E-Bike ต้องจดทะเบียนไหม? สรุปกฎหมายที่ผู้ใช้ต้องรู้
- สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกฎหมาย E-Bike
- ทำความเข้าใจความสำคัญของกฎหมายจักรยานไฟฟ้า
- เกณฑ์การจำแนกประเภท E-Bike ตามกฎหมายไทย
- เปรียบเทียบยานพาหนะไฟฟ้า ที่ต้องจดทะเบียนและไม่ต้องจดทะเบียน
- ขั้นตอนและเอกสารสำหรับการจดทะเบียน (กรณีที่เข้าข่าย)
- ข้อบังคับและข้อควรรู้อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- สรุป: ขับขี่ E-Bike อย่างไรให้สบายใจและถูกกฎหมาย
กระแสความนิยมของยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคล โดยเฉพาะจักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ด้วยข้อดีด้านความประหยัด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความคล่องตัวในการเดินทางในเมือง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจหรือใช้งาน E-Bike จำนวนมากยังคงมีคำถามและความสับสนเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของยานพาหนะประเภทนี้
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกฎหมาย E-Bike
- E-Bike ไม่ต้องจดทะเบียน: หากมีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 500 วัตต์ และทำความเร็วสูงสุดได้ไม่เกิน 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะถูกจัดเป็นยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเบา (Light Electric Vehicle – LEV) ซึ่งไม่เข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ตามกฎหมาย
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าต้องจดทะเบียน: หากมีกำลังมอเตอร์ตั้งแต่ 250 วัตต์ขึ้นไป และทำความเร็วสูงสุดได้ตั้งแต่ 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป จะถูกตีความเทียบเท่ารถจักรยานยนต์ทั่วไป และต้องดำเนินการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก
- ปัจจัยตัดสิน: กำลังมอเตอร์ (วัตต์) และความเร็วสูงสุด (กม./ชม.) คือเกณฑ์สำคัญที่กฎหมายใช้ในการจำแนกประเภทยานพาหนะไฟฟ้าและกำหนดภาระหน้าที่ทางทะเบียน
- ใบขับขี่และ พ.ร.บ.: ยานพาหนะที่ต้องจดทะเบียน จำเป็นต้องมีใบอนุญาตขับขี่ที่สอดคล้องกับประเภทรถ และต้องจัดทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ตามกฎหมาย
- การตรวจสอบสเปก: ผู้ซื้อควรตรวจสอบข้อมูลจำเพาะของรถกับผู้จำหน่ายให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อให้แน่ใจว่ายานพาหนะที่เลือกสอดคล้องกับกฎระเบียบและวัตถุประสงค์การใช้งาน
บทความนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับคำถามที่ว่า E-Bike ต้องจดทะเบียนไหม? สรุปกฎหมายที่ผู้ใช้ต้องรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ใช้งานทุกคน การทราบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติตามกฎจราจรได้อย่างถูกต้อง แต่ยังป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การถูกเปรียบเทียบปรับ หรือความซับซ้อนในการจัดการเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ความชัดเจนในข้อบังคับเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้าที่กำลังเติบโต
ทำความเข้าใจความสำคัญของกฎหมายจักรยานไฟฟ้า
การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องกำหนดกรอบกฎหมายที่ชัดเจนเพื่อกำกับดูแล การมีข้อบังคับเหล่านี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างภาระ แต่เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยบนท้องถนนและคุ้มครองผู้ใช้ทุกคน ทั้งผู้ขับขี่ E-Bike และผู้ใช้รถใช้ถนนประเภทอื่น ๆ
ความสำคัญของกฎหมายเหล่านี้ครอบคลุมหลายมิติ ตั้งแต่การกำหนดคุณสมบัติของยานพาหนะที่สามารถใช้งานบนทางสาธารณะได้ ไปจนถึงการสร้างความรับผิดชอบของผู้ขับขี่ หากยานพาหนะไฟฟ้ามีความเร็วและพละกำลังสูงเทียบเท่ารถจักรยานยนต์ ก็ย่อมมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงขึ้น ดังนั้น การกำหนดให้ยานพาหนะสมรรถนะสูงต้องผ่านกระบวนการจดทะเบียนและมีประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างหลักประกันขั้นพื้นฐานให้กับผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุ
สำหรับผู้ใช้งาน การทำความเข้าใจกฎเกณฑ์เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้สามารถเลือกซื้อยานพาหนะที่ตรงตามความต้องการและถูกกฎหมายได้ตั้งแต่แรก ลดความเสี่ยงจากการซื้อรถที่ “ผิดประเภท” ซึ่งอาจนำไปสู่การไม่สามารถจดทะเบียนได้ หรือการถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจสอบและเปรียบเทียบปรับ นอกจากนี้ ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องยังช่วยให้ผู้ขับขี่ตระหนักถึงหน้าที่ของตนเอง เช่น ความจำเป็นในการสวมหมวกนิรภัย การปฏิบัติตามกฎจราจร และการใช้ความเร็วที่เหมาะสม ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น
เกณฑ์การจำแนกประเภท E-Bike ตามกฎหมายไทย
หัวใจสำคัญของการพิจารณาว่า E-Bike หรือยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อประเภทอื่น ๆ ต้องจดทะเบียนหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการจำแนกประเภทตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างกรมการขนส่งทางบกได้กำหนดหลักเกณฑ์โดยอิงจากคุณสมบัติทางเทคนิคของตัวรถเป็นหลัก
นิยามของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
แม้ในทางปฏิบัติจะมีการเรียกชื่อที่หลากหลาย แต่ในทางกฎหมาย ยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ ตามสมรรถนะ ดังนี้
1. จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) หรือ ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเบา (LEV): กลุ่มนี้หมายถึงยานพาหนะที่มีลักษณะคล้ายจักรยานทั่วไป คือมีบันไดสำหรับปั่น (Pedal) และมีมอเตอร์ไฟฟ้าติดตั้งเพื่อช่วยผ่อนแรง (Pedal Assist System) หรืออาจมีปุ่มสตาร์ตเพื่อขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนในระยะสั้น ๆ แต่กำลังมอเตอร์และความเร็วจะถูกจำกัดไว้ในระดับต่ำ โดยทั่วไปแล้ว ยานพาหนะในกลุ่มนี้จะไม่ถูกนับเป็น “รถจักรยานยนต์” ตามคำนิยามของกฎหมาย จึงได้รับการยกเว้นจากการจดทะเบียน
2. รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Motorcycle): กลุ่มนี้คือยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก มีสมรรถนะสูง ทั้งในด้านกำลังมอเตอร์และความเร็วสูงสุด มีลักษณะการใช้งานใกล้เคียงกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในทั่วไป เช่น มีคันเร่งแบบบิดที่แฮนด์ ไม่มีบันไดสำหรับปั่น และสามารถทำความเร็วสูงได้ ยานพาหนะในกลุ่มนี้จะเข้าข่ายเป็น “รถจักรยานยนต์” ตามกฎหมาย และมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนเพื่อใช้งานบนทางสาธารณะ
ปัจจัยหลักในการพิจารณา: กำลังมอเตอร์และความเร็วสูงสุด
กฎหมายไทยได้กำหนดเกณฑ์ตัวเลขที่ชัดเจนเพื่อใช้ในการจำแนกยานพาหนะทั้งสองประเภทออกจากกัน โดยพิจารณาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่
กำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า (Motor Power): วัดเป็นหน่วยวัตต์ (Watt) หรือกิโลวัตต์ (kW) เป็นตัวชี้วัดพละกำลังในการขับเคลื่อนของรถ ยิ่งกำลังวัตต์สูง รถยิ่งมีอัตราเร่งและแรงบิดที่ดีกว่า สามารถวิ่งในทางลาดชันหรือบรรทุกน้ำหนักได้มากขึ้น
ความเร็วสูงสุด (Maximum Speed): วัดเป็นหน่วยกิโลเมตรต่อชั่วโมง (km/h) คือความเร็วสูงสุดที่รถสามารถทำได้เมื่อขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นปัจจัยที่สะท้อนถึงระดับความเสี่ยงในการใช้งานบนท้องถนน
ตามหลักเกณฑ์ของกรมการขนส่งทางบก ยานพาหนะไฟฟ้าที่ไม่ต้องจดทะเบียนจะต้องมีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 500 วัตต์ และมีความเร็วสูงสุดไม่เกิน 40 กม./ชม. ในทางกลับกัน หากยานพาหนะมีกำลังมอเตอร์ตั้งแต่ 250 วัตต์ (0.25 kW) ขึ้นไป และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ตั้งแต่ 45 กม./ชม. ขึ้นไป จะถือว่าเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ต้องจดทะเบียน
จะเห็นได้ว่ามีช่วงคาบเกี่ยวที่กำลังมอเตอร์ระหว่าง 250-500 วัตต์ ซึ่งในกรณีนี้ ความเร็วสูงสุดจะเป็นตัวตัดสินที่สำคัญ หากรถมีกำลัง 400 วัตต์ แต่ทำความเร็วสูงสุดได้เพียง 35 กม./ชม. ก็อาจไม่เข้าข่ายต้องจดทะเบียน แต่หากทำความเร็วได้ 50 กม./ชม. ก็จะเข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าทันที
เปรียบเทียบยานพาหนะไฟฟ้า ที่ต้องจดทะเบียนและไม่ต้องจดทะเบียน
