ซื้อ E-Bike ได้ลดหย่อนภาษี? เจาะนโยบายรัฐฯ EV ล่าสุด
- สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบายภาษี E-Bike และ EV
- ไขข้อข้องใจ: ซื้อ E-Bike ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้หรือไม่?
- สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ผู้ใช้ E-Bike และจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้รับจริง
- เจาะลึกนโยบาย EV ภาพใหญ่: ที่มาของความเข้าใจเรื่องการลดหย่อนภาษี
- คำแนะนำสำหรับผู้ที่วางแผนซื้อ E-Bike หรือจักรยานยนต์ไฟฟ้า
- บทสรุปและช่องทางการเลือกซื้อ E-Bike คุณภาพ
กระแสความนิยมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศไทย ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยเฉพาะคำถามที่ว่า ซื้อ E-Bike ได้ลดหย่อนภาษี? ซึ่งเป็นข้อสงสัยสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะสองล้อพลังงานสะอาด บทความนี้จะเจาะลึกนโยบาย EV ล่าสุดของภาครัฐ เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าสิทธิประโยชน์ใดบ้างที่ผู้ซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะได้รับจริง และสิทธิประโยชน์ใดเป็นเรื่องของยานยนต์ประเภทอื่น
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบายภาษี E-Bike และ EV
- การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีมาตรการที่อนุญาตให้บุคคลทั่วไปนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อ E-Bike หรือจักรยานไฟฟ้าส่วนบุคคลมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปีได้โดยตรง
- สิทธิประโยชน์หลักสำหรับ E-Bike: ผู้ซื้อจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายในช่วงเวลาที่กำหนด จะได้รับสิทธิ์ “ลดหย่อนภาษีประจำปี” ลง 80% ซึ่งเป็นคนละส่วนกับภาษีเงินได้
- เงินอุดหนุนและมาตรการภาษี EV ภาพใหญ่: นโยบายสนับสนุนหลัก เช่น มาตรการ EV 3.0 ที่ให้เงินอุดหนุนและลดภาษีสรรพสามิต มุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้า (4 ล้อ) เป็นหลัก โดยสิทธิประโยชน์จะส่งผ่านผู้ผลิตมาในรูปแบบของราคาขายที่ถูกลง ไม่ใช่การให้ผู้ซื้อนำใบเสร็จไปยื่นลดหย่อนภาษีเอง
- มาตรการสำหรับภาคธุรกิจ: มีมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับนิติบุคคลหรือผู้ประกอบการที่ลงทุนในเครื่องจักรหรืออุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งอาจครอบคลุมยานพาหนะไฟฟ้าบางประเภทที่ใช้ในกิจการ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อ E-Bike เพื่อใช้ส่วนตัวของผู้บริโภคทั่วไป
ไขข้อข้องใจ: ซื้อ E-Bike ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้หรือไม่?
หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดคือการนำค่าใช้จ่ายในการซื้อ E-Bike ไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนสิ้นปีได้หรือไม่ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าโดยรวมของภาครัฐ การทำความเข้าใจข้อเท็จจริงในประเด็นนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกสำหรับผู้ที่สนใจ
สถานะปัจจุบันของมาตรการลดหย่อนภาษี
จากข้อมูลล่าสุดของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง และกรมสรรพากร ยังไม่ปรากฏประกาศหรือกฎหมายใดที่ระบุให้ผู้เสียภาษีที่เป็นบุคคลธรรมดาสามารถนำค่าซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) หรือจักรยานยนต์ไฟฟ้า มาเป็นรายการหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ ซึ่งแตกต่างจากรายการลดหย่อนอื่น ๆ ที่คุ้นเคยกันดี เช่น ค่าเบี้ยประกันชีวิต, กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)
ดังนั้น ข้อสรุปที่ชัดเจนคือ การซื้อ E-Bike เพื่อการใช้งานส่วนบุคคล ยังไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้
มาตรการเพื่อการอนุรักษ์พลังงานสำหรับภาคธุรกิจ
ข่าวสารเกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ประหยัดพลังงานที่ออกมานั้น แท้จริงแล้วมุ่งเน้นไปที่ภาคธุรกิจเป็นหลัก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทั้งในรูปแบบนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่ดำเนินธุรกิจ ลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือวัสดุที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน
มาตรการดังกล่าวอนุญาตให้ผู้ประกอบการนำเงินที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง มาหักเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการคำนวณภาษีเงินได้ ซึ่งอาจครอบคลุมถึงยานพาหนะไฟฟ้าบางประเภทที่ถูกจัดว่าเป็น “เครื่องจักร” หรือ “อุปกรณ์” ที่ใช้ในกิจการ เช่น รถยกไฟฟ้าในโรงงาน หรือรถที่ใช้ในระบบขนส่งภายในองค์กร แต่ไม่ใช่สิทธิประโยชน์สำหรับผู้บริโภคทั่วไปที่ซื้อ E-Bike เพื่อการเดินทางในชีวิตประจำวัน
สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ผู้ใช้ E-Bike และจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้รับจริง
แม้จะไม่มีสิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้โดยตรง แต่ผู้ครอบครองยานพาหนะสองล้อไฟฟ้าที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในส่วนอื่นที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือ “ภาษีประจำปี”
การลดหย่อนภาษีประจำปี 80%
ตามพระราชกฤษฎีกาลดภาษีประจำปีสำหรับรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า พ.ศ. 2565 ได้กำหนดมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีเงื่อนไขสำคัญดังนี้:
- ประเภทรถ: ต้องเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปจากโรงงาน ไม่ใช่รถที่มาดัดแปลงเครื่องยนต์ในภายหลัง
- ช่วงเวลาจดทะเบียน: ต้องเป็นรถใหม่ที่จดทะเบียนระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
- สิทธิประโยชน์: จะได้รับการลดหย่อนภาษีประจำปีลงถึง 80% จากอัตราปกติเป็นระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียน
ตัวอย่างอัตราภาษีประจำปีหลังหักลดหย่อน
อัตราภาษีประจำปีของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะคำนวณตามน้ำหนักของตัวรถ การลดหย่อน 80% ทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ต่ำกว่ารถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่น:
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีน้ำหนักไม่เกิน 500 กิโลกรัม: อัตราภาษีปกติ 150 บาท/ปี หลังลดหย่อน 80% จะจ่ายเพียง 30 บาท/ปี
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีน้ำหนัก 501–750 กิโลกรัม: อัตราภาษีปกติ 300 บาท/ปี หลังลดหย่อน 80% จะจ่ายเพียง 60 บาท/ปี
สิทธิประโยชน์นี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนการเป็นเจ้าของจักรยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว และเป็นสิทธิประโยชน์ทางตรงที่ผู้ซื้อจะได้รับอย่างแน่นอนหากรถเข้าเงื่อนไข
ค่าใช้จ่ายภาคบังคับ: พ.ร.บ.
นอกเหนือจากภาษีประจำปีแล้ว รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนยังต้องทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เช่นเดียวกับรถทั่วไป ซึ่งอัตราเบี้ยประกันสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ส่วนบุคคลจะมีค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกับรถที่ใช้น้ำมัน โดยมีราคาอยู่ที่ประมาณ 323 บาทต่อปี (ราคานี้รวมภาษีและอากรแล้ว)
เจาะลึกนโยบาย EV ภาพใหญ่: ที่มาของความเข้าใจเรื่องการลดหย่อนภาษี
ความสับสนเรื่องการซื้อรถไฟฟ้า ลดหย่อนภาษี มักเกิดจากการรับข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุนภาพรวมของภาครัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้า 4 ล้อเป็นหลัก การทำความเข้าใจบริบทของนโยบายเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้น
มาตรการ EV 3.0: หัวใจหลักของการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า
มาตรการ EV 3.0 เป็นแพ็กเกจส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (BEV) ที่ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ซึ่งส่งผลให้ราคาขายปลีกของรถยนต์ไฟฟ้าถูกลงอย่างมาก:
- เงินอุดหนุนโดยตรง: รัฐให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อผ่านบริษัทผู้ผลิต/นำเข้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยรถยนต์ BEV ที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 30 kWh ขึ้นไป และมีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท จะได้รับเงินอุดหนุนสูงสุดถึง 150,000 บาทต่อคัน
- การลดอากรขาเข้า (ภาษีนำเข้า): สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคัน (CBU) จะได้รับการลดอากรขาเข้าสูงสุด 40% (มาตรการสิ้นสุด 31 ธ.ค. 2566)
- การลดภาษีสรรพสามิต: อัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า BEV ถูกปรับลดจาก 8% เหลือเพียง 2% และสำหรับรถกระบะไฟฟ้าเหลือ 0% (มีผลถึงปี 2568)
สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ สิทธิประโยชน์ทั้งหมดนี้เป็นกลไกที่ทำงานผ่านผู้ประกอบการ ซึ่งจะต้องลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับภาครัฐเพื่อรับสิทธิ์ และสะท้อนออกมาในรูปของ “ราคาจำหน่ายที่ลดลง” ไม่ใช่การที่ผู้บริโภคซื้อรถในราคาเต็มแล้วนำใบเสร็จไปยื่นขอคืนภาษีหรือลดหย่อนภาษีเงินได้ในภายหลัง
