กฎจราจร E-Bike/สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ต้องมีใบขับขี่ไหม?
ยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคล เช่น จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทย เนื่องจากความสะดวกในการเดินทางและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้จำนวนมากยังคงมีความสับสนเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง บทความนี้จะให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับกฎจราจร E-Bike/สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ว่าต้องมีใบขับขี่หรือไม่ รวมถึงข้อบังคับอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายยานพาหนะไฟฟ้า
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ที่มีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 250 วัตต์ และทำความเร็วสูงสุดได้ไม่เกิน 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่จัดเป็นรถจักรยานยนต์ จึงไม่ต้องจดทะเบียนและไม่ต้องมีใบขับขี่
- สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่มีกำลังมอเตอร์เกิน 250 วัตต์ หรือทำความเร็วสูงสุดได้เกิน 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะถูกจัดเป็น “รถจักรยานยนต์” ตามกฎหมาย ซึ่งหมายความว่าผู้ขับขี่จำเป็นต้องมีใบขับขี่รถจักรยานยนต์และต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก
- การนำยานพาหนะที่เข้าข่ายต้องจดทะเบียนมาใช้งานบนถนนสาธารณะโดยไม่มีป้ายทะเบียน มีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท
- การขับขี่ยานพาหนะที่ต้องมีใบขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- การขับขี่ยานพาหนะทุกประเภทบนทางเท้าถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ มีโทษปรับสูงสุด 5,000 บาท
ไขข้อข้องใจ: กฎจราจร E-Bike/สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ต้องมีใบขับขี่ไหม?
คำถามที่ว่า กฎจราจร E-Bike/สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ต้องมีใบขับขี่ไหม เป็นข้อสงสัยอันดับต้น ๆ ของผู้ที่สนใจหรือใช้งานยานพาหนะประเภทนี้ การจะตอบคำถามนี้ได้อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องเข้าใจการตีความตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่กรมการขนส่งทางบกใช้ในการกำกับดูแลยานพาหนะบนท้องถนนในประเทศไทย ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลทำให้หน่วยงานภาครัฐต้องกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อจัดระเบียบและสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน ดังนั้น การทราบถึงสถานะทางกฎหมายของยานพาหนะที่ครอบครองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมายโดยไม่เจตนา
หัวใจสำคัญของการจำแนกประเภทไม่ได้อยู่ที่ชื่อเรียก ไม่ว่าจะเป็น E-Bike, สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า แต่อยู่ที่ “คุณสมบัติทางเทคนิค” ของตัวรถ ได้แก่ กำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าและความเร็วสูงสุดที่ทำได้ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่ายานพาหนะคันนั้นจะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ใด และต้องปฏิบัติตามข้อบังคับใดบ้าง ตั้งแต่การจดทะเบียน การทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ไปจนถึงคุณสมบัติของผู้ขับขี่ ซึ่งรวมถึงการมีใบอนุญาตขับขี่ที่ถูกต้องตามประเภทของรถ
การจำแนกประเภทยานพาหนะไฟฟ้าตามกฎหมายไทย
เพื่อให้เกิดความชัดเจน กรมการขนส่งทางบกได้แบ่งยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อออกเป็น 2 กลุ่มหลัก โดยใช้เกณฑ์ด้านสมรรถนะเป็นตัวชี้วัด ซึ่งแต่ละกลุ่มมีข้อกำหนดและข้อบังคับทางกฎหมายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
กลุ่มที่ 1: จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ที่ไม่เข้าข่ายต้องจดทะเบียน
ยานพาหนะในกลุ่มนี้หมายถึงจักรยานที่มีการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อช่วยผ่อนแรงในการปั่นเป็นหลัก โดยมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน คือ:
- กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า: ต้องมีกำลังไม่เกิน 250 วัตต์
- ความเร็วสูงสุด: ต้องทำความเร็วได้ไม่เกิน 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
