจอร์ที่มีประโยชน์ แต่ก็มีวิธีการอื่นที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในการยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
ผลกระทบต่อระยะทาง: ประโยชน์ในระดับปานกลาง
ประสิทธิภาพของ Regenerative Braking ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ภูมิประเทศของเส้นทาง, ลักษณะการขับขี่ และความเร็ว โดยเทคโนโลยีนี้จะแสดงศักยภาพได้ดีที่สุดในสถานการณ์ที่มีการเบรกบ่อยครั้ง หรือการขี่ลงทางลาดชันยาวๆ ซึ่งเป็นโอกาสในการกู้คืนพลังงานกลับมา แต่สำหรับการขับขี่ในเมืองบนทางเรียบที่ใช้ความเร็วคงที่ ประโยชน์ที่ได้จะลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยทั่วไปแล้ว ผู้ขับขี่อาจคาดหวังการเพิ่มขึ้นของระยะทางโดยรวมได้ประมาณ 5-10% ซึ่งหมายความว่าหากปกติจักรยานวิ่งได้ 50 กิโลเมตร ระบบนี้อาจช่วยเพิ่มระยะทางได้อีกประมาณ 2.5-5 กิโลเมตร ซึ่งอาจมีประโยชน์ในบางสถานการณ์ แต่ก็ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่พลิกโฉมประสบการณ์การใช้งาน
วิธีอื่นที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในการเพิ่มระยะทาง E-Bike
หากเป้าหมายหลักคือการเพิ่มระยะทางให้ได้มากที่สุด มีกลยุทธ์อื่นที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าและเห็นผลชัดเจนกว่าการพึ่งพาระบบ Regenerative Braking เพียงอย่างเดียว ซึ่งผู้ใช้งานสามารถนำไปปรับใช้ได้กับ E-Bike ทุกประเภท
| วิธีการ | คำอธิบาย | ระดับประสิทธิภาพ |
|---|---|---|
| อัปเกรดแบตเตอรี่ | การเปลี่ยนไปใช้แบตเตอรี่ที่มีความจุ (Wh – วัตต์-ชั่วโมง) สูงขึ้น เช่น จาก 500Wh เป็น 720Wh จะเป็นการเพิ่มปริมาณพลังงานสำรองโดยตรง | สูงมาก: เป็นวิธีที่ได้ผลชัดเจนและมีประสิทธิภาพที่สุดในการเพิ่มระยะทาง |
| ปรับเปลี่ยนสไตล์การขับขี่ | รักษาความเร็วให้คงที่ หลีกเลี่ยงการเร่งและเบรกอย่างรุนแรง ออกตัวอย่างนุ่มนวล และใช้ระดับการช่วยปั่น (Assist Level) ที่ต่ำลง | สูง: พฤติกรรมการขับขี่ส่งผลโดยตรงต่อการใช้พลังงาน การขับขี่อย่างราบรื่นช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้อย่างมาก |
| การบำรุงรักษาจักรยาน | ดูแลให้ลมยางอยู่ในระดับที่เหมาะสมตามคำแนะนำเสมอ และหล่อลื่นโซ่และระบบขับเคลื่อนให้ทำงานได้อย่างราบรื่นเพื่อลดแรงเสียดทาน | ปานกลางถึงสูง: ยางที่อ่อนเกินไปเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วขึ้น |
| วางแผนเส้นทาง | เลือกเส้นทางที่ค่อนข้างราบเรียบ หลีกเลี่ยงเนินเขาสูงชัน และลดจำนวนการหยุด-ออกตัวให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ | ปานกลาง: การลดอุปสรรคบนเส้นทางช่วยลดภาระของมอเตอร์และประหยัดพลังงานได้ |
| ใช้ Regenerative Braking | ใช้ประโยชน์จากระบบเพื่อกู้คืนพลังงานขณะเบรกหรือลงทางลาดชัน (สำหรับ E-Bike ที่รองรับ) | ต่ำถึงปานกลาง: ให้ผลประโยชน์เสริม แต่ไม่ใช่วิธีหลักในการเพิ่มระยะทางโดยรวม |
จากตารางจะเห็นได้ว่า การลงทุนกับแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นให้ผลตอบแทนด้านระยะทางที่คุ้มค่าที่สุด การเปลี่ยนจากแบตเตอรี่ 500Wh เป็น 720Wh สามารถเพิ่มระยะทางได้มากกว่า 40% ในขณะที่ Regenerative Braking ให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่ามาก ดังนั้นจึงควรมองว่าเทคโนโลยีนี้เป็นคุณสมบัติเสริมที่ดี มากกว่าที่จะเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกซื้อ E-Bike หากความกังวลเรื่องระยะทางเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
บทสรุป: Regenerative Braking นวัตกรรมที่น่าจับตาสำหรับ E-Bike
เทคโนโลยี Regenerative Braking เป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจในโลกของจักรยานไฟฟ้า ซึ่งนำเสนอแนวคิดการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าโดยการเปลี่ยนพลังงานที่สูญเปล่าจากการเบรกให้กลับมาเป็นพลังงานไฟฟ้า แม้ว่าประสิทธิภาพในการเพิ่มระยะทางโดยรวมจะอยู่ในระดับปานกลางและไม่สามารถทดแทนประโยชน์ของการมีแบตเตอรี่ความจุสูงหรือพฤติกรรมการขับขี่ที่ดีได้ แต่ก็ยังคงมอบข้อดีที่สำคัญในด้านอื่น
ประโยชน์หลักของระบบนี้คือการช่วยลดการสึกหรอของผ้าเบรกและจานเบรก ทำให้ช่วยยืดอายุการใช้งานและลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระยะยาว นอกจากนี้ยังมอบประสบการณ์การเบรกที่นุ่มนวลและควบคุมได้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ขี่ลงทางลาดชันยาวๆ ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา เช่น ความเข้ากันได้กับมอเตอร์ประเภท Direct-Drive Hub เท่านั้น น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น และปริมาณพลังงานที่กู้คืนได้ซึ่งไม่สูงมากนัก ดังนั้น ผู้ที่กำลังพิจารณา E-Bike ที่มีระบบนี้ ควรประเมินความต้องการของตนเอง หากเส้นทางการใช้งานส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ภูเขาหรือมีทางลาดชันบ่อยครั้ง Regenerative Braking ก็ถือเป็นคุณสมบัติที่มีประโยชน์ แต่หากเป็นการใช้งานในเมืองเป็นหลัก การให้ความสำคัญกับขนาดแบตเตอรี่และการบำรุงรักษาอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า
สำหรับผู้ที่สนใจในเทคโนโลยีจักรยานไฟฟ้าและต้องการค้นหา E-Bike ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในเมือง การท่องเที่ยว หรือการออกกำลังกาย GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงระบบเบรกและประเภทของมอเตอร์ เพื่อให้ได้จักรยานที่เหมาะสมที่สุด สามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ช่องทาง FACEBOOK PAGE หรือ LINE
