“`html
จดทะเบียน E-Bike? สรุปกฎหมายใหม่ที่ต้องรู้ปี 2025
- ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกฎหมาย E-Bike ปี 2025
- ทำความเข้าใจกฎหมาย E-Bike ฉบับใหม่: ความจำเป็นและผลกระทบ
- เกณฑ์และคุณสมบัติของ E-Bike ที่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายปี 2025
- ขั้นตอนและเอกสารสำหรับการจดทะเบียน E-Bike
- สิทธิประโยชน์และความคุ้มครองหลังการจดทะเบียน
- เปรียบเทียบกฎหมาย E-Bike: ไทย vs. ต่างประเทศ
- คำแนะนำสำหรับผู้ใช้งานและผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อ
- สรุปข้อบังคับและแนวทางการเตรียมตัวสำหรับกฎหมาย E-Bike ใหม่
กระแสความนิยมของยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคล หรือ E-Bike กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและจัดระเบียบการใช้งานบนท้องถนน กรมการขนส่งทางบกได้เตรียมประกาศใช้ข้อบังคับใหม่ในปี 2025 ซึ่งจะส่งผลให้ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าบางประเภทจำเป็นต้องดำเนินการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกฎหมาย E-Bike ปี 2025
- เกณฑ์การจดทะเบียน: E-Bike ที่ต้องจดทะเบียนจะต้องมีกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 250 วัตต์ (0.25 กิโลวัตต์) และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ไม่ต่ำกว่า 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- ขั้นตอนเหมือนรถจักรยานยนต์: กระบวนการจดทะเบียนจะคล้ายคลึงกับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ทั่วไป โดยต้องยื่นเอกสารกับกรมการขนส่งทางบก
- การใช้งานบนถนน: เมื่อจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว E-Bike จะมีสถานะเป็นรถที่ถูกกฎหมาย สามารถใช้งานบนถนนสาธารณะได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายจราจร
- ความสำคัญของเอกสาร: ผู้ครอบครองต้องมีเอกสารยืนยันจากบริษัทผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย (หนังสือแจ้งจำหน่าย) เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการยื่นจดทะเบียน
- ข้อยกเว้น: จักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ที่มีคุณสมบัติต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เช่น กำลังมอเตอร์น้อยกว่า 250 วัตต์ และความเร็วสูงสุดไม่ถึง 45 กม./ชม. อาจไม่เข้าข่ายต้องจดทะเบียน แต่ผู้ใช้งานยังคงต้องปฏิบัติตามกฎจราจรสำหรับจักรยาน
บทความนี้จะวิเคราะห์และสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายใหม่ฉบับนี้ เพื่อให้ผู้ใช้งานและผู้ที่สนใจสามารถเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจข้อบังคับต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน
การมาถึงของข้อบังคับใหม่เกี่ยวกับการ จดทะเบียน E-Bike? สรุปกฎหมายใหม่ที่ต้องรู้ปี 2025 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับตลาด EV ในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย กำหนดความรับผิดชอบของผู้ขับขี่ และสร้างความชัดเจนทางกฎหมายให้กับการใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว กฎหมายดังกล่าวจะระบุคุณสมบัติของ E-Bike ที่เข้าข่ายเป็น “รถจักรยานยนต์” ซึ่งจำเป็นต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้สามารถใช้งานบนท้องถนนได้อย่างถูกกฎหมายและปลอดภัยสำหรับทุกฝ่าย
ทำความเข้าใจกฎหมาย E-Bike ฉบับใหม่: ความจำเป็นและผลกระทบ
