เตรียมตัว! ปี 2026 ‘กฎหมาย E-Bike’ จ่อคุมเข้ม ต้องจดทะเบียน?
จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike ได้กลายเป็นยานพาหนะทางเลือกที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วบนท้องถนนในประเทศไทย ด้วยความสะดวกสบาย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อย่างไรก็ตาม การใช้งานที่แพร่หลายได้นำมาซึ่งความจำเป็นในการจัดระเบียบเพื่อความปลอดภัยและเป็นธรรมต่อผู้ใช้ถนนทุกภาคส่วน
ประเด็นสำคัญที่ผู้ใช้ E-Bike ต้องจับตามองในปี 2569:
- การจำแนกประเภทชัดเจน: กฎหมายใหม่จะแบ่ง E-Bike ออกจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ โดยใช้กำลังมอเตอร์และความเร็วสูงสุดเป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา
- เงื่อนไขการจดทะเบียน: E-Bike ที่มีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 250 วัตต์ และความเร็วไม่เกิน 25 กม./ชม. จะยังคงสถานะเป็น “จักรยาน” และไม่ต้องจดทะเบียน แต่หากมีคุณสมบัติเกินกว่านี้ จะต้องดำเนินการจดทะเบียนและจัดทำ พ.ร.บ.
- ใบอนุญาตขับขี่: สำหรับ E-Bike ที่เข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ผู้ขับขี่จะต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ตามกฎหมาย
- การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้น: คาดว่าจะมีการนำเทคโนโลยี เช่น กล้อง AI มาใช้ในการตรวจจับผู้กระทำผิดกฎจราจร ซึ่งรวมถึงการขับขี่ E-Bike ผิดประเภทหรือไม่ปฏิบัติตามกฎ
- มาตรฐานความปลอดภัย: แนวโน้มทั่วโลกมุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยของแบตเตอรี่และโครงสร้างตัวรถ เพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและอัคคีภัย
บทความนี้จะเจาะลึกถึงรายละเอียดของกฎระเบียบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ที่ใช้งานอยู่และผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อ E-Bike ได้เตรียมความพร้อมและเข้าใจถึงข้อปฏิบัติต่างๆ ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในปี 2569 ซึ่งเป็นปีแห่งการปฏิรูปกฎหมายยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กของไทยอย่างแท้จริง
ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย E-Bike ปี 2569
ในปี 2569 ประเด็นเรื่อง เตรียมตัว! ปี 2026 ‘กฎหมาย E-Bike’ จ่อคุมเข้ม ต้องจดทะเบียน? ได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาสำคัญในกลุ่มผู้ใช้ยานพาหนะไฟฟ้า การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่เป็นผลมาจากการเติบโตของตลาด E-Bike ที่รวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เกิด “พื้นที่สีเทา” ทางกฎหมายที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมการขนส่งทางบก ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการสร้างมาตรฐานที่ชัดเจน เพื่อสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน ลดอุบัติเหตุ และให้ความคุ้มครองแก่ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ E-Bike เอง คนเดินเท้า หรือผู้ใช้ยานพาหนะประเภทอื่น
สาเหตุหลักที่ทำให้ต้องมีการจัดระเบียบกฎหมาย E-Bike มาจากความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ในตลาด ปัจจุบันมี E-Bike ตั้งแต่รุ่นที่ใช้ระบบช่วยปั่น (Pedal-assist) ที่มีความเร็วต่ำ ไปจนถึงรุ่นที่ใช้คันเร่งไฟฟ้า (Throttle-based) ที่ทำความเร็วได้สูงเทียบเท่ารถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก ความแตกต่างนี้ทำให้การบังคับใช้กฎหมายเดิมเป็นไปได้ยากและก่อให้เกิดความสับสน ดังนั้น กฎหมายใหม่จึงมุ่งเน้นไปที่การกำหนดนิยามและคุณสมบัติของ “จักรยานไฟฟ้า” ให้ชัดเจน เพื่อแยกออกจาก “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ซึ่งมีข้อบังคับที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือผู้ใช้ E-Bike ทุกคน รวมถึงผู้นำเข้าและผู้จำหน่าย ที่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานใหม่นี้ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจและการใช้งานเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
เจาะลึกข้อบังคับใหม่: E-Bike แบบไหนต้องจดทะเบียน?
