เปิดตัวเลข! ขี่ E-Bike 1 ปี ประหยัดค่าน้ำมันได้กี่บาท?
ท่ามกลางสภาวะค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่ผันผวน การมองหาทางเลือกในการเดินทางที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจึงเป็นเรื่องสำคัญ คำถามที่ว่าการขี่ E-Bike 1 ปี ประหยัดค่าน้ำมันได้กี่บาท? กลายเป็นหัวข้อที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้รถจักรยานยนต์ในปัจจุบัน จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ถูกนำเสนอในฐานะยานพาหนะทางเลือกที่ไม่เพียงแต่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีศักยภาพในการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้จะเจาะลึกถึงตัวเลขการประหยัดที่เป็นไปได้ พร้อมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- ตัวเลขการประหยัดต่อปี: การเปลี่ยนมาใช้ E-Bike สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ตั้งแต่ 6,000 บาทไปจนถึงเกือบ 30,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานและปัจจัยแวดล้อม
- ปัจจัยกำหนดความคุ้มค่า: จำนวนเงินที่ประหยัดได้ขึ้นอยู่กับตัวแปรหลัก 4 ประการ ได้แก่ ระยะทางการขับขี่, อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันของรถคันเดิม, ราคาน้ำมัน ณ ปัจจุบัน และอัตราค่าไฟฟ้า
- ค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจากพลังงาน: แม้ E-Bike จะมีค่าบำรุงรักษาตามระยะทางที่ต่ำกว่า แต่ต้องพิจารณาถึงค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ในระยะยาว ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ต้องวางแผนล่วงหน้า
- ความแม่นยำขึ้นอยู่กับการคำนวณเฉพาะบุคคล: ตัวเลขการประหยัดที่แม่นยำที่สุดมาจากการคำนวณโดยใช้ข้อมูลการใช้งานจริงของแต่ละบุคคล ซึ่งสามารถทำได้ไม่ยาก
ไขข้อสงสัย: E-Bike ประหยัดกว่ามอเตอร์ไซค์น้ำมันจริงหรือ?
แนวคิดเรื่องการประหยัดค่าใช้จ่ายจากการใช้ยานพาหนะไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สำหรับตลาดรถสองล้อในประเทศไทย การเปรียบเทียบระหว่างจักรยานไฟฟ้าหรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ากับมอเตอร์ไซค์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในกลายเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาพิจารณามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เหตุผลสำคัญเบื้องหลังความสนใจนี้มาจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจโดยตรง โดยเฉพาะความผันผวนของราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายรายเดือนของผู้คนจำนวนมาก
กลุ่มบุคคลที่ควรให้ความสนใจในประเด็นนี้ครอบคลุมตั้งแต่นักเรียน นักศึกษาที่ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะหลักในการเดินทางไปสถานศึกษา, กลุ่มคนทำงานที่ต้องเดินทางในเมืองทุกวัน, ไปจนถึงกลุ่มผู้ประกอบอาชีพที่ต้องใช้รถในการเดินทางเป็นระยะทางไกลๆ เช่น พนักงานส่งของหรือไรเดอร์ ซึ่งกลุ่มหลังนี้จะเห็นผลกระทบจากราคาน้ำมันและประโยชน์จากการประหยัดพลังงานได้ชัดเจนที่สุด การเปลี่ยนมาใช้ E-Bike จึงเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการ `ลดค่าครองชีพ` และควบคุมงบประมาณรายจ่ายให้มีเสถียรภาพมากขึ้น
ความสำคัญของการพิจารณาเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขค่าน้ำมันที่ลดลง แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างค่าใช้จ่ายในระยะยาว การใช้ E-Bike ตัดค่าใช้จ่ายที่คุ้นเคยในมอเตอร์ไซค์น้ำมันออกไปหลายรายการ เช่น การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง, การเปลี่ยนไส้กรองอากาศ หรือหัวเทียน แต่ในขณะเดียวกัน ก็นำมาซึ่งค่าใช้จ่ายประเภทใหม่นั่นคือ “ค่าเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่” ซึ่งต้องมีการวางแผนเพื่อเปลี่ยนใหม่เมื่อถึงอายุการใช้งาน ดังนั้น การประเมินความคุ้มค่าจึงต้องมองภาพรวมทั้งหมด ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
เจาะลึกตัวเลขการประหยัดที่แท้จริง
เมื่อพูดถึงตัวเลขการประหยัดจากการใช้ E-Bike แทนรถมอเตอร์ไซค์น้ำมัน ข้อมูลจากหลายแหล่งมักนำเสนอตัวเลขที่แตกต่างกัน ซึ่งสร้างความสับสนให้กับผู้ที่กำลังพิจารณาได้ไม่น้อย ความจริงแล้ว ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่เป็นผลลัพธ์จากสมมติฐานที่ใช้ในการคำนวณแตกต่างกันออกไป การทำความเข้าใจที่มาของตัวเลขจะช่วยให้ประเมินสถานการณ์ของตนเองได้ดียิ่งขึ้น
ช่วงประเมินการประหยัดเบื้องต้น