การเติบโตของตลาด E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานำมาซึ่งความสะดวกสบายในการเดินทาง แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดความกังวลด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแล เนื่องจากยานพาหนะเหล่านี้มีความเร็วและสมรรถนะที่หลากหลาย ทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายและการบังคับใช้กฎจราจร
เหตุผลเบื้องหลังการออกกฎระเบียบ
กรมการขนส่งทางบกได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการสร้างกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อแยกประเภทระหว่างจักรยานไฟฟ้าเพื่อการสันทนาการกับยานพาหนะไฟฟ้าสมรรถนะสูงที่เทียบเท่ารถจักรยานยนต์ วัตถุประสงค์หลักของกฎหมายใหม่คือ:
- สร้างมาตรฐานความปลอดภัย: กำหนดให้ E-Bike ที่มีความเร็วและกำลังสูงต้องมีมาตรฐานโครงสร้างและระบบเบรกที่ปลอดภัย
- ระบุตัวตนและความรับผิดชอบ: การมีป้ายทะเบียนจะช่วยให้สามารถระบุตัวตนผู้ครอบครองได้ในกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือการกระทำผิดกฎจราจร
- ลดความสับสนในการบังคับใช้กฎหมาย: สร้างความชัดเจนให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ใช้งานว่ายานพาหนะประเภทใดสามารถใช้งานบนถนนหลวงได้ และต้องปฏิบัติตามกฎหมายใด
- ส่งเสริมการใช้งานอย่างถูกต้อง: กระตุ้นให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าจำหน่ายยานพาหนะที่ได้มาตรฐานและสามารถจดทะเบียนได้อย่างถูกต้อง
กลุ่มผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบ
กฎหมายใหม่นี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลายกลุ่มบุคคล ได้แก่:
- ผู้ครอบครอง E-Bike ปัจจุบัน: เจ้าของ E-Bike ที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนดจะต้องเตรียมเอกสารเพื่อนำรถไปจดทะเบียนให้ถูกต้อง
- ผู้ที่กำลังวางแผนจะซื้อ: ผู้ซื้อรายใหม่จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลและเลือกซื้อ E-Bike จากผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือ ซึ่งสามารถออกเอกสารรับรองเพื่อการจดทะเบียนได้
- ผู้ผลิตและผู้นำเข้า: ต้องปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด และจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นสำหรับผู้ซื้อ
เกณฑ์และคุณสมบัติของ E-Bike ที่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายปี 2025
เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า E-Bike ประเภทใดที่เข้าข่ายต้องจดทะเบียน กรมการขนส่งทางบกได้กำหนดคุณสมบัติทางเทคนิคที่สำคัญไว้ 2 ประการหลัก ซึ่งจะใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาแยกประเภทของยานพาหนะ
กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า (Motor Power)
เกณฑ์ข้อแรกที่สำคัญที่สุดคือ กำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า โดยกฎหมายใหม่ระบุว่า E-Bike ที่จะสามารถจดทะเบียนได้ (และจำเป็นต้องจดทะเบียนเพื่อใช้งานบนถนนหลวง) จะต้องมีกำลังมอเตอร์ไฟฟ้า ไม่น้อยกว่า 250 วัตต์ หรือ 0.25 กิโลวัตต์
กำลังมอเตอร์ที่สูงกว่า 250 วัตต์ ถือเป็นจุดแบ่งที่ชัดเจนระหว่างจักรยานไฟฟ้าทั่วไปกับยานพาหนะไฟฟ้าที่เทียบเท่ารถจักรยานยนต์ ซึ่งมีสมรรถนะสูงและต้องการมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดกว่า
ดังนั้น ผู้ใช้งานที่มี E-Bike กำลังมอเตอร์ต่ำกว่า 250 วัตต์ จะไม่เข้าข่ายตามข้อบังคับนี้ และยังคงสถานะเป็นจักรยาน ซึ่งไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน
ความเร็วสูงสุด (Maximum Speed)