หัวใจสำคัญของกฎหมาย E-Bike ปี 2569 คือการจำแนกประเภทยานพาหนะไฟฟ้าสองล้ออย่างชัดเจน โดยใช้เกณฑ์ทางเทคนิคเป็นตัวกำหนด ซึ่งผู้ใช้จำเป็นต้องทำความเข้าใจคุณสมบัติของรถที่ตนเองครอบครอง เพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับได้อย่างถูกต้อง
กลุ่มที่ 1: จักรยานไฟฟ้า (ที่ไม่ต้องจดทะเบียน)
ตามประกาศของกรมการขนส่งทางบก ยานพาหนะที่จะยังคงสถานะเป็น “จักรยานไฟฟ้า” และได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียน จะต้องมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ดังนี้:
- กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า: ต้องมีกำลังขับเคลื่อนไม่เกิน 250 วัตต์
- ความเร็วสูงสุด: ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าต้องหยุดทำงานเมื่อความเร็วเกิน 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- ลักษณะการทำงาน: โดยทั่วไปมักเป็นระบบช่วยปั่น (Pedal-assist หรือ Pedelec) ซึ่งมอเตอร์จะทำงานเพื่อผ่อนแรงเมื่อผู้ขับขี่ออกแรงปั่นเท่านั้น
แม้จะไม่ต้องจดทะเบียนหรือมีใบขับขี่ แต่ผู้ใช้งาน E-Bike ในกลุ่มนี้ยังคงต้องปฏิบัติตามกฎจราจรสำหรับจักรยานอย่างเคร่งครัด ซึ่งรวมถึง:
- การสวมหมวกนิรภัย: เป็นข้อบังคับตามประกาศล่าสุดที่เริ่มมีผลตั้งแต่ปี 2568 เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่
- ช่องทางเดินรถ: ต้องขับขี่ในช่องทางจักรยาน หรือชิดขอบทางด้านซ้ายสุดของถนน ห้ามขับขี่บนทางเท้าโดยเด็ดขาด การฝ่าฝืนอาจมีโทษปรับสูงสุดถึง 5,000 บาท ตาม พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง
- การติดตั้งอุปกรณ์: ควรมีไฟส่องสว่างทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงอุปกรณ์สะท้อนแสง เพื่อให้ยานพาหนะอื่นมองเห็นได้ชัดเจนในเวลากลางคืน
กลุ่มที่ 2: รถที่เข้าข่ายจักรยานยนต์ไฟฟ้า (ต้องจดทะเบียน)
หาก E-Bike ที่คุณครอบครองมีคุณสมบัติเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ข้างต้น แม้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง รถคันนั้นจะถูกจัดประเภทเป็น “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ทันที และต้องปฏิบัติตามกฎหมายเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ทั่วไปทุกประการ
เกณฑ์ที่ทำให้เข้าข่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า:
- กำลังมอเตอร์ไฟฟ้ามากกว่า 250 วัตต์
- สามารถทำความเร็วได้เกินกว่า 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า (รวมถึงรถที่มีคันเร่งแบบบิด)
สำหรับรถในกลุ่มนี้ เจ้าของจะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้:
- การจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก: ต้องนำรถไปตรวจสภาพและจดทะเบียนเพื่อขอรับแผ่นป้ายทะเบียนตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.รถยนต์ หากไม่ดำเนินการจะมีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท
- การทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.): เป็นข้อบังคับเพื่อคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
- ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่: ผู้ขับขี่จะต้องมีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล ตามมาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.รถยนต์ หากขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาต จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้ซื้อต้องพิจารณาคุณสมบัติทางเทคนิคของ E-Bike อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะประเภทนั้นๆ ได้
มาตรการบังคับใช้และบทลงโทษที่ควรรู้
เพื่อให้กฎระเบียบใหม่เกิดผลในทางปฏิบัติ คาดว่าในปี 2569 จะมีการยกระดับมาตรการบังคับใช้กฎหมายให้มีความเข้มงวดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการตรวจจับและลงโทษผู้กระทำผิด
เทคโนโลยีตรวจจับด้วย AI
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะถูกนำมาใช้คือ กล้องวงจรปิดที่ทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจะถูกติดตั้งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ตามเมืองใหญ่ ระบบนี้จะสามารถวิเคราะห์ภาพเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์เพื่อจำแนกประเภทของ E-Bike ที่สัญจรบนท้องถนนได้ โดยอาจพิจารณาจากลักษณะทางกายภาพของรถ ความเร็วในการเคลื่อนที่ หรือการขับขี่ในช่องทางที่ไม่ได้รับอนุญาต เมื่อระบบตรวจพบการกระทำผิด เช่น E-Bike ที่มีลักษณะคล้ายมอเตอร์ไซค์แต่ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน หรือการขับขี่บนทางเท้า ระบบจะบันทึกข้อมูลและส่งใบสั่งไปยังที่อยู่ของเจ้าของรถโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับการตรวจจับการฝ่าฝืนกฎจราจรของรถยนต์ในปัจจุบัน
ข้อบังคับด้านการจราจรและบทลงโทษ
นอกเหนือจากการจดทะเบียนแล้ว ผู้ใช้ E-Bike ทุกประเภทยังต้องเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด บทลงโทษสำหรับการฝ่าฝืนจะถูกบังคับใช้อย่างจริงจังมากขึ้น สรุปได้ดังนี้:
- ไม่จดทะเบียน (สำหรับประเภทที่บังคับ): ปรับสูงสุด 10,000 บาท
- ไม่มีใบขับขี่ (สำหรับประเภทที่บังคับ): จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับสูงสุด 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ขับขี่บนทางเท้า: ปรับสูงสุด 5,000 บาท
- ไม่สวมหมวกนิรภัย: มีโทษปรับตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับผู้ขับขี่จักรยาน/จักรยานยนต์
- ขับขี่ในช่องทางหลัก: สำหรับ E-Bike ที่จัดเป็นจักรยาน ต้องขับขี่ชิดขอบทางด้านซ้ายหรือในช่องทางจักรยานเท่านั้น การขับขี่ในเลนกลางหรือเลนขวาอาจถูกพิจารณาว่าเป็นการกีดขวางการจราจรและมีโทษปรับได้
มาตรการเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างวินัยการจราจรและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ผู้ใช้ E-Bike ต้องมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมมากขึ้น
มุมมองจากต่างประเทศ: แนวโน้มกฎหมาย E-Bike ทั่วโลก
ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่กำลังเผชิญกับความท้าทายในการกำกับดูแล E-Bike หลายประเทศทั่วโลกได้เริ่มบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้นเช่นกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มสากลที่มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกับความปลอดภัยสาธารณะ การศึกษากรณีจากต่างประเทศช่วยให้เห็นภาพทิศทางที่กฎหมายไทยอาจพัฒนาต่อไปในอนาคต
| ประเทศ/เขตปกครอง | ข้อกำหนดหลัก | การจดทะเบียน/ประกันภัย |
|---|---|---|
