E-Bike vs สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: เลือกคันไหนดีที่ใช่สำหรับคุณ?
ยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลกำลังกลายเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับการเดินทางในเมือง ด้วยความสะดวกสบายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ที่ต่างก็มีจุดเด่นแตกต่างกันไป การทำความเข้าใจข้อดีข้อเสียของแต่ละประเภทจึงเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจเลือกรถที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคลมากที่สุด
สรุปประเด็นสำคัญเพื่อการตัดสินใจ
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): เหมาะสำหรับการเดินทางระยะไกล ให้ความสบายและความปลอดภัยสูง สามารถใช้บนสภาพถนนที่หลากหลาย และยังเป็นทางเลือกสำหรับการออกกำลังกายไปพร้อมกับการเดินทาง
- สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: โดดเด่นด้านความคล่องตัวสูง พกพาสะดวก เหมาะกับการเดินทางระยะสั้นในเมือง การเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ และมีราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายกว่า
- ปัจจัยหลักในการเลือก: ควรพิจารณาจากระยะทางที่ใช้ต่อวัน, ความจำเป็นในการพกพา, สภาพถนนที่ใช้งานประจำ, ความต้องการด้านการออกกำลังกาย และงบประมาณโดยรวม
- ความปลอดภัย: E-Bike มักมีความเสถียรและปลอดภัยกว่าเนื่องจากล้อที่ใหญ่กว่าและโครงสร้างที่มั่นคง ในขณะที่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษบนพื้นผิวที่ไม่เรียบหรือเปียกลื่น
เปรียบเทียบเชิงลึก: E-Bike vs สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
การตัดสินใจระหว่าง E-Bike vs สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: เลือกคันไหนดีที่ใช่สำหรับคุณ? นั้นจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลเปรียบเทียบในหลายมิติ เพื่อให้ได้ยานพาหนะที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ทั้งสองประเภทมีเทคโนโลยีมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหัวใจหลัก แต่การออกแบบโครงสร้างและวัตถุประสงค์การใช้งานนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเปรียบเทียบนี้จะวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญต่างๆ ตั้งแต่สมรรถนะไปจนถึงค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นแนวทางในการค้นหารถไฟฟ้าคันแรกที่เหมาะสมที่สุด
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาทางเลือกในการเดินทางที่ยั่งยืน ลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนตัว หรือต้องการความคล่องตัวในการเดินทางระยะสั้นถึงปานกลาง ทั้ง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ การทำความเข้าใจความแตกต่างจะช่วยให้การลงทุนครั้งนี้คุ้มค่าและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาที่ต้องการเดินทางในมหาวิทยาลัย พนักงานออฟฟิศที่ใช้เชื่อมต่อรถไฟฟ้า หรือแม้แต่ผู้ที่ต้องการยานพาหนะเสริมสำหรับกิจกรรมสันทนาการ
ด้านประสิทธิภาพการใช้งาน
ประสิทธิภาพเป็นหัวใจสำคัญของการเลือกยานพาหนะไฟฟ้า ซึ่งครอบคลุมทั้งระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และความสามารถในการตอบสนองต่อสภาพการขับขี่ต่างๆ
ระยะทางและแบตเตอรี่: ใครไปได้ไกลกว่า?