นอกเหนือจากกำลังมอเตอร์แล้ว ความเร็วสูงสุดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดย E-Bike ที่ต้องจดทะเบียนจะต้องสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ ไม่น้อยกว่า 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และที่สำคัญคือ ต้องสามารถรักษาความเร็วในระดับนี้ไว้ได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที เพื่อพิสูจน์ถึงเสถียรภาพและประสิทธิภาพของแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อน
เกณฑ์ความเร็วนี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่ายานพาหนะที่จดทะเบียนสามารถเดินทางร่วมกับกระแสจราจรบนถนนสายหลักได้อย่างปลอดภัย ไม่กีดขวางหรือสร้างความอันตรายจากการใช้ความเร็วที่ต่ำเกินไป
มาตรฐานความปลอดภัยและโครงสร้าง
ถึงแม้กฎหมายจะเน้นที่กำลังมอเตอร์และความเร็วเป็นหลัก แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งที่โครงสร้างของตัวรถ ระบบเบรก และแบตเตอรี่จะต้องได้มาตรฐานความปลอดภัย การมีเอกสารรับรองจากผู้ผลิตจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเป็นเครื่องยืนยันว่ารถคันดังกล่าวผ่านการทดสอบและออกแบบมาเพื่อรองรับสมรรถนะตามที่กำหนด การดัดแปลงรถที่ไม่ได้มาตรฐานอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น ระบบเบรกที่ไม่เพียงพอ หรือแบตเตอรี่ที่อาจเกิดการลัดวงจรและไฟไหม้ได้
ขั้นตอนและเอกสารสำหรับการจดทะเบียน E-Bike
สำหรับผู้ที่ครอบครอง E-Bike ที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด กระบวนการจดทะเบียนจะมีขั้นตอนที่คล้ายคลึงกับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ใหม่ การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนจะช่วยให้กระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่น
เอกสารที่จำเป็นต้องเตรียม
ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนจำเป็นต้องรวบรวมเอกสารสำคัญดังต่อไปนี้เพื่อยื่นต่อเจ้าหน้าที่ ณ กรมการขนส่งทางบก:
- หนังสือแจ้งจำหน่ายจากบริษัทผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า: เอกสารชิ้นนี้มีความสำคัญที่สุด เพราะเป็นการยืนยันแหล่งที่มาและคุณสมบัติทางเทคนิคของตัวรถ
- ใบสมัครจดทะเบียนรถ: สามารถขอรับได้ที่กรมการขนส่งทางบก
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือสำเนาหนังสือเดินทาง: ในกรณีที่เป็นชาวต่างชาติ
- ใบรับรองที่อยู่: หากใช้หนังสือเดินทาง จำเป็นต้องมีเอกสารยืนยันที่พักอาศัยในประเทศไทย
- หลักฐานการเป็นเจ้าของอื่นๆ: เช่น ใบกำกับภาษี หรือใบเสร็จรับเงิน
ค่าธรรมเนียมและสถานที่ดำเนินการ
การจดทะเบียน E-Bike จะมีค่าธรรมเนียมรวมประมาณ 505 บาท (อาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย) ซึ่งครอบคลุมค่าคำขอ ค่าป้ายทะเบียน และค่าสมุดคู่มือจดทะเบียนรถ (เล่มทะเบียน) ผู้ยื่นคำขอสามารถดำเนินการได้ที่สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-5 หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดที่ตนเองมีภูมิลำเนาอยู่
เมื่อกระบวนการเสร็จสิ้น ผู้ครอบครองจะได้รับป้ายทะเบียนและเล่มทะเบียน ซึ่งเป็นเอกสารแสดงความเป็นเจ้าของอย่างเป็นทางการ และจำเป็นต้องมีการต่อภาษีประจำปีเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ทั่วไป
สิทธิประโยชน์และความคุ้มครองหลังการจดทะเบียน
แม้ว่าการจดทะเบียนจะมีขั้นตอนและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ก็มาพร้อมกับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทางกฎหมายที่สำคัญหลายประการ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่ การทำให้ E-Bike มีสถานะถูกกฎหมายนั้นส่งผลดีในระยะยาว
- การใช้งานบนถนนอย่างถูกกฎหมาย: ประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดคือสิทธิ์ในการขับขี่ E-Bike บนถนนสาธารณะทุกแห่งได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายจราจร ลดความกังวลเรื่องการถูกจับกุมหรือปรับ
- ความคุ้มครองจากประกันภัย: การมีทะเบียนรถทำให้สามารถทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) และประกันภัยภาคสมัครใจได้ ซึ่งจะให้ความคุ้มครองทั้งผู้ขับขี่ คู่กรณี และบุคคลภายนอกในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ
- การยืนยันความเป็นเจ้าของ: เล่มทะเบียนเป็นเอกสารทางราชการที่ใช้ยืนยันกรรมสิทธิ์ในตัวรถ ทำให้การซื้อขายหรือโอนย้ายในอนาคตทำได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ป้องกันปัญหาการโจรกรรมหรือการสวมรอย
- เพิ่มมูลค่าเมื่อขายต่อ: E-Bike ที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องมักจะมีราคาขายต่อที่ดีกว่า เนื่องจากผู้ซื้อรายใหม่สามารถมั่นใจได้ว่าเป็นรถที่ถูกกฎหมายและสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ทันที
เปรียบเทียบกฎหมาย E-Bike: ไทย vs. ต่างประเทศ
ข้อบังคับเกี่ยวกับยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ การทำความเข้าใจบริบทของกฎหมายไทยเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากลจะช่วยให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
| คุณสมบัติ | ประเทศไทย (ตามกฎหมายใหม่ 2025) | สหราชอาณาจักร / สหรัฐอเมริกา (โดยทั่วไป) |
|---|---|---|
| กำลังมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด | ต้องมีกำลัง ไม่น้อยกว่า 250 วัตต์ เพื่อจดทะเบียน | โดยทั่วไปจำกัดกำลัง ไม่เกิน 250 วัตต์ (UK) หรือ 750 วัตต์ (USA) สำหรับรุ่นที่ไม่ต้องจดทะเบียน |
| ความเร็วสูงสุดที่กำหนด | ต้องทำความเร็วได้ ไม่น้อยกว่า 45 กม./ชม. | ระบบช่วยปั่นต้องหยุดทำงานที่ความเร็ว 25 กม./ชม. (UK) หรือ 32 กม./ชม. (USA) |
| การจดทะเบียน | จำเป็น สำหรับรุ่นที่เข้าเกณฑ์ | ไม่จำเป็น สำหรับรุ่นที่ตรงตามข้อกำหนด (Electrically Assisted Pedal Cycles – EAPCs) |
| ใบอนุญาตขับขี่ | จำเป็น (ใบขับขี่รถจักรยานยนต์) เมื่อจดทะเบียนแล้ว | ไม่จำเป็น สำหรับ E-Bike ประเภทมาตรฐาน |
จากตารางจะเห็นได้ว่ากฎหมายของไทยมีแนวทางที่แตกต่างออกไป โดยกำหนดให้ E-Bike ที่มีสมรรถนะสูงต้องเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนแบบเดียวกับรถจักรยานยนต์ ในขณะที่หลายประเทศในตะวันตกจะจำกัดสมรรถนะของ E-Bike เพื่อให้ยังคงสถานะเป็น “จักรยาน” และไม่ต้องมีใบขับขี่หรือการจดทะเบียน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการกำกับดูแลที่เน้นความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นหลักในบริบทของประเทศไทย
คำแนะนำสำหรับผู้ใช้งานและผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อ
การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายครั้งนี้ทำให้ผู้ใช้งานและผู้ที่สนใจซื้อ E-Bike จำเป็นต้องมีความรอบคอบในการตัดสินใจมากขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่ายานพาหนะที่เลือกนั้นสอดคล้องกับข้อบังคับและสามารถใช้งานได้อย่างสบายใจ
การตรวจสอบคุณสมบัติ E-Bike ก่อนซื้อ
ก่อนตัดสินใจซื้อ E-Bike คันใหม่ ควรตรวจสอบข้อมูลกับผู้จำหน่ายให้ชัดเจนในประเด็นต่อไปนี้:
- คุณสมบัติทางเทคนิค: สอบถามข้อมูลกำลังมอเตอร์ (วัตต์) และความเร็วสูงสุดที่รถทำได้ เพื่อประเมินว่ารถคันดังกล่าวเข้าข่ายต้องจดทะเบียนหรือไม่
- เอกสารสำหรับการจดทะเบียน: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้จำหน่ายสามารถออก “หนังสือแจ้งจำหน่าย” หรือเอกสารอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับยื่นต่อกรมการขนส่งทางบกได้
- การรับรองมาตรฐาน: เลือกรุ่นที่มาจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือและมีการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้า
ข้อควรระวังเกี่ยวกับรถมือสองและการดัดแปลง
การซื้อ E-Bike มือสองมีความเสี่ยงเพิ่มเติม โดยเฉพาะรถที่ผ่านการดัดแปลง ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในเรื่องต่อไปนี้:
- การดัดแปลงมอเตอร์หรือแบตเตอรี่: การเปลี่ยนชิ้นส่วนเหล่านี้โดยไม่ผ่านการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง เช่น ไฟไหม้ หรือระบบไฟฟ้าลัดวงจร
- เอกสารไม่ครบถ้วน: หากซื้อรถมือสองที่เข้าเกณฑ์จดทะเบียน แต่ไม่มีเอกสารจากผู้ผลิตเดิม อาจทำให้ไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนได้
- ความปลอดภัยของโครงสร้าง: ตรวจสอบสภาพโครงสร้างรถและระบบเบรกอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่ายังสามารถรองรับการใช้งานได้อย่างปลอดภัย
จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ทั่วไปต้องทำอย่างไร?
สำหรับผู้ที่ใช้งานจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังมอเตอร์ต่ำกว่า 250 วัตต์ และความเร็วสูงสุดไม่ถึง 45 กม./ชม. ยานพาหนะของท่านจะไม่เข้าข่ายกฎหมายการจดทะเบียนฉบับใหม่นี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎจราจรสำหรับรถจักรยาน เช่น การขับขี่ในช่องทางที่กำหนด การให้สัญญาณมือ และการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเพื่อความปลอดภัย
สรุปข้อบังคับและแนวทางการเตรียมตัวสำหรับกฎหมาย E-Bike ใหม่
กฎหมายใหม่เกี่ยวกับการจดทะเบียน E-Bike ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2025 นับเป็นก้าวสำคัญในการจัดระเบียบและสร้างมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับยานพาหนะไฟฟ้าในประเทศไทย สาระสำคัญคือ E-Bike ที่มีกำลังมอเตอร์ตั้งแต่ 250 วัตต์ขึ้นไป และทำความเร็วได้เกิน 45 กม./ชม. จะต้องผ่านกระบวนการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้มีสถานะเป็นรถที่ถูกกฎหมายและสามารถใช้งานบนถนนสาธารณะได้อย่างเต็มรูปแบบ
ผู้ใช้งานและผู้ที่สนใจควรเตรียมตัวโดยการศึกษาข้อกำหนดเหล่านี้อย่างละเอียด และเลือกซื้อยานพาหนะจากผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือซึ่งสามารถให้ข้อมูลและเอกสารที่ถูกต้องครบถ้วน การปฏิบัติตามกฎหมายไม่เพียงแต่จะช่วยให้ขับขี่ได้อย่างสบายใจ แต่ยังเป็นการยกระดับความปลอดภัยให้กับตนเองและผู้ร่วมใช้ถนนคนอื่นๆ อีกด้วย
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่ได้มาตรฐานและตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทาง การเลือกซื้อจากผู้เชี่ยวชาญเป็นสิ่งสำคัญ ที่ GIANT Shopping Mall มีจักรยานไฟฟ้าหลากหลายประเภทที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อให้ได้ยานพาหนะที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายใหม่
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK PAGE หรือสอบถามผ่าน LINE หากต้องการ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการ
“`