| ไทย (แนวโน้ม 2569) | แบ่งตามกำลังมอเตอร์ (250W) และความเร็ว (25 กม./ชม.) | บังคับสำหรับรถที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน พร้อม พ.ร.บ. |
| ไต้หวัน (ไทเป) | จำกัดความเร็วไม่เกิน 25 กม./ชม. ห้าม E-Scooter (แบบไม่มีที่ปั่น) ในเลนจักรยานบางแห่ง | E-Bike แบบไม่มีที่ปั่นต้องจดทะเบียน, ติดป้าย, ทำประกันภัย และผู้ขับต้องมีอายุ 14 ปีขึ้นไป |
| สหภาพยุโรป (EU) | E-Bike แบบช่วยปั่น (Pedelec) ที่มีกำลังไม่เกิน 250W และความเร็วไม่เกิน 25 กม./ชม. ถือเป็นจักรยาน | ไม่ต้องจดทะเบียน แต่มีการตรวจสอบมาตรฐานแบตเตอรี่และมอเตอร์ที่เข้มงวดขึ้น |
| ฟิลิปปินส์ | มีแนวโน้มห้าม E-Bike และ E-Trike วิ่งบนทางหลวงสายหลักของประเทศ | ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่เน้นการจำกัดพื้นที่ใช้งานเพื่อความปลอดภัย |
| สหรัฐอเมริกา (ตัวอย่าง: Boulder, CO) | แบ่ง E-Bike เป็น 3 คลาสตามความเร็วและลักษณะการทำงาน (คันเร่ง/ช่วยปั่น) | โดยทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียน แต่มีการจำกัดอายุผู้ขับขี่สำหรับคลาสที่มีความเร็วสูง (คลาส 3 ต้องอายุ 16 ปีขึ้นไป) |
จากตารางจะเห็นได้ว่าแนวทางของประเทศไทยสอดคล้องกับมาตรฐานของสหภาพยุโรปในการใช้เกณฑ์ 250W / 25 กม./ชม. เป็นตัวแบ่งแยกระหว่าง “จักรยาน” กับ “ยานพาหนะที่ต้องควบคุม” ขณะเดียวกัน แนวคิดของไต้หวันในการควบคุม E-Bike แบบไม่มีที่ปั่นอย่างเข้มงวด (ต้องจดทะเบียนและทำประกัน) ก็เป็นอีกหนึ่งโมเดลที่น่าสนใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทั่วโลกกำลังมุ่งไปในทิศทางเดียวกันคือ การสร้างกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อรองรับการใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กอย่างปลอดภัยและยั่งยืน
ทิศทางอนาคตของ E-Bike ในประเทศไทย
การปรับปรุงกฎหมาย E-Bike ในปี 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของยานพาหนะประเภทนี้ในประเทศไทย นอกเหนือจากข้อบังคับเรื่องการจดทะเบียนและใบขับขี่แล้ว ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าจับตามอง ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งผู้บริโภคและอุตสาหกรรมในระยะยาว
ความสำคัญของมาตรฐานแบตเตอรี่
หนึ่งในความกังวลระดับโลกเกี่ยวกับ E-Bike คือความปลอดภัยของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ซึ่งหากไม่ได้มาตรฐานอาจก่อให้เกิดเหตุอัคคีภัยที่รุนแรงได้ แนวโน้มในอนาคตคือการกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) สำหรับแบตเตอรี่ E-Bike ที่จำหน่ายในประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งจะครอบคลุมถึงระบบการจัดการแบตเตอรี่ (BMS), คุณภาพของเซลล์แบตเตอรี่ และมาตรฐานของอุปกรณ์ชาร์จ มาตรการนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและลดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดฝัน โดยอาจมีการตรวจสอบที่เข้มงวดตั้งแต่ท่าเรือนำเข้าไปจนถึงร้านค้าที่จัดจำหน่าย
ประโยชน์ของการจัดระเบียบที่มากกว่าความยุ่งยาก
แม้ว่าในระยะแรก การปรับตัวเข้ากับกฎระเบียบใหม่อาจสร้างความยุ่งยากให้กับผู้ใช้บางกลุ่ม แต่ในระยะยาวแล้ว การจัดระเบียบครั้งนี้จะส่งผลดีหลายประการ:
