E-Bike กับ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: เลือกคันไหนดีที่เหมาะกับคุณ?
ในยุคที่การเดินทางในเมืองมีความท้าทายมากขึ้น ทั้งจากปัญหารถติดและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่สูงขึ้น ยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคล (Personal Electric Vehicle) ได้กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (Electric Scooter) ซึ่งเป็นสองตัวเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างสูง การทำความเข้าใจความแตกต่างที่สำคัญระหว่างยานพาหนะทั้งสองประเภทนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการตัดสินใจที่สอดคล้องกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคลมากที่สุด
สรุปประเด็นสำคัญในการตัดสินใจ
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): ผสมผสานการออกกำลังกายเบาๆ เข้ากับการเดินทางด้วยระบบมอเตอร์ช่วยผ่อนแรง เหมาะสำหรับการเดินทางระยะกลางถึงไกล มีความเสถียรสูง และสามารถบรรทุกสัมภาระได้ดีกว่า
- สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (Electric Scooter): เน้นความสะดวกสบาย ไม่ต้องออกแรงขับเคลื่อน เหมาะสำหรับการเดินทางระยะสั้นในเมือง มีจุดเด่นด้านการพกพาที่สะดวก สามารถพับเก็บและนำขึ้นขนส่งสาธารณะได้ง่าย
- การเลือกใช้งาน: การตัดสินใจขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก ได้แก่ ระยะทางในการเดินทาง, ความต้องการในการออกกำลังกาย, ความจำเป็นในการบรรทุกสิ่งของ, และความสะดวกในการจัดเก็บ
- สมรรถนะและข้อจำกัด: E-Bike มักมีระยะทางวิ่งต่อการชาร์จไกลกว่า ในขณะที่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีความคล่องตัวสูงกว่าในพื้นที่จำกัดและสภาพการจราจรหนาแน่น
- ต้นทุนและกฎหมาย: ทั้งสองประเภทมีช่วงราคาที่หลากหลาย การพิจารณาต้นทุนควรครอบคลุมถึงค่าบำรุงรักษาและบริการหลังการขาย นอกจากนี้ ผู้ใช้งานควรศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานบนทางสาธารณะในพื้นที่ของตน
ทำความเข้าใจพื้นฐานของยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคล
การพิจารณาหัวข้อ E-Bike กับ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: เลือกคันไหนดีที่เหมาะกับคุณ? จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจถึงนิยามและวัตถุประสงค์หลักของยานพาหนะทั้งสองชนิดนี้ ยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลถูกออกแบบมาเพื่อเป็นโซลูชันการเดินทางที่ยั่งยืน ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง และแก้ไขปัญหาความคล่องตัวในเขตเมือง จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคือคำตอบที่แตกต่างกันสำหรับโจทย์เดียวกัน โดยมุ่งตอบสนองกลุ่มผู้ใช้งานที่มีพฤติกรรมและความต้องการที่หลากหลาย
ความสำคัญของการเลือกยานพาหนะที่เหมาะสมนั้นมีผลโดยตรงต่อประสบการณ์การใช้งานในชีวิตประจำวัน การเลือกที่ไม่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์อาจนำไปสู่ความไม่สะดวก เช่น ยานพาหนะที่มีระยะทางวิ่งไม่เพียงพอต่อการเดินทางไป-กลับที่ทำงาน หรือมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะจัดเก็บในพื้นที่จำกัดอย่างคอนโดมิเนียมได้ ดังนั้น การวิเคราะห์ความต้องการของตนเองอย่างละเอียดจึงเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณา สำหรับผู้ที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา วัยทำงาน หรือแม้แต่ผู้สูงอายุที่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทางระยะใกล้
เจาะลึกความแตกต่างในทุกมิติ: E-Bike vs. สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
แม้ว่าทั้งจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน แต่ก็มีความแตกต่างที่ชัดเจนในหลายด้าน ตั้งแต่การออกแบบโครงสร้างไปจนถึงประสบการณ์การขับขี่ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเหมาะสมในการใช้งาน
การออกแบบ โครงสร้าง และสรีรศาสตร์
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) มีพื้นฐานการออกแบบมาจากจักรยานทั่วไป โครงสร้างจึงมีความคุ้นเคยสูง ประกอบด้วยเฟรม ล้อขนาดใหญ่ แฮนด์ เบาะนั่ง และบันไดสำหรับปั่น ท่าทางการขับขี่เป็นแบบนั่ง ซึ่งช่วยให้การเดินทางไกลมีความสบายมากกว่าและกระจายน้ำหนักได้ดี ล้อที่มีขนาดใหญ่กว่า (ตั้งแต่ล้อเล็กไปจนถึงขนาดกลาง) ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการขับขี่บนสภาพพื้นผิวที่ไม่เรียบ และลดแรงสะเทือนได้ดีกว่า นอกจากนี้ E-Bike จำนวนมากยังถูกออกแบบมาให้มีพื้นที่สำหรับติดตั้งอุปกรณ์เสริม เช่น ตะกร้าหน้าหรือตะแกรงท้าย ทำให้สามารถบรรทุกสัมภาระหรือของใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวก
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (Electric Scooter) มีการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายและกะทัดรัด โครงสร้างหลักประกอบด้วยแท่นสำหรับยืน แฮนด์บังคับ และล้อขนาดเล็ก ท่าทางการขับขี่เป็นแบบยืน ทำให้ผู้ขับขี่ต้องใช้การทรงตัวมากกว่า แต่ก็ให้มุมมองที่เปิดกว้างและคล่องตัวในการหลบหลีกสิ่งกีดขวางในเมือง จุดเด่นที่สำคัญที่สุดคือการออกแบบที่มุ่งเน้นการพกพา สกู๊ตเตอร์หลายรุ่นสามารถพับเก็บได้ในเวลาไม่กี่วินาที ทำให้มีขนาดเล็กพอที่จะหิ้วขึ้นบันได นำเข้าไปในอาคารสำนักงาน หรือวางไว้ใต้โต๊ะทำงานได้โดยไม่เปลืองพื้นที่
ประสบการณ์การขับขี่และการออกแรง
ความแตกต่างในส่วนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจ E-Bike ทำงานด้วยระบบที่เรียกว่า “Pedal-Assist” หรือระบบช่วยปั่น ซึ่งหมายความว่ามอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงานก็ต่อเมื่อผู้ขับขี่ออกแรงปั่นบันไดเท่านั้น โดยสามารถเลือกระดับการช่วยเหลือได้ตามต้องการ ทำให้ผู้ขับขี่ยังคงได้ออกกำลังกายเบาๆ แต่เหนื่อยน้อยลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการปั่นจักรยานธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อต้องขี่ขึ้นเนินหรือทวนลม ประสบการณ์ที่ได้จึงเป็นการผสมผสานระหว่างการเดินทางที่ผ่อนคลายและการรักษาสุขภาพ
จักรยานไฟฟ้ามอบประสบการณ์ที่เหมือนกับการขี่จักรยาน แต่มี “ผู้ช่วย” ที่มองไม่เห็นคอยผลักดันอยู่เสมอ ในขณะที่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามอบความรู้สึกอิสระของการเคลื่อนที่โดยไม่ต้องออกแรงใดๆ เลย
ในทางกลับกัน สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามอบประสบการณ์การเดินทางที่ไม่ต้องใช้แรงกายเลย การควบคุมความเร็วทำได้โดยใช้คันเร่งที่แฮนด์ ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและสะดวกสบายสูงสุด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการไปถึงที่หมายโดยไม่เสียเหงื่อ หรือสำหรับ “Last-mile commute” เช่น การเดินทางจากสถานีรถไฟฟ้าไปยังจุดหมายปลายทางสุดท้าย การที่ไม่ต้องออกแรงปั่นทำให้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับวันที่อากาศร้อนหรือเมื่อต้องเดินทางในชุดทำงาน
สมรรถนะ: มอเตอร์ ความเร็ว และระยะทาง
โดยทั่วไป มอเตอร์ของ จักรยานไฟฟ้า ถูกออกแบบมาเพื่อ “เสริม” แรงปั่น ไม่ใช่ “แทนที่” ทำให้กำลังวัตต์อาจไม่สูงเท่ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ความเร็วสูงสุดตามกฎหมายในหลายประเทศมักจำกัดไว้ที่ประมาณ 25-32 กม./ชม. แต่บางรุ่นอาจทำความเร็วได้ถึง 40 กม./ชม. จุดแข็งของ E-Bike อยู่ที่ระยะทางต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30-65 กิโลเมตร หรืออาจมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความจุของแบตเตอรี่ ระดับการช่วยปั่น และสภาพเส้นทาง ทำให้เหมาะกับการเดินทางในระยะที่ไกลกว่า
สำหรับ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า สมรรถนะจะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น ตั้งแต่รุ่นสำหรับเด็กไปจนถึงรุ่นสมรรถนะสูง ความเร็วโดยทั่วไปสำหรับการใช้งานในเมืองจะอยู่ที่ประมาณ 20-30 กม./ชม. ระยะทางเฉลี่ยต่อการชาร์จมักจะสั้นกว่า E-Bike โดยอยู่ที่ประมาณ 20-30 กิโลเมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการเดินทางระยะสั้นภายในเมือง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยต่างๆ เช่น น้ำหนักผู้ขับขี่ ความเร็วที่ใช้ และความลาดชันของเส้นทาง มีผลอย่างมากต่อระยะทางที่วิ่งได้จริง
การพกพา การจัดเก็บ และความคล่องตัว
นี่คือจุดที่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีความโดดเด่นอย่างชัดเจน ด้วยน้ำหนักที่เบากว่าและการออกแบบให้พับได้ ทำให้ง่ายต่อการจัดการในพื้นที่จำกัด ผู้ใช้งานสามารถพกพาสกู๊ตเตอร์ขึ้นรถไฟฟ้า BTS/MRT (ตามข้อกำหนดของผู้ให้บริการ) หรือเก็บไว้ในท้ายรถยนต์ได้อย่างง่ายดาย ความสะดวกนี้ทำให้สกู๊ตเตอร์เป็นส่วนเสริมที่ยอดเยี่ยมของการเดินทางแบบผสมผสาน (Multi-modal commute)
ในขณะที่จักรยานไฟฟ้ามีข้อจำกัดด้านการพกพาอย่างมาก เนื่องจากน้ำหนักและขนาดที่ใหญ่กว่า ทำให้ไม่เหมาะกับการยกขึ้นลงบันไดบ่อยครั้ง หรือนำเข้าไปในอาคาร การจัดเก็บ E-Bike จำเป็นต้องใช้พื้นที่จอดเช่นเดียวกับจักรยานทั่วไป อย่างไรก็ตาม ความคล่องตัวในการขับขี่บนท้องถนนจริง E-Bike อาจได้เปรียบเล็กน้อยจากล้อที่ใหญ่กว่า ซึ่งช่วยให้ผ่านอุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ ได้อย่างมั่นคงกว่า
ปัจจัยสำคัญเพื่อการตัดสินใจที่เหมาะสมที่สุด
นอกเหนือจากความแตกต่างทางเทคนิคแล้ว การเลือกยานพาหนะที่เหมาะสมยังต้องพิจารณาปัจจัยส่วนบุคคลและสภาพแวดล้อมการใช้งานเป็นสำคัญ
วิเคราะห์ไลฟ์สไตล์และวัตถุประสงค์การใช้งาน
เลือก E-Bike หาก:
- เส้นทางเดินทางมีระยะค่อนข้างไกล (5-20 กม. ต่อเที่ยว): ระยะทางที่วิ่งได้ไกลกว่าและความสบายในการนั่งทำให้ E-Bike เหมาะสมกว่า
- ต้องการออกกำลังกาย: ระบบช่วยปั่นยังคงเปิดโอกาสให้ได้ขยับร่างกายและเผาผลาญแคลอรี
- ต้องบรรทุกสัมภาระเป็นประจำ: ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายตลาด ขนส่งเอกสาร หรือพากระเป๋าแล็ปท็อปไปทำงาน ตะกร้าและตะแกรงของ E-Bike มีประโยชน์อย่างมาก
- เส้นทางมีเนินชันหรือสภาพถนนไม่ดี: ล้อที่ใหญ่และกำลังเสริมจากมอเตอร์ช่วยให้การขี่ผ่านอุปสรรคเหล่านี้เป็นเรื่องง่าย
- ผู้สูงอายุที่ต้องการความมั่นคง: การนั่งขับขี่ให้ความรู้สึกมั่นคงและควบคุมได้ง่ายกว่าการยืน
เลือก สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หาก:
- เดินทางระยะสั้นมาก (ไม่เกิน 5 กม. ต่อเที่ยว): ความสะดวกและรวดเร็วในการเตรียมตัวและออกเดินทางคือจุดเด่น
- ต้องการความสะดวกสบายสูงสุด: เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการออกแรงเลย
- พื้นที่จัดเก็บมีจำกัด: สามารถพับเก็บในคอนโด ห้องพัก หรือที่ทำงานได้อย่างง่ายดาย
- ต้องใช้ร่วมกับระบบขนส่งสาธารณะ: การพกพาขึ้นรถไฟฟ้าหรือรถประจำทางทำได้สะดวกกว่ามาก
- เป็นนักเรียน/นักศึกษา: เหมาะสำหรับการเดินทางระยะสั้นๆ ภายในมหาวิทยาลัยหรือจากหอพักไปยังอาคารเรียน
ต้นทุนเริ่มต้น ค่าบำรุงรักษา และบริการหลังการขาย
ราคาของยานพาหนะทั้งสองประเภทมีความหลากหลายสูง ตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลายหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ คุณภาพวัสดุ ขนาดแบตเตอรี่ และฟังก์ชันเสริม โดยทั่วไปแล้ว E-Bike ที่มีคุณภาพดีมักมีราคาสูงกว่าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในระดับเดียวกันเล็กน้อย
ในด้านการบำรุงรักษา E-Bike มีชิ้นส่วนคล้ายกับจักรยานทั่วไป เช่น โซ่ ยาง และระบบเบรก ซึ่งสามารถหาช่างซ่อมหรืออะไหล่ได้ง่าย ส่วนที่ต้องดูแลเป็นพิเศษคือระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่ และมอเตอร์ ส่วนสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีชิ้นส่วนทางกลน้อยกว่า แต่ส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น ยางตันหรือระบบเบรก อาจต้องการการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
สิ่งสำคัญคือการพิจารณาบริการหลังการขายและการรับประกัน โดยเฉพาะการรับประกันแบตเตอรี่และมอเตอร์ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่มีราคาสูง การเลือกรุ่นที่มีการรับประกันที่น่าเชื่อถือ (เช่น 3 เดือนขึ้นไป) และมีศูนย์บริการที่เข้าถึงได้ จะช่วยลดความกังวลในระยะยาว
ความปลอดภัยและข้อควรพิจารณาด้านกฎหมาย
ความปลอดภัยเป็นปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม E-Bike ที่มีล้อขนาดใหญ่และจุดศูนย์ถ่วงต่ำกว่า ให้ความเสถียรในการขับขี่ที่สูงกว่า โดยเฉพาะเมื่อต้องเบรกกะทันหันหรือหักหลบสิ่งกีดขวาง ในขณะที่ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ที่มีล้อเล็กอาจไวต่อสภาพพื้นผิวถนนที่เป็นหลุมบ่อหรือมีเศษหิน การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น หมวกกันน็อก สนับเข่า และศอก จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้งานทั้งสองประเภท
สำหรับข้อกฎหมายในประเทศไทย ปัจจุบันยังมีความไม่ชัดเจนในบางประเด็น จักรยานไฟฟ้าที่มีลักษณะคล้ายจักรยานและใช้การปั่นเป็นหลักมักจะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่เดียวกับจักรยาน แต่หากมีกำลังมอเตอร์สูงหรือทำความเร็วได้เกินกำหนด อาจเข้าข่ายต้องจดทะเบียนตามกฎหมาย ส่วนสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ายังคงเป็นพื้นที่สีเทาในเรื่องการอนุญาตให้วิ่งบนทางเท้าหรือถนนสาธารณะ ผู้ใช้งานจึงควรตรวจสอบข้อบังคับของท้องถิ่นและใช้ยานพาหนะด้วยความระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้ร่วมใช้เส้นทาง
ตารางเปรียบเทียบ E-Bike กับ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ฉบับสรุป
| คุณสมบัติ | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) | สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (Electric Scooter) |
|---|---|---|
| รูปแบบการขับขี่ | นั่งปั่นพร้อมระบบช่วยผ่อนแรง (Pedal-Assist) | ยืนขับเคลื่อนด้วยคันเร่งไฟฟ้า ไม่ต้องออกแรง |
| การออกกำลังกาย | ได้ออกกำลังกายเบาๆ เหมาะกับผู้ที่ต้องการขยับร่างกาย | ไม่ต้องออกแรงกาย เหมาะกับความสะดวกสบายสูงสุด |
| ระยะทางต่อชาร์จ | เฉลี่ย 30-65 กม. หรือมากกว่า เหมาะสำหรับระยะกลาง-ไกล | เฉลี่ย 20-30 กม. เหมาะสำหรับระยะสั้น |
| ความเร็วเฉลี่ย | ประมาณ 20-40 กม./ชม. | ประมาณ 20-30 กม./ชม. |
| การพกพา | ต่ำ ไม่สามารถพับได้และมีน้ำหนักมาก | สูง ส่วนใหญ่พับเก็บได้และน้ำหนักเบา |
| การบรรทุกสัมภาระ | ดีมาก สามารถติดตั้งตะกร้าหรือตะแกรงเพิ่มเติมได้ | จำกัด ไม่เหมาะกับการบรรทุกของหนัก |
| ความมั่นคง | สูงกว่า เนื่องจากล้อใหญ่และท่าทางการนั่งขับขี่ | น้อยกว่า เนื่องจากล้อเล็กและท่าทางการยืน |
| การใช้งานที่เหมาะสม | การเดินทางไปทำงาน, จ่ายตลาด, เดินทางข้ามเมือง, ออกกำลังกาย | การเดินทางระยะสั้น, Last-mile, เดินทางในแคมปัส, ใช้ร่วมกับขนส่งสาธารณะ |
บทสรุป: การเลือกยานพาหนะไฟฟ้าที่ใช่สำหรับวิถีชีวิต
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีคำตอบที่ตายตัวว่าระหว่าง E-Bike กับ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: เลือกคันไหนดีที่เหมาะกับคุณ? ยานพาหนะชนิดใดดีกว่ากันอย่างสมบูรณ์แบบ คำตอบที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับการประเมินความต้องการและรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคลอย่างละเอียดถี่ถ้วน
หากการเดินทางในแต่ละวันมีระยะทางไกล ต้องการความมั่นคงในการขับขี่บนสภาพถนนที่หลากหลาย และมองหาโอกาสในการออกกำลังกายไปพร้อมกัน จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว ในทางตรงกันข้าม หากความสำคัญสูงสุดอยู่ที่ความคล่องตัว การพกพาที่สะดวกสบายสำหรับการเดินทางแบบผสมผสาน และการใช้งานในระยะทางสั้นๆ ที่ไม่ต้องการออกแรงเลย สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (Electric Scooter) ก็จะเป็นคำตอบที่ใช่ การพิจารณาข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมาจะช่วยให้สามารถเลือกยานพาหนะคู่ใจที่ช่วยให้ชีวิตในเมืองง่ายขึ้น สะดวกสบายขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง
ค้นหา E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหลากหลายประเภท ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการและทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น E-bike สำหรับการเดินทางไกล หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเพื่อความคล่องตัวในเมือง
สามารถเข้ามาชมสินค้าจริงและรับคำปรึกษาเพื่อค้นหายานพาหนะที่เหมาะสมที่สุดได้ที่:
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ติดตามข่าวสารและโปรโมชัน หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านช่องทางออนไลน์:
FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
LINE: @giantshoppingmall
