บิดเงียบ! รถไฟฟ้าหน้าปัดติดแต่เร่งไม่ไป? เช็ก ‘เซนเซอร์ตัดไฟ’ 3 จุดนี้ก่อนเสียเงินซ่อม
สถานการณ์ที่ผู้ใช้งานรถจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหลายคนเคยประสบ คือการที่หน้าจอแสดงผลทำงานปกติ ไฟติดทุกอย่าง แต่เมื่อบิดคันเร่งกลับไม่มีการตอบสนองใดๆ ปัญหานี้สร้างความกังวลใจว่าอาจเกิดความเสียหายร้ายแรงกับมอเตอร์หรือแบตเตอรี่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ต้นเหตุส่วนใหญ่มักมาจากระบบความปลอดภัยพื้นฐานที่เรียกว่า “เซนเซอร์ตัดไฟ”
สรุปประเด็นสำคัญที่ควรรู้
- อาการรถไฟฟ้าเปิดติดแต่เร่งไม่ไป ส่วนใหญ่มิได้เกิดจากความเสียหายของมอเตอร์ แต่เป็นผลมาจากการทำงานของระบบเซนเซอร์ตัดไฟเพื่อความปลอดภัย
- จุดตรวจสอบเบื้องต้นที่ผู้ใช้สามารถทำได้ด้วยตนเองมี 3 จุดหลัก ได้แก่ เซนเซอร์ที่ก้านเบรก, เซนเซอร์ที่ขาตั้งข้าง, และเบรกเกอร์ตัดไฟหลักของตัวรถ
- การทำความเข้าใจกลไกของเซนเซอร์เหล่านี้ ช่วยให้สามารถวินิจฉัยและแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการส่งซ่อม
- หากตรวจสอบตามขั้นตอนพื้นฐานแล้วปัญหายังคงอยู่ อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติในระบบไฟฟ้าที่ซับซ้อนกว่า เช่น ชุดควบคุม (Controller) หรือสายไฟภายใน ซึ่งควรให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบ
- การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน เช่น การทำความสะอาดบริเวณเซนเซอร์และตรวจสอบการทำงานของชิ้นส่วนกลไกอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยลดโอกาสการเกิดปัญหานี้ได้
ทำความเข้าใจปัญหา: รถสตาร์ทติดแต่บิดคันเร่งไม่ไป
อาการ บิดเงียบ! รถไฟฟ้าหน้าปัดติดแต่เร่งไม่ไป? เช็ก ‘เซนเซอร์ตัดไฟ’ 3 จุดนี้ก่อนเสียเงินซ่อม ถือเป็นหนึ่งในปัญหาที่สร้างความสับสนให้แก่ผู้ใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าเป็นอย่างมาก เนื่องจากระบบไฟฟ้าส่วนอื่นๆ เช่น หน้าจอแสดงผล, ไฟหน้า, และไฟเลี้ยว ยังคงทำงานได้ตามปกติ ทำให้ผู้ใช้มักสันนิษฐานว่าปัญหาเกิดจากชิ้นส่วนหลักอย่างมอเตอร์หรือคันเร่งโดยตรง อย่างไรก็ตาม รากฐานของปัญหานี้มักเกี่ยวข้องกับระบบความปลอดภัยที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการใช้งานที่ผิดพลาด โดยระบบจะตัดการส่งกำลังไปยังมอเตอร์ทันทีเมื่อตรวจพบเงื่อนไขที่ไม่ปลอดภัยบางประการ
ปัญหานี้สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ใช้งานทุกคนและในหลากหลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการจอดรถทิ้งไว้, หลังการล้างทำความสะอาด, หรือแม้กระทั่งระหว่างการใช้งานปกติ การทำความเข้าใจว่าอาการดังกล่าวเป็นกลไกป้องกันไม่ใช่ความเสียหาย จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องและหลีกเลี่ยงการซ่อมแซมที่ไม่จำเป็นได้