หากจักรยานไฟฟ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งสองข้อนี้ จะไม่ถือว่าเป็น “รถจักรยานยนต์” ตามคำนิยามใน พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 แต่จะถูกจัดให้มีสถานะเทียบเท่ากับ “จักรยาน” ทั่วไป ผลที่ตามมาคือ:
- ไม่ต้องจดทะเบียน: ไม่จำเป็นต้องดำเนินการขอแผ่นป้ายทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก
- ไม่ต้องมีใบขับขี่: ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์
- ไม่ต้องทำ พ.ร.บ.: ไม่เข้าข่ายบังคับให้ต้องทำประกันภัยภาคบังคับ
อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับการยกเว้นข้อบังคับข้างต้น ผู้ขับขี่จักรยานไฟฟ้ากลุ่มนี้ยังคงต้องปฏิบัติตามกฎจราจรสำหรับจักรยานอย่างเคร่งครัด เช่น การขับขี่ในช่องทางซ้ายสุดของถนน หรือในช่องทางที่จัดไว้สำหรับจักรยาน, การให้สัญญาณมือเมื่อต้องการเลี้ยวหรือหยุด, และที่สำคัญคือ ห้ามขับขี่บนทางเท้าโดยเด็ดขาด ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 นอกจากนี้ ตามประกาศที่คาดว่าจะมีการบังคับใช้เข้มงวดขึ้นในปี 2568 ผู้ขับขี่จะต้องสวมหมวกนิรภัยเพื่อความปลอดภัยอีกด้วย
กลุ่มที่ 2: สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ต้องจดทะเบียน
ยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อใด ๆ ที่มีคุณสมบัติเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับกลุ่มแรก จะถูกจัดประเภทเป็น “รถจักรยานยนต์” ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 ทันที โดยมีเกณฑ์การพิจารณาดังนี้:
- กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า: มีกำลังตั้งแต่ 250 วัตต์ขึ้นไป หรือ
- ความเร็วสูงสุด: สามารถทำความเร็วได้ตั้งแต่ 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป
ยานพาหนะที่เข้าข่ายนี้ ไม่ว่าจะถูกเรียกว่าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า, E-Motorcycle หรือชื่ออื่นใดก็ตาม จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับทุกประการเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งหมายความว่า:
- ต้องจดทะเบียน: เจ้าของรถมีหน้าที่ต้องนำรถไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกเพื่อขอรับแผ่นป้ายทะเบียนและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี (ป้ายวงกลม)
- ต้องมีใบขับขี่: ผู้ขับขี่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล และต้องพกพาติดตัวไว้เสมอขณะขับขี่
- ต้องทำ พ.ร.บ.: ต้องจัดให้มีการประกันภัยเพื่อคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถตามที่กฎหมายกำหนด
- ต้องมีอุปกรณ์ครบถ้วน: ตัวรถต้องมีอุปกรณ์ส่วนควบที่จำเป็นต่อความปลอดภัยตามมาตรฐาน เช่น ไฟหน้า, ไฟท้าย, ไฟเลี้ยว, กระจกมองข้าง และแตรสัญญาณ
การละเลยข้อบังคับเหล่านี้จะส่งผลให้ผู้ขับขี่และเจ้าของรถมีความผิดและต้องรับโทษตามกฎหมาย ซึ่งมีอัตราโทษที่รุนแรงกว่ากรณีของจักรยานไฟฟ้ากลุ่มแรกอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อบังคับและบทลงโทษที่ผู้ขับขี่ต้องทราบ
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทลงโทษเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าตระหนักถึงผลที่ตามมาจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งบทลงโทษจะแตกต่างกันไปตามลักษณะของความผิดและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
การตรวจสอบคุณสมบัติของยานพาหนะไฟฟ้าที่ครอบครองหรือกำลังจะซื้อ ว่ามีกำลังมอเตอร์และความเร็วสูงสุดเท่าใด คือขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดในการปฏิบัติตามกฎหมายให้ถูกต้อง
ตารางสรุปอัตราโทษตามพระราชบัญญัติ
เพื่อให้เห็นภาพรวมของบทลงโทษที่ชัดเจน สามารถสรุปความผิดและอัตราโทษที่เกี่ยวข้องกับ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าได้ดังตารางต่อไปนี้
| ลักษณะการกระทำผิด | กฎหมายที่เกี่ยวข้อง | อัตราโทษสูงสุด |
|---|---|---|
| นำรถที่ไม่ได้จดทะเบียนมาใช้ในทางสาธารณะ | พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 6 | ปรับไม่เกิน 10,000 บาท |
| ขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ (กรณีรถเข้าข่ายจักรยานยนต์) | พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 64 | จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