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ตารางด้านล่างนี้ได้สรุปข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างยานพาหนะไฟฟ้าสองประเภทตามข้อบังคับของกฎหมายไทย
| คุณสมบัติ/ข้อกำหนด | E-Bike / LEV (ไม่ต้องจดทะเบียน) | รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (ต้องจดทะเบียน) |
|---|---|---|
| กำลังมอเตอร์ | ไม่เกิน 500 วัตต์ | ตั้งแต่ 250 วัตต์ ขึ้นไป |
| ความเร็วสูงสุด | ไม่เกิน 40 กม./ชม. | ตั้งแต่ 45 กม./ชม. ขึ้นไป |
| ระบบขับเคลื่อน | ระบบช่วยปั่น (Pedal Assist) หรือปุ่มสตาร์ต (ไม่มีคันเร่ง) | คันเร่งแบบบิดที่แฮนด์ สามารถขับเคลื่อนได้โดยไม่ต้องปั่น |
| การจดทะเบียน | ไม่ต้องจดทะเบียน | ต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก |
| ป้ายทะเบียน | ไม่มี | ต้องมี และติดตั้งให้เห็นได้ชัดเจน |
| พ.ร.บ. | ไม่ต้องจัดทำ | ต้องจัดทำ (ประกันภัยภาคบังคับ) |
| ใบอนุญาตขับขี่ | ไม่ต้องมี | ต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล |
| อุปกรณ์บังคับ | ไม่มีข้อบังคับเฉพาะ แต่แนะนำให้มีไฟส่องสว่างและเบรกที่สมบูรณ์ | ต้องมีอุปกรณ์ครบถ้วนตามกฎหมาย เช่น กระจกมองข้าง ไฟหน้า-ท้าย ไฟเลี้ยว แตร ทับทิมสะท้อนแสง |
ขั้นตอนและเอกสารสำหรับการจดทะเบียน (กรณีที่เข้าข่าย)
สำหรับผู้ที่ซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียน การดำเนินการตามขั้นตอนของกรมการขนส่งทางบกเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สามารถใช้งานรถได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย กระบวนการโดยรวมมีความคล้ายคลึงกับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ใหม่ทั่วไป
เอกสารที่ต้องเตรียมให้พร้อม
ก่อนเดินทางไปยังสำนักงานขนส่ง ควรเตรียมเอกสารสำคัญให้ครบถ้วนเพื่อความรวดเร็วในการดำเนินการ โดยเอกสารหลักที่ต้องใช้ประกอบด้วย:
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของรถ: พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง
- หนังสือแจ้งจำหน่ายจากผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการ: เป็นเอกสารสำคัญที่ยืนยันว่ารถคันดังกล่าวถูกผลิตและจำหน่ายอย่างถูกต้อง
- หลักฐานการได้มาซึ่งรถ: เช่น สัญญาซื้อขาย, ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ หรือใบเสร็จรับเงินจากผู้จำหน่าย ซึ่งระบุรายละเอียดของตัวรถและข้อมูลผู้ซื้อ-ผู้ขายชัดเจน
- หลักฐานการทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.): ซึ่งสามารถติดต่อซื้อได้จากบริษัทประกันภัยทั่วไปก่อนทำการจดทะเบียน
สถานที่และกระบวนการจดทะเบียน
เจ้าของรถต้องนำรถและเอกสารทั้งหมดไปยื่นเรื่องที่สำนักงานขนส่งจังหวัดหรือสาขาที่ตนเองมีภูมิลำเนาอยู่ โดยมีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้
1. ยื่นเอกสารและกรอกคำร้อง: ติดต่อประชาสัมพันธ์เพื่อรับใบคำขอจดทะเบียนรถ และยื่นเอกสารทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้อง
2. การตรวจสภาพรถ: นำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเข้าช่องตรวจสภาพรถยนต์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจเช็กความถูกต้องของหมายเลขตัวถัง หมายเลขมอเตอร์ และความครบถ้วนของอุปกรณ์ส่วนควบต่าง ๆ ว่าเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดหรือไม่
3. ชำระค่าธรรมเนียม: หลังจากตรวจสภาพผ่านเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะประเมินค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและภาษีรถประจำปี ให้เจ้าของรถนำเอกสารไปชำระเงินที่ช่องการเงิน
4. รับเอกสารและป้ายทะเบียน: เมื่อชำระเงินเรียบร้อย จะได้รับเล่มทะเบียนรถ (สมุดคู่มือจดทะเบียน), ป้ายทะเบียน และเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี (ป้ายวงกลม) เพื่อนำไปติดตั้งที่ตัวรถ เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ
ข้อบังคับและข้อควรรู้อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
นอกเหนือจากประเด็นหลักเรื่องการจดทะเบียนแล้ว ยังมีข้อกฎหมายและข้อควรปฏิบัติอื่น ๆ ที่ผู้ใช้ยานพาหนะไฟฟ้าควรทราบเพื่อการใช้งานที่ราบรื่นและปลอดภัย
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าต้องมีใบขับขี่ไหม?