เจาะลึกระบบเซนเซอร์ตัดไฟ: หัวใจของความปลอดภัยในรถไฟฟ้า
ในยุคแรกเริ่มของยานพาหนะไฟฟ้า กลไกการทำงานยังไม่ซับซ้อนมากนัก การบิดคันเร่งคือการส่งกระแสไฟฟ้าโดยตรงไปยังมอเตอร์ แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น ผู้ผลิตได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ขับขี่เป็นอันดับแรก จึงมีการติดตั้งระบบเซนเซอร์ตัดไฟ (Cut-off Sensor) หรือระบบป้องกัน (Interlock System) เข้ามาเป็นมาตรฐานในรถรุ่นใหม่ๆ แทบทุกรุ่น
ความสำคัญของระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน
ระบบเซนเซอร์ตัดไฟถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันสถานการณ์อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานของมอเตอร์โดยไม่ตั้งใจ ตัวอย่างเช่น:
- ป้องกันรถพุ่งขณะจอด: หากผู้ใช้เผลอบิดคันเร่งในขณะที่ยังไม่ได้เอาขาตั้งข้างขึ้น เซนเซอร์ที่ขาตั้งจะตัดการทำงานของมอเตอร์ทันที เพื่อป้องกันไม่ให้รถพุ่งไปข้างหน้าและก่อให้เกิดอุบัติเหตุ
- ให้ความสำคัญกับการเบรก: ในสถานการณ์ฉุกเฉิน สัญชาตญาณของมนุษย์คือการกำเบรกให้แน่นที่สุด หากไม่มีระบบตัดไฟที่ก้านเบรก การเผลอบิดคันเร่งไปพร้อมกันอาจทำให้มอเตอร์ทำงานสวนทางกับระบบเบรก ลดทอนประสิทธิภาพการหยุดรถและอาจทำให้ส่วนประกอบเสียหายได้
- ป้องกันความเสียหายต่อระบบไฟฟ้า: ในกรณีที่เกิดการลัดวงจรหรือใช้กระแสไฟฟ้าเกินพิกัด เบรกเกอร์หลักจะทำหน้าที่ตัดวงจรทั้งหมด เพื่อปกป้องแบตเตอรี่และชุดควบคุมซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่มีราคาสูง
กลไกการทำงานพื้นฐานของวงจรตัดไฟ
หลักการทำงานของเซนเซอร์เหล่านี้ไม่ซับซ้อน โดยเปรียบเสมือนเป็น “สวิตช์” ที่ติดตั้งอยู่บนเส้นทางของสัญญาณไฟฟ้าจากคันเร่งไปยังชุดควบคุมมอเตอร์ (Motor Controller) ในสภาวะปกติ สวิตช์เหล่านี้จะอยู่ในตำแหน่ง “ปิด” (Closed Circuit) ทำให้สัญญาณสามารถเดินทางผ่านไปได้ และผู้ใช้สามารถบิดคันเร่งเพื่อขับเคลื่อนรถได้
แต่เมื่อมีเงื่อนไขความปลอดภัยถูกละเมิด เช่น มีการกำเบรก หรือยังไม่เก็บขาตั้งข้าง เซนเซอร์ที่เกี่ยวข้องจะทำงานและเปลี่ยนสถานะเป็น “เปิด” (Open Circuit) ทำให้วงจรสัญญาณขาดออกจากกัน แม้ผู้ใช้จะบิดคันเร่ง สัญญาณก็ไม่สามารถส่งไปถึงชุดควบคุมได้ มอเตอร์จึงไม่ทำงาน อย่างไรก็ตาม ระบบไฟฟ้าส่วนอื่นๆ เช่น หน้าจอและไฟส่องสว่าง ซึ่งอยู่วงจรแยกต่างหาก จะยังคงทำงานเป็นปกติ นี่คือเหตุผลที่ไฟหน้าปัดติดแต่รถเร่งไม่ไป
3 จุดตรวจสอบสำคัญ เมื่อรถไฟฟ้าบิดไม่ไป
เมื่อเผชิญกับปัญหานี้ ก่อนที่จะสรุปว่ามีชิ้นส่วนราคาแพงเสียหาย ควรเริ่มต้นจากการตรวจสอบจุดสำคัญ 3 จุดต่อไปนี้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดและสามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง
การตรวจสอบเบื้องต้นเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษ และใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่สามารถช่วยวินิจฉัยปัญหาได้อย่างแม่นยำในหลายกรณี
จุดที่ 1: เซนเซอร์ก้านเบรก (Brake Cut-off Sensor)
นี่คือผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง เซนเซอร์ตัวนี้เป็นสวิตช์ขนาดเล็กที่ติดตั้งอยู่บริเวณจุดหมุนของก้านเบรกทั้งข้างซ้ายและขวา มีหน้าที่สั่งตัดการทำงานของมอเตอร์ทันทีที่มีการกำเบรกแม้เพียงเล็กน้อย
สาเหตุของปัญหา:
- ก้านเบรกค้างหรือไม่คืนตัว: อาจเกิดจากการที่ก้านเบรกถูกกระแทกเล็กน้อย, จุดหมุนฝืด, หรือสปริงดึงกลับล้า ทำให้ก้านเบรกไม่คืนตัวกลับมาอยู่ในตำแหน่งปกติจนสุด ส่งผลให้สวิตช์เซนเซอร์ทำงานค้างอยู่ในสถานะ “ตัดไฟ” ตลอดเวลา
- สวิตช์เซนเซอร์สกปรกหรือเสียหาย: ฝุ่น, ความชื้น, หรือสิ่งสกปรกอาจเข้าไปติดขัดภายในตัวสวิตช์ ทำให้หน้าสัมผัสทำงานผิดปกติ หรือในบางกรณีสวิตช์อาจเสียหายทางกายภาพได้
- สายไฟหลวมหรือขาด: สายไฟที่เชื่อมต่อกับเซนเซอร์อาจหลวมหรือขาดจากการสั่นสะเทือนหรือการใช้งานเป็นเวลานาน
วิธีตรวจสอบและแก้ไขเบื้องต้น:
- สังเกตด้วยสายตา: ตรวจสอบก้านเบรกทั้งสองข้างว่าอยู่ในตำแหน่งปกติหรือไม่ มีระยะห่างจากแฮนด์เท่ากันหรือไม่
- ทดลองขยับก้านเบรก: ใช้นิ้วดีดหรือดันก้านเบรกแต่ละข้างให้คืนกลับไปด้านหน้าจนสุด หากพบว่าก้านเบรกขยับได้อีกเล็กน้อยและได้ยินเสียง “คลิก” เบาๆ แสดงว่าก้านเบรกอาจจะค้างอยู่ ลองบิดคันเร่งอีกครั้ง
- กำและปล่อยเบรกซ้ำๆ: ลองกำและปล่อยเบรกอย่างรวดเร็วหลายๆ ครั้ง เพื่อช่วยให้กลไกที่อาจติดขัดกลับเข้าที่
- ตรวจสอบสายไฟ: มองหาสายไฟเส้นเล็กๆ ที่ออกมาจากชุดก้านเบรก ลองขยับดูว่ามีการเชื่อมต่อที่แน่นหนาดีหรือไม่
จุดที่ 2: เซนเซอร์ขาตั้งข้าง (Kickstand Sensor)
สำหรับรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ส่วนใหญ่จะมีระบบความปลอดภัยนี้ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ขับขี่ออกตัวในขณะที่ยังลืมเก็บขาตั้งข้าง ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้เมื่อเลี้ยวโค้ง
สาเหตุของปัญหา:
- ลืมเก็บขาตั้งข้าง: เป็นสาเหตุที่ง่ายและพบบ่อยที่สุด ผู้ใช้อาจหลงลืมและไม่ได้นำขาตั้งขึ้นจนสุด
- เซนเซอร์สกปรก: ตำแหน่งของเซนเซอร์อยู่ใกล้พื้น ทำให้มีโอกาสสัมผัสกับโคลน, ดิน, หรือน้ำได้ง่าย สิ่งสกปรกเหล่านี้อาจเข้าไปขัดขวางการทำงานของเซนเซอร์ ทำให้ระบบเข้าใจว่าขาตั้งยังคงถูกใช้งานอยู่
- กลไกหรือแม่เหล็กเคลื่อนที่: เซนเซอร์บางประเภทใช้แม่เหล็กในการทำงาน หากแม่เหล็กหรือตัวเซนเซอร์เกิดการเคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง ก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง
วิธีตรวจสอบและแก้ไขเบื้องต้น:
- ตรวจสอบตำแหน่งขาตั้ง: ให้แน่ใจว่าได้พับเก็บขาตั้งข้างขึ้นจนสุดตำแหน่งและแนบสนิทกับตัวรถ
- ขยับขาตั้งขึ้นลง: ลองเตะขาตั้งขึ้นและลงหลายๆ ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่ากลไกไม่ติดขัดและเซนเซอร์ได้รีเซ็ตตัวเอง
- ทำความสะอาดบริเวณเซนเซอร์: หากมองเห็นตัวเซนเซอร์บริเวณจุดหมุนของขาตั้ง ให้ลองทำความสะอาดคราบดินหรือสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่ออก
จุดที่ 3: เบรกเกอร์หลัก (Main Circuit Breaker)
เบรกเกอร์ทำหน้าที่คล้ายกับสะพานไฟในบ้าน เป็นอุปกรณ์นิรภัยที่สำคัญที่สุดในการป้องกันความเสียหายรุนแรงต่อระบบไฟฟ้า โดยจะตัดวงจรทันทีเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านมากผิดปกติ (Overload) หรือเกิดการลัดวงจร (Short Circuit)
สาเหตุของปัญหา:
- การใช้งานหนักเกินพิกัด: การบิดคันเร่งอย่างรุนแรงเพื่อขึ้นทางลาดชัน หรือการบรรทุกน้ำหนักเกิน อาจทำให้มอเตอร์ดึงกระแสไฟสูงชั่วขณะจนเบรกเกอร์ตัดการทำงาน (Trip)
- การกระแทกโดยไม่ตั้งใจ: เบรกเกอร์มักติดตั้งอยู่ใต้เบาะที่นั่งหรือในกล่องเก็บของ ซึ่งอาจถูกสัมภาระหรือมือไปโดนโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้สวิตช์เปลี่ยนไปอยู่ในตำแหน่ง “OFF”
- ระบบไฟฟ้าภายในมีปัญหา: หากเบรกเกอร์ตัดการทำงานบ่อยครั้ง อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติ เช่น สายไฟภายในเริ่มชำรุดหรือมีจุดที่ลัดวงจร
วิธีตรวจสอบและแก้ไขเบื้องต้น:
- หาตำแหน่งเบรกเกอร์: เปิดเบาะที่นั่งขึ้น และมองหาสวิตช์โยกสีแดงหรือดำ ซึ่งโดยทั่วไปจะมีการระบุตำแหน่ง ON/OFF หรือ I/O ไว้อย่างชัดเจน
- ตรวจสอบสถานะ: ดูว่าสวิตช์อยู่ในตำแหน่ง “OFF” หรือไม่ หากใช่ ให้โยกสวิตช์กลับไปที่ตำแหน่ง “ON”
- ทดลองใช้งาน: หลังจากเปิดเบรกเกอร์แล้ว ให้ลองเปิดระบบและบิดคันเร่งอีกครั้ง หากรถกลับมาใช้งานได้ปกติ แสดงว่าปัญหาเกิดจากเบรกเกอร์ทริป
- ข้อควรระวัง: หากหลังจากเปิดเบรกเกอร์แล้ว และเมื่อพยายามบิดคันเร่ง เบรกเกอร์ตัดการทำงานอีกครั้งทันที ห้ามฝืนเปิดซ้ำ เพราะนั่นเป็นสัญญาณชัดเจนว่ามีปัญหาระบบไฟฟ้าลัดวงจรภายใน ควรนำรถเข้ารับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญทันที
ตารางสรุปการตรวจสอบปัญหาเบื้องต้น
| จุดตรวจสอบ | อาการที่บ่งชี้ | วิธีแก้ไขเบื้องต้น |
|---|---|---|
| 1. เซนเซอร์ก้านเบรก | ไฟเบรกอาจติดค้าง (ในบางรุ่น), ก้านเบรกดูไม่คืนตัวสุดตำแหน่งปกติ | ดันหรือดีดก้านเบรกให้กลับเข้าที่, กำและปล่อยเบรกซ้ำๆ |
| 2. เซนเซอร์ขาตั้งข้าง | มักเกิดขึ้นหลังจากการจอดรถ, ไม่มีอาการบ่งชี้ที่หน้าจอโดยตรง | ตรวจสอบให้แน่ใจว่าพับขาตั้งข้างขึ้นจนสุด, ทำความสะอาดบริเวณเซนเซอร์ |
| 3. เบรกเกอร์หลัก | รถดับไปเลยขณะใช้งานหนัก หรือเปิดไม่ติดหลังจากจอดไว้ | เปิดเบาะที่นั่ง, ตรวจสอบสวิตช์เบรกเกอร์ และโยกกลับไปที่ตำแหน่ง “ON” |
เมื่อไหร่ที่ควรปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญ?