| ขับขี่บนทางเท้า | พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ พ.ศ. 2535 | ปรับไม่เกิน 5,000 บาท |
| ไม่ขับขี่ชิดขอบทางด้านซ้ายหรือในช่องทางจักรยาน | พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 | ปรับตามอัตราที่กฎหมายจราจรกำหนด |
ประเด็นเพิ่มเติมและข้อควรระวังในการใช้งาน
นอกเหนือจากข้อกฎหมายหลักแล้ว ยังมีประเด็นปลีกย่อยที่ผู้ใช้งานควรทราบเพื่อประกอบการตัดสินใจและใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าได้อย่างราบรื่น
อุปสรรคในการจดทะเบียน
ปัญหาสำคัญที่ผู้ใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและ E-Motorcycle หลายรายต้องเผชิญคือ การไม่สามารถจดทะเบียนได้ ถึงแม้ว่าตัวรถจะมีสมรรถนะเข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ก็ตาม สาเหตุหลักมาจากยานพาหนะเหล่านั้นอาจไม่มีอุปกรณ์ส่วนควบตามมาตรฐานความปลอดภัยที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด เช่น ไม่มีไฟเลี้ยว ไม่มีกระจกมองข้าง หรือโครงสร้างไม่แข็งแรงพอที่จะผ่านการตรวจสภาพรถได้ เมื่อไม่สามารถจดทะเบียนได้ การนำรถคันดังกล่าวมาวิ่งบนถนนสาธารณะจึงถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทันทีตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.รถยนต์ฯ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อ ผู้บริโภคควรตรวจสอบกับผู้จำหน่ายให้แน่ใจว่ารถรุ่นนั้น ๆ สามารถจดทะเบียนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
แนวโน้มการบังคับใช้กฎหมายในอนาคต
จากข้อมูลล่าสุด มีแนวโน้มว่าภาครัฐจะมีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะไฟฟ้าอย่างเข้มงวดมากขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2568-2569 ประเด็นที่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือเน้นย้ำ ได้แก่:
- การบังคับสวมหมวกนิรภัย: อาจมีการออกกฎหมายบังคับให้ผู้ขับขี่จักรยานไฟฟ้า (กลุ่มที่ 1) ต้องสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งที่ใช้งาน เพื่อยกระดับความปลอดภัย
- การจำกัดพื้นที่ใช้งาน: อาจมีการห้ามไม่ให้จักรยานไฟฟ้าที่มีสมรรถนะสูง (แม้จะยังไม่เข้าข่ายเป็นจักรยานยนต์) วิ่งบนถนนสายหลักที่มีการจราจรหนาแน่นและใช้ความเร็วสูง
- การกวดขันวินัยจราจร: เจ้าหน้าที่จะเพิ่มความเข้มงวดในการจับปรับผู้ที่ขับขี่ยานพาหนะไฟฟ้าบนทางเท้า หรือผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรอื่น ๆ
บทสรุป: ขับขี่ปลอดภัย มั่นใจ และถูกกฎหมาย
โดยสรุปแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า กฎจราจร E-Bike/สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ต้องมีใบขับขี่ไหม ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของยานพาหนะเป็นสำคัญ หากเป็นจักรยานไฟฟ้าที่มีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 250 วัตต์ และความเร็วสูงสุดไม่เกิน 25 กม./ชม. ก็ไม่จำเป็นต้องมีใบขับขี่และไม่ต้องจดทะเบียน แต่หากมีคุณสมบัติเกินกว่านี้ จะถูกจัดเป็นรถจักรยานยนต์ ซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างครบถ้วน ทั้งการจดทะเบียนและผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่
การทำความเข้าใจและปฏิบัติตามกฎหมายไม่เพียงแต่ช่วยให้หลีกเลี่ยงค่าปรับและบทลงโทษเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมการขับขี่ที่ปลอดภัยสำหรับตนเองและผู้ร่วมใช้ถนนคนอื่น ๆ การเลือกซื้อยานพาหนะไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานและสามารถจดทะเบียนได้ (ในกรณีที่จำเป็น) จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อความสบายใจในระยะยาว
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike คุณภาพสูง ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการเดินทาง พร้อมคำแนะนำที่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย สามารถเยี่ยมชมและเลือกซื้อได้ที่ GIANT Shopping Mall ซึ่งเป็นศูนย์รวมจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
Facebook: FACEBOOK PAGE
Line: LINE
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
เวลาทำการ: วันจันทร์ – เสาร์ (9.00 – 18.00 น.)
ที่ตั้ง: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