คำถามนี้เป็นอีกหนึ่งข้อสงสัยยอดนิยม คำตอบคือใช้หลักการเดียวกันกับ E-Bike ในการพิจารณา หากสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีสมรรถนะ (กำลังมอเตอร์และความเร็วสูงสุด) เข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ขับขี่ก็จำเป็นต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลด้วยเช่นกัน ในทางกลับกัน หากเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีความเร็วต่ำ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มของเล่นหรืออุปกรณ์เพื่อสันทนาการส่วนบุคคล ก็อาจไม่จำเป็นต้องมีใบขับขี่ แต่ก็มักถูกจำกัดการใช้งานไม่ให้วิ่งบนถนนสายหลักเพื่อความปลอดภัย
กฎหมายเกี่ยวกับการนำเข้ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
ตามกฎระเบียบของกระทรวงพาณิชย์ มีข้อกำหนดห้ามนำเข้ารถจักรยานยนต์ที่ใช้แล้วเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งข้อบังคับนี้ครอบคลุมถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อควบคุมมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของยานพาหนะในประเทศ อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นบางกรณี เช่น การนำเข้ามาเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว, การจัดแสดง, การวิจัย หรือกรณีพิเศษอื่น ๆ ที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามกฎของกรมศุลกากรและกรมสรรพสามิตอย่างเคร่งครัด
ความสำคัญของการตรวจสอบสเปกก่อนตัดสินใจซื้อ
เนื่องจากในตลาดมียานพาหนะไฟฟ้าจำหน่ายอยู่หลากหลายรุ่นและมีคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างมาก ผู้บริโภคจึงควรใช้ความระมัดระวังในการเลือกซื้อ ควรสอบถามข้อมูลจำเพาะของตัวรถจากผู้ขายให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังมอเตอร์ (วัตต์) และความเร็วสูงสุดที่ทำได้จริง ควรขอดูเอกสารกำกับจากผู้ผลิตหรือใบรับรองสเปกเพื่อเป็นหลักฐานยืนยัน และตัดสินใจเลือกรุ่นที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การใช้งานและสอดคล้องกับข้อกฎหมาย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความยุ่งยากในการจดทะเบียนหรือการถูกดำเนินคดีในภายหลัง
สรุป: ขับขี่ E-Bike อย่างไรให้สบายใจและถูกกฎหมาย
โดยสรุปแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า E-Bike ต้องจดทะเบียนไหม นั้นไม่ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติทางเทคนิคของยานพาหนะเป็นสำคัญ หากเป็นจักรยานไฟฟ้าที่เน้นการช่วยผ่อนแรง มีกำลังมอเตอร์และความเร็วไม่สูงเกินเกณฑ์ที่กำหนด ก็สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่หากเป็นยานพาหนะไฟฟ้าที่มีสมรรถนะสูงเทียบเท่ารถจักรยานยนต์ ก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้วยการจดทะเบียน, ทำ พ.ร.บ., และผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่ให้ถูกต้อง
การทำความเข้าใจและปฏิบัติตามข้อบังคับเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการเคารพกฎหมาย แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ช่วยยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน และทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคแห่งการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike คุณภาพดีที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ และมีข้อมูลสเปกที่ชัดเจนถูกต้องตามกฎหมาย สามารถเยี่ยมชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่ GIANT Shopping Mall ซึ่งเป็นศูนย์รวมจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท พร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
- FACEBOOK PAGE
- LINE
- ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