แม้ว่าปัญหาจากเซนเซอร์ตัดไฟจะเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ แต่ก็มีบางกรณีที่ความผิดปกติอาจซับซ้อนกว่านั้น การทราบว่าเมื่อใดควรหยุดการวินิจฉัยด้วยตนเองและส่งต่อให้เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญเป็นสิ่งสำคัญเพื่อความปลอดภัยและป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม
เมื่อตรวจสอบ 3 จุดแล้วยังพบปัญหา
หากได้ดำเนินการตรวจสอบทั้งเซนเซอร์ก้านเบรก, เซนเซอร์ขาตั้งข้าง, และเบรกเกอร์หลักอย่างละเอียดแล้ว แต่รถยังคงมีอาการเร่งไม่ไปเหมือนเดิม ปัญหาน่าจะมาจากส่วนประกอบอื่นในระบบส่งกำลังไฟฟ้า ซึ่งอาจรวมถึง:
- ชุดคันเร่ง (Throttle): อาจมีการเสื่อมสภาพของเซนเซอร์ภายในหรือสายไฟที่เชื่อมต่อขาดใน
- ชุดควบคุมมอเตอร์ (Motor Controller): เป็นสมองกลของระบบ หากเกิดความเสียหายอาจไม่สามารถประมวลผลสัญญาณจากคันเร่งได้
- การเชื่อมต่อสายไฟหลัก: อาจมีปลั๊กหรือจุดเชื่อมต่อที่สำคัญ เช่น สายจากแบตเตอรี่ไปยังชุดควบคุม หรือจากชุดควบคุมไปยังมอเตอร์ เกิดการหลุดหลวมหรือสกปรก
- ปัญหาที่แบตเตอรี่ (BMS): ระบบจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System) อาจตรวจพบความผิดปกติของเซลล์และสั่งตัดการจ่ายไฟเพื่อความปลอดภัย
ปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือวัดทางไฟฟ้าและความรู้เฉพาะทางในการตรวจสอบและแก้ไข
ความเสี่ยงของการซ่อมแซมระบบไฟฟ้าที่ซับซ้อนด้วยตนเอง
การพยายามซ่อมแซมระบบไฟฟ้าของรถไฟฟ้าโดยไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ความเสี่ยงหลายประการ:
- ความเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าช็อต: แบตเตอรี่ของรถไฟฟ้ามีแรงดันและกระแสสูงพอที่จะเป็นอันตรายได้
- การทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม: การต่อสายไฟผิดพลาดอาจทำให้ชุดควบคุมหรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ลัดวงจรและเสียหายอย่างถาวร ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนสูง
- การเกิดอัคคีภัย: การลัดวงจรของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนอาจนำไปสู่การเกิดความร้อนสูงและไฟไหม้ได้
ดังนั้น เมื่อการตรวจสอบเบื้องต้นไม่เป็นผล การนำรถเข้าพบช่างผู้ชำนาญจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุด
บทสรุปและแนวทางการบำรุงรักษา
อาการรถไฟฟ้าหน้าปัดติดแต่บิดคันเร่งไม่ไป แม้จะสร้างความตกใจในครั้งแรก แต่ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากระบบความปลอดภัยพื้นฐานทำงานผิดพลาด ไม่ใช่ความเสียหายร้ายแรง การเรียนรู้ที่จะตรวจสอบจุดสำคัญ 3 จุด ได้แก่ เซนเซอร์ก้านเบรก, เซนเซอร์ขาตั้งข้าง, และเบรกเกอร์หลัก จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็วและมั่นใจ
เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ควรมีการบำรุงรักษาเชิงป้องกันอย่างสม่ำเสมอ เช่น การหล่อลื่นจุดหมุนของก้านเบรกและขาตั้งข้าง, การทำความสะอาดบริเวณเซนเซอร์ให้ปราศจากคราบสกปรก, และการตรวจสอบสภาพสายไฟภายนอกเป็นประจำ การดูแลรักษาง่ายๆ เหล่านี้จะช่วยให้ระบบความปลอดภัยทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและลดโอกาสเกิดปัญหาขัดข้องกวนใจในการเดินทาง
ติดต่อสอบถามและขอรับบริการ
หากท่านได้ทำการตรวจสอบเบื้องต้นแล้วแต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ หรือไม่มั่นใจในการดำเนินการด้วยตนเอง เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดของยานพาหนะไฟฟ้าของท่าน สามารถติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาและบริการจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์จำหน่ายจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ
ช่องทางการติดต่อ:
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000