- ความคุ้มครองจากประกันภัย: สำหรับ E-Bike ที่จดทะเบียนและทำ พ.ร.บ. อย่างถูกต้อง หากเกิดอุบัติเหตุจะสามารถเคลมค่าเสียหายและค่ารักษาพยาบาลได้ตามสิทธิ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ E-Bike ที่อยู่นอกระบบไม่สามารถทำได้
- สิทธิ์ในการใช้ถนนอย่างถูกกฎหมาย: การมีป้ายทะเบียนทำให้ E-Bike ที่มีสมรรถนะสูงสามารถสัญจรบนถนนสายหลักได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ต้องหลบซ่อนหรือเสี่ยงต่อการถูกจับกุม
- ยกระดับความปลอดภัยโดยรวม: เมื่อผู้ขับขี่ E-Bike ที่มีสมรรถนะสูงต้องผ่านการสอบใบขับขี่ จะเป็นการการันตีว่าผู้ขับขี่มีความรู้ความเข้าใจในกฎจราจรและมีทักษะการขับขี่ที่ปลอดภัย ซึ่งจะช่วยลดจำนวนอุบัติเหตุลงได้
- สร้างความเป็นธรรมในสังคม: การกำหนดให้ยานพาหนะที่มีความเร็วและความเสี่ยงสูงต้องรับผิดชอบผ่านการจดทะเบียนและเสียภาษี เป็นการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้ยานพาหนะประเภทอื่นที่ปฏิบัติตามกฎหมายอยู่แล้ว
สรุปและคำแนะนำสำหรับผู้ใช้และผู้ที่สนใจ E-Bike
การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย E-Bike ที่จะมีขึ้นในปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญซึ่งจะนำไปสู่มาตรฐานและความปลอดภัยบนท้องถนนที่ดียิ่งขึ้น ยุคของ “พื้นที่สีเทา” สำหรับยานพาหนะไฟฟ้ากำลังจะสิ้นสุดลง โดยมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่าง “จักรยานไฟฟ้า” ที่เน้นการใช้งานในระยะใกล้และไม่ต้องจดทะเบียน กับ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ที่มีสมรรถนะสูงและต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวด ทั้งการจดทะเบียน การทำ พ.ร.บ. และการมีใบอนุญาตขับขี่
สำหรับผู้ที่ใช้งาน E-Bike อยู่ในปัจจุบัน สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบคุณสมบัติของรถตนเองว่าเข้าข่ายประเภทใด และเตรียมพร้อมปฏิบัติตามข้อบังคับใหม่ ส่วนผู้ที่กำลังวางแผนจะซื้อ E-Bike ควรศึกษาข้อมูลทางเทคนิคของแต่ละรุ่นอย่างละเอียด โดยเฉพาะกำลังมอเตอร์และความเร็วสูงสุด เพื่อเลือกรุ่นที่เหมาะสมกับความต้องการและสอดคล้องกับกฎหมาย การเลือกซื้อจากผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือและให้ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
ท้ายที่สุดนี้ แม้กฎระเบียบใหม่จะเพิ่มขั้นตอนและความรับผิดชอบ แต่ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในการสร้างสังคมการเดินทางที่ปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับทุกคน การปรับตัวและให้ความร่วมมือกับภาครัฐจะช่วยให้ E-Bike สามารถเป็นทางเลือกในการเดินทางที่มีประสิทธิภาพและเป็นส่วนหนึ่งของระบบคมนาคมไทยได้อย่างราบรื่นในอนาคต
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีหลากหลายรุ่นให้เลือกสรร เพื่อให้มั่นใจว่ายานพาหนะของคุณสอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ ขอแนะนำ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำปรึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
- ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
- เวลาทำการ: วันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
- เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
- ช่องทางออนไลน์: FACEBOOK PAGE | LINE | ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม

