มอก. E-Bike: มาตรฐานใหม่ปี 2570 ที่ต้องรู้ก่อนซื้อ
- ภาพรวมของมาตรฐานจักรยานไฟฟ้าที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง
- ทำไมปี 2569–2570 จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
- เจาะลึกมาตรฐาน มอก. ที่เกี่ยวข้องกับ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
- สถานะทางกฎหมายของ E-Bike ในประเทศไทย
- ความสำคัญของ มอก. เอส สำหรับการดัดแปลงรถเป็นระบบไฟฟ้า
- นโยบาย EV 3.5 และผลกระทบต่อตลาด E-Bike ในอนาคต
- เช็กลิสต์ที่ต้องตรวจสอบก่อนซื้อ E-Bike ตั้งแต่ตอนนี้
- เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย
แนวโน้มของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเด็นเรื่อง มอก. E-Bike: มาตรฐานใหม่ปี 2570 ที่ต้องรู้ก่อนซื้อ ซึ่งกำลังจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภค การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) สำหรับจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าให้เทียบเท่ากับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในความปลอดภัยของผู้ใช้งาน และเป็นสิ่งที่ผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อยานพาหนะประเภทนี้จำเป็นต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
ภาพรวมของมาตรฐานจักรยานไฟฟ้าที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การใช้งานจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ตาม มาตรฐานความปลอดภัยที่กำกับดูแลผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังคงมีความหลากหลายและไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดเสมอไป แต่สถานการณ์กำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อภาครัฐโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดทิศทางที่ชัดเจนในการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ประเด็นสำคัญที่ผู้บริโภคควรทราบ มีดังนี้:
- การยกระดับสู่มาตรฐานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า: ภายในปี 2569-2570 จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่เข้าข่ายตามกฎหมาย จะต้องผ่านมาตรฐาน มอก. ที่ครอบคลุมทั้งด้านตัวรถ ระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนสำคัญอื่นๆ ในระดับเดียวกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
- ความปลอดภัยของแบตเตอรี่เป็นหัวใจสำคัญ: มาตรฐานใหม่จะมุ่งเน้นการทดสอบความปลอดภัยของแบตเตอรี่อย่างเข้มข้น เช่น การทนไฟ การลัดวงจร การชาร์จไฟเกิน เพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุไฟไหม้หรือการระเบิด
- ผลกระทบจากนโยบาย EV 3.5: มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ มีเงื่อนไขด้านมาตรฐาน มอก. และการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ผลิตต้องปรับตัวและยกระดับคุณภาพสินค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- สถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนขึ้น: E-Bike หลายประเภท โดยเฉพาะรุ่นที่มีความเร็วสูง จะถูกจัดให้อยู่ในนิยามของ “รถจักรยานยนต์” ตามกฎหมาย ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีทะเบียน ประกันภัย และปฏิบัติตามกฎจราจรเช่นเดียวกัน
ทำไมปี 2569–2570 จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
ช่วงเวลาระหว่างปี พ.ศ. 2569 ถึง 2570 ถูกกำหนดให้เป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อในประเทศไทย ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้มาจากมาตรการภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมการผลิตและการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น
หนึ่งในกลไกสำคัญคือ มาตรการ EV 3.5 (ปี 2567–2570) ซึ่งเป็นนโยบายของภาครัฐที่ต้องการเร่งให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค นโยบายนี้ไม่ได้มีเพียงมาตรการอุดหนุนด้านราคา แต่ยังกำหนดเงื่อนไขที่ผู้ผลิตต้องปฏิบัติตาม โดยเฉพาะเงื่อนไขด้านมาตรฐาน มอก. และการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างจริงจังในช่วงท้ายของมาตรการ คือปี 2569–2570
นอกจากนี้ เงื่อนไขทางภาษีสรรพสามิตสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ผลิตที่ต้องการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจะต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน มอก. ด้านความปลอดภัย รวมถึงมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง เช่น UN R75 สำหรับยางล้อของยานพาหนะสองล้อ ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป แบตเตอรี่ที่ใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าที่ขอรับการสนับสนุน จะต้องมีการผลิตในระดับเซลล์ (Cell) หรือโมดูล (Module) ภายในประเทศตามเงื่อนไขที่กำหนด
ผลกระทบที่ตามมาคือ ผู้ผลิตและผู้นำเข้ายานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ (ซึ่งรวมถึง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่เข้าข่าย) จะถูกบีบโดยกลไกทางภาษีและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาตรฐาน มอก. เท่านั้น สินค้าที่ไม่มีเครื่องหมาย มอก. รับรองจะเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง ทั้งในด้านราคาที่ไม่สามารถเข้าถึงเงินอุดหนุน และในด้านความน่าเชื่อถือด้านความปลอดภัย
เจาะลึกมาตรฐาน มอก. ที่เกี่ยวข้องกับ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
แม้ว่าจะยังไม่มีมาตรฐาน มอก. ที่ระบุชื่อ “จักรยานไฟฟ้า” โดยเฉพาะเจาะจง แต่ในทางปฏิบัติ ยานพาหนะเหล่านี้จะถูกอ้างอิงและทดสอบตามชุดมาตรฐานที่ใช้กับ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” และ “โมเปดไฟฟ้า” ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ตัวรถและสมรรถนะ, ระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่, และระบบเบรก-ล้อ-ยาง
| ประเภทมาตรฐาน | หมายเลข มอก. ที่เกี่ยวข้อง | สิ่งที่ครอบคลุมและมีความสำคัญต่อผู้ซื้อ |
|---|---|---|
| ตัวรถและสมรรถนะ | มอก. 3105 เล่ม 2-2563 | กำหนดการทดสอบสมรรถนะหลัก เช่น ความเร็วสูงสุด, อัตราเร่ง, ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ, และความสามารถในการขึ้นทางชัน ผู้ซื้อจึงมั่นใจได้ว่าตัวเลขที่ระบุในสเปกมาจากการทดสอบที่เป็นมาตรฐาน ไม่ใช่การโฆษณาเกินจริง |
| ระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่ | อ้างอิงมาตรฐานความปลอดภัยไฟฟ้าและแบตเตอรี่ของ สมอ. | ทดสอบความปลอดภัยของแบตเตอรี่ในสภาวะที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การสั่นสะเทือน, การตกกระแทก, การลัดวงจร, การชาร์จ-คายประจุเกิน, และความทนไฟ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านอัคคีภัยและการระเบิด |
| ระบบเบรก ล้อ และยาง | – มอก. 97-2557 (ผ้าเบรก) – มอก. 306-2541 (วงล้อ) – มอก. 324-2522 (ซี่ล้อ) – มอก. 2720-2560 (ยางล้อ) หรือ UN R75 |
รับรองคุณภาพและความทนทานของชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการหยุดรถและการรับน้ำหนักโดยตรง การใช้ชิ้นส่วนที่ได้มาตรฐานช่วยให้มั่นใจในประสิทธิภาพการเบรกฉุกเฉินและความปลอดภัยในการขับขี่ |
มอก. ด้านตัวรถและสมรรถนะ
มาตรฐาน มอก. 3105 เล่ม 2-2563 ว่าด้วยสมรรถนะของโมเปดไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เป็นมาตรฐานหลักที่ใช้วัดประสิทธิภาพของตัวรถ การทดสอบตามมาตรฐานนี้จะทำให้ตัวเลขสมรรถนะที่ผู้ผลิตระบุไว้มีความน่าเชื่อถือและสามารถเปรียบเทียบกันได้ เช่น การทดสอบระยะทางวิ่งที่จะวัดจากการขับขี่ที่ 80% ของความเร็วสูงสุด หรือการทดสอบความสามารถในการไต่ขึ้นทางลาดชันที่ 6% และ 12% ซึ่งสะท้อนการใช้งานจริงได้ดีกว่าการทดสอบในห้องปฏิบัติการเพียงอย่างเดียว
มอก. ด้านระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่
นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับความปลอดภัยของผู้ใช้งาน มาตรฐาน มอก. กำหนดให้แบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าต้องผ่านการทดสอบที่เข้มงวดหลายรายการ เพื่อจำลองสถานการณ์เลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง
การทดสอบความปลอดภัยของแบตเตอรี่ไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนด แต่เป็นหลักประกันที่ช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ไฟไหม้ขณะชาร์จ หรือการเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว
การทดสอบเหล่านี้รวมถึง:
- การทดสอบเชิงกล: เช่น การสั่นสะเทือน (Vibration), การกระแทก (Shock Test), และการทดสอบการตก (Drop Test) สำหรับแบตเตอรี่แบบถอดได้ เพื่อให้แน่ใจว่าโครงสร้างของแบตเตอรี่แข็งแรงทนทาน
- การทดสอบเชิงอุณหภูมิ: เช่น Thermal Shock & Cycle เพื่อทดสอบความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว และ Over Temperature เพื่อป้องกันการทำงานที่อุณหภูมิสูงเกินไป
- การทดสอบเชิงไฟฟ้า: เช่น การลัดวงจรภายนอก (External Short Circuit), การชาร์จไฟเกิน (Overcharge), และการคายประจุเกิน (Over Discharge) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความเสียหายและอัคคีภัย
- การทดสอบความทนไฟ (Fire Resistance): เพื่อประเมินว่าหากเกิดเหตุไฟไหม้ แบตเตอรี่จะลุกลามได้ช้าเพียงใด
สำหรับผู้บริโภค การเลือกซื้อ E-Bike ที่มีแบตเตอรี่ผ่านการรับรองมาตรฐานเหล่านี้ จึงเป็นการลงทุนในความปลอดภัยของตนเองและทรัพย์สิน
มอก. ด้านระบบเบรก ล้อ และยาง
ชิ้นส่วนเหล่านี้มีความสำคัญต่อการควบคุมรถและความปลอดภัยอย่างยิ่งยวด มาตรฐาน มอก. ที่เกี่ยวข้อง เช่น มอก. 2720-2560 หรือมาตรฐานสากล UN R75 สำหรับยางล้อ จะเป็นตัวกำหนดว่ายางเส้นนั้นสามารถรับความเร็วและน้ำหนักบรรทุกได้ตามที่ออกแบบไว้หรือไม่ ในทำนองเดียวกัน วงล้อ (มอก. 306), ซี่ล้อ (มอก. 324), และผ้าเบรก (มอก. 97) ที่ได้มาตรฐาน จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าระบบเบรกจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในสถานการณ์ฉุกเฉิน
สถานะทางกฎหมายของ E-Bike ในประเทศไทย
ประเด็นสำคัญที่ผู้ใช้ E-Bike จำนวนมากอาจยังไม่ทราบคือ สถานะทางกฎหมายของยานพาหนะประเภทนี้ จากงานวิจัยด้านกฎหมายไมโครโมบิลิตี้ในประเทศไทยพบว่า กฎหมายปัจจุบันมักจะตีความและจัดให้ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กหลายประเภท รวมถึงสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและ E-Bike ที่มีกำลังมอเตอร์และความเร็วสูง เข้าอยู่ในคำนิยามของ “รถจักรยานยนต์” ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522
ผลที่ตามมาคือ E-Bike เหล่านั้นต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เดียวกับรถจักรยานยนต์ทุกประการ ซึ่งหมายถึง:
- การจดทะเบียน: ต้องดำเนินการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกและมีแผ่นป้ายทะเบียน
- การเสียภาษีประจำปี: ต้องชำระภาษีรถประจำปีเช่นเดียวกับยานพาหนะอื่นๆ
- การทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.): ต้องมีการจัดทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
- การปฏิบัติตามกฎจราจร: ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ สวมหมวกนิรภัย และปฏิบัติตามกฎจราจรบนท้องถนน
ดังนั้น หาก E-Bike ที่กำลังพิจารณาซื้อมีลักษณะที่สามารถวิ่งบนถนนสาธารณะด้วยความเร็วสูง ก็มีแนวโน้มสูงที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายเหล่านี้ ซึ่งการที่รถจะสามารถจดทะเบียนได้นั้น จำเป็นต้องมีคุณสมบัติและผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน มอก. ที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดเสียก่อน นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่การเลือกซื้อรถที่มีมาตรฐาน มอก. รองรับจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
ความสำคัญของ มอก. เอส สำหรับการดัดแปลงรถเป็นระบบไฟฟ้า
นอกจากการซื้อรถใหม่แล้ว กระแสการนำรถจักรยานหรือรถจักรยานยนต์เดิมมาดัดแปลงเป็นระบบไฟฟ้า (EV Conversion) ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน เพื่อรองรับเทรนด์ดังกล่าวและสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้ออกมาตรฐาน มอก. เอส (TIS S) สำหรับการบริการดัดแปลงรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ
มาตรฐานกลุ่มนี้มุ่งเน้นไปที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ให้บริการดัดแปลงรถ โดยกำหนดกรอบการทำงานและระบบจัดการคุณภาพของงานบริการ ตั้งแต่ขั้นตอนการประเมินสภาพรถก่อนดัดแปลง การเลือกใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน การติดตั้งที่ปลอดภัย ไปจนถึงการตรวจสอบความปลอดภัยหลังการดัดแปลง เพื่อให้แน่ใจว่ารถที่ผ่านการดัดแปลงแล้วเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายว่าด้วยรถยนต์และการขนส่งทางบก
สำหรับผู้ที่สนใจจะนำรถไปดัดแปลง การเลือกใช้บริการจากอู่หรือศูนย์บริการที่ปฏิบัติตามแนวทางของ มอก. เอส จะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านระบบไฟฟ้าลัดวงจร, ประสิทธิภาพของระบบเบรกที่ไม่เพียงพอ, หรือปัญหาในการนำรถไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงประเภทเชื้อเพลิงในภายหลัง
นโยบาย EV 3.5 และผลกระทบต่อตลาด E-Bike ในอนาคต
นโยบาย EV 3.5 (ปี 2567-2570) เป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของตลาด E-Bike ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รายงานวิเคราะห์อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าหลายฉบับชี้ตรงกันว่า มาตรการนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในตลาด โดยเฉพาะการลดเงินอุดหนุนสำหรับรถที่นำเข้าสำเร็จรูป (CBU) และการเพิ่มเงื่อนไขบังคับให้ผู้ผลิตที่ได้รับสิทธิประโยชน์ต้องตั้งฐานการผลิตเพื่อชดเชยในประเทศ
เป้าหมายหลักคือการดึงดูดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่สำคัญ เช่น การผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนมอเตอร์ไฟฟ้า ให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นภายในปี 2569-2570 ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อผู้บริโภคในหลายมิติ:
- ผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับ มอก.: เมื่อฐานการผลิตชิ้นส่วนหลักย้ายมาอยู่ในประเทศ การออกแบบและผลิตชิ้นส่วนเหล่านั้นจะถูกพัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐาน มอก. ของไทยโดยตรง ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและปลอดภัยได้ง่ายขึ้น
- สเปกที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน: รถ E-Bike ที่ทำตามนโยบายรัฐเพื่อขอรับเงินอุดหนุน จะต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด เช่น ความจุแบตเตอรี่และระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ ซึ่งจะช่วยสร้างบรรทัดฐานให้กับตลาด
- การแข่งขันด้านคุณภาพ: รุ่นที่ไม่มีมาตรฐาน มอก. รองรับ จะมีความเสี่ยงที่จะถูกกีดกันออกจากระบบเงินอุดหนุน ทำให้ราคาสูงกว่าและแข่งขันได้ลำบาก อีกทั้งยังอาจถูกหน่วยงานภาครัฐตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้นในอนาคต
เช็กลิสต์ที่ต้องตรวจสอบก่อนซื้อ E-Bike ตั้งแต่ตอนนี้
เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับมาตรฐานใหม่และเพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน ผู้บริโภคควรใช้เช็กลิสต์ต่อไปนี้ในการสอบถามผู้ขายและตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งจะมีความสำคัญยิ่งขึ้นเมื่อเข้าใกล้ปี 2569–2570:
- สอบถามหาหมายเลข มอก. ของตัวรถ: ตรวจสอบว่าตัวรถผ่านการรับรองมาตรฐาน มอก. 3105 เล่ม 2-2563 หรือมาตรฐานอื่นที่เทียบเท่าสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าหรือไม่
- ขอข้อมูลมาตรฐานแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้า: สอบถามหาเอกสารรับรองการทดสอบความปลอดภัยของแบตเตอรี่ เช่น การทดสอบการชาร์จเกิน, การลัดวงจร, ความทนไฟ ตามที่มาตรฐาน มอก. หรือมาตรฐานสากล (เช่น UN, IEC) กำหนด
- ตรวจสอบมาตรฐานยาง ล้อ และเบรก: มองหาสัญลักษณ์ มอก. 2720-2560 หรือ UN R75 บนแก้มยาง และสอบถามผู้ขายว่าชิ้นส่วนวงล้อ, ซี่ล้อ, และผ้าเบรกผ่านมาตรฐาน มอก. ที่เกี่ยวข้องหรือไม่
- สอบถามแผนการรองรับกฎหมายใหม่: พูดคุยกับผู้ขายเกี่ยวกับแผนของผู้ผลิตในการรองรับข้อบังคับใหม่ในปี 2569-2570 เช่น แหล่งที่มาของแบตเตอรี่ และรุ่นที่ซื้อในวันนี้จะยังคงผ่านมาตรฐานในอนาคตหรือไม่
- หากต้องการดัดแปลงรถ: ควรเลือกใช้บริการจากศูนย์หรืออู่ที่ประกาศอย่างชัดเจนว่าดำเนินงานตามมาตรฐาน มอก. เอส สำหรับการบริการดัดแปลงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย
สรุปได้ว่า ภูมิทัศน์ของตลาดจักรยานไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความปลอดภัยเป็นอันดับแรก การมาถึงของ มอก. E-Bike: มาตรฐานใหม่ปี 2570 ไม่ใช่เป็นเพียงข้อบังคับทางกฎหมาย แต่เป็นวิวัฒนาการที่จำเป็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคุ้มครองผู้บริโภค การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาตรฐาน มอก. ตั้งแต่วันนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้ได้ยานพาหนะที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวและสอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน การเลือกซื้อจากผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญ ที่ GIANT Shopping Mall มีจักรยานไฟฟ้าหลากหลายประเภทที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อให้ได้ยานพาหนะที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด
สามารถเข้ามาเยี่ยมชมสินค้าหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: วันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ช่องทางออนไลน์: FACEBOOK PAGE, LINE, หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์