กรณีศึกษา: ผลกระทบต่อผู้ซื้อเมื่อผู้ผลิตไม่ทำตามเงื่อนไข
เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีกรณีที่กรมสรรพสามิตดำเนินการทางกฎหมายกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายหนึ่ง (เช่น NETA) เพื่อเรียกคืนเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีมูลค่าหลายพันล้านบาท เนื่องจากบริษัทไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขใน MOU ที่ต้องตั้งฐานการผลิตในประเทศให้ครบตามกำหนดได้
เหตุการณ์ลักษณะนี้อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในนโยบายและตัวผู้ผลิต แต่สิ่งสำคัญคือ ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคที่ซื้อรถไปแล้ว รถยนต์ที่ซื้อมายังคงสามารถใช้งาน จดทะเบียน และต่อภาษีได้ตามปกติทุกประการ เนื่องจากสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของรถของผู้ซื้อนั้นสมบูรณ์ตามกฎหมาย
ภาพรวมการลดภาษีประจำปีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
เช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทที่จดทะเบียนในช่วงเวลาเดียวกัน (9 พ.ย. 2565 – 10 พ.ย. 2568) จะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีประจำปี 80% เช่นกัน ซึ่งอัตราจะคำนวณตามน้ำหนักของรถ
| น้ำหนักรถ EV | ภาษีเดิม (อัตราเต็ม) | ภาษีประจำปีหลังลด 80% |
|---|---|---|
| ไม่เกิน 500 กก. | 150 บาท/ปี | 30 บาท/ปี |
| 501–750 กก. | 300 บาท/ปี | 60 บาท/ปี |
| 751–1,000 กก. | 450 บาท/ปี | 90 บาท/ปี |
| 1,001–1,250 กก. | 800 บาท/ปี | 160 บาท/ปี |
คำแนะนำสำหรับผู้ที่วางแผนซื้อ E-Bike หรือจักรยานยนต์ไฟฟ้า
เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดและถูกต้องตามนโยบายภาครัฐ ผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อ E-Bike หรือจักรยานยนต์ไฟฟ้าควรดำเนินการดังนี้:
- สอบถามผู้จำหน่ายให้ชัดเจน: ตรวจสอบกับศูนย์หรือตัวแทนจำหน่ายโดยตรงว่า E-Bike รุ่นที่สนใจนั้น สามารถจดทะเบียนเป็น “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล” ตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบกได้หรือไม่ และเข้าเกณฑ์ที่จะได้รับสิทธิ์ลดภาษีประจำปี 80% หรือไม่
- ตรวจสอบเงื่อนไขช่วงเวลา: ยืนยันว่ารถคันดังกล่าวจะสามารถดำเนินการจดทะเบียนได้ภายในช่วงเวลาที่กำหนด คือระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 ถึง 10 พฤศจิกายน 2568 เพื่อให้ไม่พลาดสิทธิ์ลดหย่อนภาษีประจำปี
- สำหรับผู้ประกอบการ: หากเป็นการจัดซื้อเพื่อใช้ในกิจการ ควรปรึกษานักบัญชีหรือที่ปรึกษาด้านภาษี เพื่อตรวจสอบว่าการซื้อยานพาหนะไฟฟ้าดังกล่าวเข้าข่ายเป็นทรัพย์สินหรือเครื่องจักรเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ที่สามารถนำไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสำหรับการลงทุนตามมาตรการของภาครัฐได้หรือไม่
บทสรุปและช่องทางการเลือกซื้อ E-Bike คุณภาพ
โดยสรุปแล้ว คำถามที่ว่า ซื้อ E-Bike ได้ลดหย่อนภาษี? คำตอบสำหรับบุคคลทั่วไปคือ “ยังไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้” แต่ผู้ซื้อจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ “การลดภาษีประจำปี 80%” สำหรับรถที่จดทะเบียนถูกต้องตามเงื่อนไข ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการครอบครองได้อย่างชัดเจน ส่วนมาตรการสนับสนุน EV ขนาดใหญ่ เช่น เงินอุดหนุนและส่วนลดภาษีสรรพสามิตนั้น เป็นกลไกที่ใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าและส่งผลผ่านราคาจำหน่ายที่ถูกลง ไม่ใช่การลดหย่อนภาษีโดยตรงของผู้ซื้อ
การเลือกซื้อ E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานและสามารถจดทะเบียนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้นั้น ควรเลือกจากผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือและให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้าคุณภาพที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทาง
GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike หลากหลายรุ่น ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ พร้อมให้คำปรึกษาและบริการอย่างมืออาชีพ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่:
ร้านเปิดทำการทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ต.เมืองเก่า อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40000
ช่องทางออนไลน์: FACEBOOK PAGE | LINE | ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม