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike)
โดยทั่วไปแล้ว E-Bike มีความจุแบตเตอรี่ที่ใหญ่กว่าและมีระบบปั่นช่วย (Pedal Assist) ซึ่งทำให้มอเตอร์ทำงานน้อยลง ส่งผลให้ประหยัดพลังงานและวิ่งได้ไกลขึ้น ระยะทางเฉลี่ยต่อการชาร์จหนึ่งครั้งอยู่ที่ประมาณ 32–80 กิโลเมตร และในรุ่นที่มีประสิทธิภาพสูงอาจไปได้ไกลถึง 190 กิโลเมตร จุดเด่นที่สำคัญคือ แม้แบตเตอรี่จะหมด ผู้ใช้ยังสามารถปั่นเป็นจักรยานธรรมดากลับบ้านได้
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (Electric Scooter)
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่มุ่งเน้นการใช้งานในระยะทางสั้นถึงปานกลาง โดยมีระยะทางเฉลี่ยอยู่ที่ 16–48 กิโลเมตรต่อการชาร์จ แม้จะมีบางรุ่นที่ออกแบบมาให้วิ่งได้ไกลกว่า 80 กิโลเมตร แต่ก็จะมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย ข้อจำกัดสำคัญคือเมื่อแบตเตอรี่หมด จะไม่สามารถใช้งานต่อได้และจำเป็นต้องเข็นหรือยกเท่านั้น
หากการเดินทางไกลเป็นปัจจัยหลัก หรือไม่ต้องการกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดระหว่างทาง E-Bike ถือเป็นตัวเลือกที่ได้เปรียบอย่างชัดเจน
ความเร็วและสมรรถนะ: การตอบสนองบนทางเรียบและทางชัน
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike)
E-Bike สำหรับใช้งานในเมืองมักทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ 32–45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยการทำงานร่วมกันของมอเตอร์และแรงปั่นของผู้ขี่ ทำให้การออกตัวและการเร่งความเร็วเป็นไปอย่างนุ่มนวล นอกจากนี้ มอเตอร์ของ E-Bike มักถูกออกแบบมาให้รองรับการขึ้นทางลาดชันได้ดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อใช้แรงปั่นช่วย ซึ่งทำให้การไต่เนินเป็นเรื่องง่ายและไม่เปลืองพลังงานแบตเตอรี่มากนัก
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (Electric Scooter)
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าทั่วไปมีความเร็วสูงสุดประมาณ 32 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเพียงพอสำหรับการเดินทางในเมือง อย่างไรก็ตาม ในรุ่นเริ่มต้นที่มีกำลังมอเตอร์ 250-350W อาจประสบปัญหาเมื่อต้องขึ้นทางชันที่มีความลาดเกิน 10–15% และมีโอกาสที่มอเตอร์จะร้อนได้ง่ายกว่าเมื่อทำงานหนักต่อเนื่อง แม้จะมีรุ่นสมรรถนะสูงที่ทำความเร็วได้มากกว่า แต่ก็มักถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมายในหลายพื้นที่
ด้านประสบการณ์การขับขี่
ความรู้สึกขณะขับขี่และความมั่นใจในการควบคุมเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ ซึ่งทั้งสองประเภทให้ประสบการณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ความสบายในการเดินทาง: ท่านั่งปะทะท่ายืน
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike)
E-Bike ให้ท่านั่งที่เป็นธรรมชาติเหมือนจักรยานทั่วไป มีเบาะนั่งที่รองรับน้ำหนักได้ดี และสามารถปรับระดับความสูงของเบาะและแฮนด์ได้ ล้อที่มีขนาดใหญ่และมักมาพร้อมระบบรองรับแรงกระแทก (โช้ก) ช่วยซับแรงสั่นสะเทือนจากพื้นผิวถนนได้ดีเยี่ยม ทำให้เหมาะกับการขับขี่เป็นระยะเวลานานๆ หรือบนเส้นทางที่ไม่เรียบนัก คุณสมบัตินี้ยังทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่อาจมีปัญหาเรื่องหลังหรือเข่า รวมถึงกลุ่ม จักรยานไฟฟ้า ผู้สูงอายุ ที่ต้องการความสบายและความมั่นคง
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (Electric Scooter)
ผู้ใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะต้องอยู่ในท่ายืนตลอดการเดินทาง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าที่ขาและหลังได้หากต้องขี่เป็นเวลานาน ล้อที่มีขนาดเล็กทำให้รับรู้แรงสั่นสะเทือนจากพื้นผิวถนนได้มากกว่า แม้บางรุ่นจะมียางลมและโช้กเพื่อเพิ่มความนุ่มนวล แต่โดยรวมแล้วยังให้ความสบายในการเดินทางไกลได้ไม่เท่า E-Bike
ความปลอดภัยและการทรงตัว: ปัจจัยสำคัญบนท้องถนน
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike)
ด้วยล้อขนาดใหญ่ ฐานล้อที่ยาว และจุดศูนย์ถ่วงที่เหมาะสม ทำให้ E-Bike มีความมั่นคงและทรงตัวได้ดีกว่า โดยเฉพาะที่ความเร็วสูง ระบบเบรกส่วนใหญ่มักเป็นดิสก์เบรกที่มีประสิทธิภาพ ให้ระยะเบรกที่สั้นและมั่นใจได้ นอกจากนี้ ท่าทางการขี่ที่สูงและขนาดของตัวรถที่ใหญ่กว่า ทำให้ผู้ขับขี่มีทัศนวิสัยที่ดีและเป็นที่สังเกตเห็นได้ง่ายจากยานพาหนะอื่นบนท้องถนน
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (Electric Scooter)
ล้อขนาดเล็กและท่ายืนทำให้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีความไวต่อสภาพพื้นผิวถนนสูง การตกหลุมหรือวิ่งผ่านรอยต่อของถนนอาจทำให้เสียการทรงตัวได้ง่าย โดยเฉพาะบนพื้นผิวที่เปียกลื่น โปรไฟล์ของตัวรถที่ต่ำอาจทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์มองเห็นได้ยากในบางสถานการณ์ การควบคุมและการเบรกจึงต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่า E-Bike
การใช้งานในสภาพถนนที่แตกต่าง
- ในเมือง ถนนเรียบ ระยะสั้น: สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีความคล่องตัวสูง เหมาะกับการซอกแซกในการจราจร การเดินทางไปสถานีรถไฟฟ้า หรือใช้ในพื้นที่จำกัด
- ถนนขรุขระ ทางชานเมือง มีเนิน: E-Bike ทำได้ดีกว่าอย่างชัดเจน ด้วยล้อใหญ่และระบบกันสะเทือนที่ช่วยให้การขับขี่ราบรื่นและปลอดภัยกว่า
- ฝนตก ถนนเปียก: E-Bike มีความปลอดภัยสูงกว่าจากการยึดเกาะถนนที่ดีกว่าของยางที่ใหญ่กว่า ในขณะที่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีความเสี่ยงที่จะลื่นได้ง่ายกว่ามาก
ด้านไลฟ์สไตล์และการใช้งานจริง
นอกเหนือจากสมรรถนะแล้ว การเลือกระหว่าง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ายังขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ พื้นที่จัดเก็บ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้ใช้งาน
ความคล่องตัวและการพกพา: จุดเด่นที่แตกต่าง
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (Electric Scooter)
นี่คือจุดเด่นที่สุดของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ด้วยขนาดที่เล็ก น้ำหนักเบา และความสามารถในการพับเก็บ ทำให้สามารถหิ้วขึ้นรถไฟฟ้า BTS/MRT หรือรถโดยสารประจำทางได้อย่างสะดวก สามารถจัดเก็บใต้โต๊ะทำงานหรือในพื้นที่จำกัดของคอนโดมิเนียมได้ง่าย จึงตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองที่ต้องการความคล่องตัวสูงสุด
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike)
E-Bike มีขนาดและน้ำหนักใกล้เคียงกับจักรยานทั่วไป ซึ่งมากกว่าสกู๊ตเตอร์อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การนำขึ้นระบบขนส่งสาธารณะหรือยกขึ้นห้องพักเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบาก ผู้ใช้งานจำเป็นต้องมีพื้นที่จอดรถที่ปลอดภัย แม้จะมี E-Bike รุ่นพับได้ แต่โดยทั่วไปก็ยังคงมีขนาดและน้ำหนักมากกว่าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเมื่อพับแล้ว
การออกกำลังกายและสุขภาพ: เดินทางพร้อมสร้างความฟิต
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike)
E-Bike เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้ออกกำลังกายไปพร้อมกับการเดินทาง โดยสามารถเลือกปิดระบบไฟฟ้าเพื่อปั่นแบบจักรยานธรรมดา หรือใช้โหมดปั่นช่วย (Pedal Assist) ในระดับต่างๆ เพื่อลดภาระในบางช่วง เช่น การขึ้นเนิน ทำให้เป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย หรือผู้ที่มีข้อจำกัดทางสุขภาพแต่อยากสนุกกับการขี่จักรยาน
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (Electric Scooter)
การใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย เนื่องจากเป็นการยืนโดยใช้พลังงานจากมอเตอร์เพียงอย่างเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางโดยไม่ต้องการใช้แรงและไม่เสียเหงื่อ
ด้านการลงทุนและความคุ้มค่า
การพิจารณาเรื่องงบประมาณไม่ได้จบแค่ราคาซื้อ แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาในระยะยาว และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นและการดูแลรักษา
ราคาเริ่มต้น: โดยทั่วไป สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีราคาเริ่มต้นที่ถูกกว่า E-Bike อย่างไรก็ตาม ในระดับกลางที่มีสเปกใกล้เคียงกัน ราคาอาจไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ในระดับสูง E-Bike มักจะมีราคาสูงกว่าอย่างชัดเจน
ค่าดูแลรักษา:
E-Bike: มีชิ้นส่วนกลไกเหมือนจักรยานทั่วไป เช่น โซ่ ชุดเกียร์ และระบบเบรก ซึ่งต้องการการบำรุงรักษาตามปกติ ข้อดีคืออะไหล่ส่วนใหญ่เป็นมาตรฐานและสามารถหาได้ง่ายตามร้านจักรยานทั่วไป
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: มีโครงสร้างที่เรียบง่ายกว่า ชิ้นส่วนกลไกน้อยกว่า ทำให้การดูแลรักษาง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม บางรุ่นอาจใช้อะไหล่เฉพาะซึ่งอาจหาได้ยากและต้องพึ่งพาศูนย์บริการของแบรนด์นั้นๆ
อายุการใช้งาน: โดยเฉลี่ยแล้ว E-Bike มักมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า (ประมาณ 5-7 ปี) ในขณะที่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้งานหนักทุกวันอาจมีอายุการใช้งานราว 2-3 ปี
ข้อควรพิจารณาด้านกฎหมาย
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศและแต่ละพื้นที่ โดยอาจมีข้อกำหนดเกี่ยวกับความเร็วสูงสุด, การอนุญาตให้วิ่งบนทางจักรยานหรือทางเท้า, และข้อบังคับเรื่องการจดทะเบียนหรือใบขับขี่ ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรตรวจสอบข้อบังคับในพื้นที่ที่จะใช้งานให้แน่ชัดเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
เช็กลิสต์ช่วยตัดสินใจ: คันไหนที่ใช่สำหรับคุณ?
เพื่อช่วยให้การตัดสินใจง่ายขึ้น ลองตอบคำถามต่อไปนี้เพื่อประเมินความต้องการของตนเอง:
- ระยะทางที่ใช้งานต่อวันเป็นหลักคือเท่าใด?
- ต่ำกว่า 10 กิโลเมตร และส่วนใหญ่อยู่ในเมือง: สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอาจเพียงพอและคล่องตัวกว่า
- มากกว่า 15-20 กิโลเมตร หรือต้องการใช้เดินทางออกทริป: E-Bike เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า
- มีความจำเป็นต้องพับเก็บหรือหิ้วขึ้นระบบขนส่งสาธารณะบ่อยแค่ไหน?
- ทุกวัน หรืออาศัยอยู่ในคอนโดที่มีพื้นที่จำกัด: สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าตอบโจทย์ได้ดีที่สุด
- มีที่จอดรถส่วนตัวและไม่ต้องพกพาบ่อย: E-Bike จะให้ประสบการณ์การขี่ที่ดีกว่า
- สภาพถนนที่ใช้เป็นประจำมีลักษณะอย่างไร?
- ถนนเรียบ ไม่มีหลุมบ่อมาก: สามารถใช้ได้ทั้งสองประเภท แต่สกู๊ตเตอร์จะให้ความสะดวกและประหยัดกว่า
- มีทางชัน สะพานสูง หรือถนนขรุขระ: E-Bike ให้ความปลอดภัยและความมั่นคงที่เหนือกว่า
- ต้องการใช้เพื่อออกกำลังกายด้วยหรือไม่?
- ต้องการให้การเดินทางเป็นการออกกำลังกายไปในตัว: E-Bike คือคำตอบเดียว
- เน้นความสะดวกสบายและไม่ต้องการใช้แรง: เลือกจากปัจจัยอื่น เช่น งบประมาณหรือการพกพา
- งบประมาณที่ตั้งไว้เป็นอย่างไร?
- งบประมาณจำกัด: การเริ่มต้นด้วยสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะคุ้มค่ากว่าในแง่ของราคาเริ่มต้น
- งบประมาณปานกลางถึงสูงและมองหาการลงทุนระยะยาว: E-Bike มักให้ความคุ้มค่าและคุณภาพการขับขี่ที่ดีกว่าในระยะยาว
| คุณสมบัติ | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) | สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า |
|---|---|---|
| เหมาะสำหรับ | เดินทางไกล, ทางชัน, ถนนหลากหลาย, ต้องการออกกำลังกาย | เดินทางสั้นในเมือง, เชื่อมต่อรถไฟฟ้า, พื้นที่จำกัด, เน้นพกพา |
| ระยะทางเฉลี่ย | 32 – 80+ กม. | 16 – 48 กม. |
| ความสบาย | สูงมาก (ท่านั่ง, เบาะ, ล้อใหญ่, โช้ก) | ปานกลาง (ท่ายืน, เมื่อยล้าเมื่อขี่นาน) |
| ความปลอดภัย | สูง (ทรงตัวดี, เบรกมีประสิทธิภาพ, มองเห็นง่าย) | ปานกลาง (ไวต่อสภาพถนน, ล้อเล็ก) |
| การพกพา | ต่ำ (หนัก, ขนาดใหญ่, พับเก็บลำบาก) | สูงมาก (เบา, พับง่าย, หิ้วสะดวก) |
| ราคาเริ่มต้น | ปานกลาง – สูง | ต่ำ – ปานกลาง |
| การดูแลรักษา | คล้ายจักรยานทั่วไป, อะไหล่หาง่าย | ง่าย, แต่อะไหล่บางชิ้นอาจเป็นแบบเฉพาะ |
บทสรุปและแนวทางการเลือกรถไฟฟ้าคันแรก
สรุปแล้ว การเลือกระหว่าง จักรยานไฟฟ้า vs สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล หากให้ความสำคัญกับระยะทาง, ความสบายในการขับขี่, ความปลอดภัย และต้องการตัวเลือกที่สามารถใช้ออกกำลังกายได้ E-Bike คือทางเลือกที่เหนือกว่า ในทางกลับกัน หากโจทย์หลักคือความคล่องตัวสูงสุด, การพกพาที่สะดวกสบายเพื่อเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ, มีพื้นที่จัดเก็บจำกัด และงบประมาณเริ่มต้นไม่สูง สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะตอบโจทย์ได้ดีกว่า
การเลือกซื้อ E-bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นการลงทุนเพื่อความสะดวกสบายในการเดินทาง ควรพิจารณาข้อมูลทั้งหมดอย่างรอบคอบและเลือกยานพาหนะที่จะเป็นคู่หูที่ใช่ในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง
สำหรับผู้ที่สนใจและต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมในการเลือกรถไฟฟ้าที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ สามารถเยี่ยมชมและรับคำปรึกษาได้ที่ GIANT Shopping Mall
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่:
FACEBOOK PAGE | LINE | ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878