จากข้อมูลที่รวบรวมได้ในตลาด พบว่าตัวเลขการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่อปีจากการเปลี่ยนมาใช้ E-Bike มีช่วงที่กว้างมาก โดยอยู่ระหว่างประมาณ 6,000 บาท ไปจนถึงมากกว่า 28,000 – 30,000 บาทต่อปี
- การประหยัดในระดับต่ำ (ประมาณ 6,000–10,000 บาท/ปี): มักเกิดขึ้นกับผู้ใช้งานที่มีระยะทางการขับขี่ต่อวันไม่มากนัก (เช่น 10-20 กิโลเมตรต่อวัน) หรือผู้ที่เคยใช้มอเตอร์ไซค์น้ำมันรุ่นใหม่ที่มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำอยู่แล้ว (เช่น 50-60 กม./ลิตร) ทำให้ส่วนต่างของค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไม่สูงมากนัก
- การประหยัดในระดับสูง (ประมาณ 20,000–30,000 บาท/ปี): ตัวเลขนี้มักเป็นผลมาจากการคำนวณของผู้ที่ขับขี่เป็นระยะทางไกลในแต่ละวัน (เช่น 50-100 กิโลเมตรต่อวัน) หรือผู้ที่เปลี่ยนจากรถมอเตอร์ไซค์รุ่นเก่าที่มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันสูง ประกอบกับช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะยิ่งขยายส่วนต่างของค่าใช้จ่ายให้มากขึ้น
กรณีศึกษา: จากข้อมูลในตลาด
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น สามารถพิจารณาตัวอย่างการคำนวณจากผู้ให้บริการในตลาด ซึ่งมักจะระบุสมมติฐานที่ใช้ไว้อย่างชัดเจน:
กรณีตัวอย่างที่ 1: ข้อมูลจากผู้ผลิตรายหนึ่ง (RAPID EV) ได้ทำการคำนวณเปรียบเทียบโดยใช้สมมติฐานราคาน้ำมันเฉลี่ย 34.75 บาทต่อลิตร และอัตราค่าไฟฟ้า 8 บาทต่อยูนิต (kWh) ผลการคำนวณพบว่า ค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟ E-Bike ตลอดทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 5,037 บาท ในขณะที่ค่าใช้จ่ายสำหรับมอเตอร์ไซค์น้ำมันขนาด 125-160 ซีซี อยู่ที่ประมาณ 33,795 บาทต่อปี ทำให้เกิดส่วนต่างที่ประหยัดได้ถึง 28,758 บาทต่อปี
กรณีตัวอย่างที่ 2: อีกหนึ่งผู้ให้บริการ (SLEEK EV) นำเสนอการคำนวณโดยตั้งสมมติฐานว่ามอเตอร์ไซค์น้ำมันมีอัตราสิ้นเปลืองที่ 60 กม./ลิตร และราคาน้ำมันอยู่ที่ 36 บาทต่อลิตร การวิเคราะห์ต้นทุนพลังงานต่อกิโลเมตรพบว่า E-Bike มีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อประเมินในระยะยาว 5 ปี อาจสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 43,800 บาท เมื่อเทียบกับรถยนต์ (ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่แตกต่างออกไป แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการประหยัด)
ข้อมูลจากกรณีศึกษาเหล่านี้ยืนยันแนวโน้มเดียวกันว่า ยิ่งลักษณะการใช้งานมีการขับขี่ที่บ่อยและไกลเท่าไร ศักยภาพในการ `ประหยัดค่าน้ำมัน` ก็จะยิ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อตัวเลขการประหยัด
การที่ตัวเลขการประหยัดมีความหลากหลายนั้นเป็นเพราะมันขึ้นอยู่กับตัวแปรหลายอย่าง การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้สามารถประเมินความคุ้มค่าในการเปลี่ยนมาใช้จักรยานไฟฟ้าได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงของตนเองมากที่สุด
ระยะทางการขับขี่ต่อวันและต่อปี
นี่คือตัวแปรที่ส่งผลกระทบมากที่สุด หากผู้ใช้งานขับขี่เป็นระยะทางสั้นๆ เพียง 5-10 กิโลเมตรต่อวันเพื่อไปซื้อของในบริเวณใกล้เคียง ส่วนต่างค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอาจไม่สูงมากนัก แต่สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไป-กลับที่ทำงานวันละ 50 กิโลเมตร หรือผู้ที่ประกอบอาชีพไรเดอร์ที่วิ่งรถวันละกว่า 100 กิโลเมตร ส่วนต่างนี้จะกลายเป็นเงินจำนวนมากเมื่อคำนวณรวมเป็นรายเดือนหรือรายปี
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรถมอเตอร์ไซค์เดิม
ประสิทธิภาพของรถมอเตอร์ไซค์น้ำมันคันเดิมที่ใช้งานอยู่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ หากเปลี่ยนจากรถรุ่นเก่าที่กินน้ำมันมาก (เช่น 25-30 กม./ลิตร) มาเป็น E-Bike จะเห็นตัวเลขการประหยัดที่สูงมาก ในทางกลับกัน หากเปลี่ยนจากรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ระบบหัวฉีดที่ประหยัดน้ำมันอยู่แล้ว (เช่น 55-60 กม./ลิตร) ส่วนต่างที่ได้ก็จะลดน้อยลง การ `เปรียบเทียบ ebike มอเตอร์ไซค์` จึงต้องเริ่มจากจุดอ้างอิงที่ถูกต้อง
ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและอัตราค่าไฟฟ้า
ราคาน้ำมันมีความผันผวนสูงและส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่าย ในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ความน่าสนใจของ E-Bike ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่อัตราค่าไฟฟ้า แม้จะมีการปรับเปลี่ยนบ้างตามค่า Ft แต่โดยรวมแล้วมีความเสถียรมากกว่า ทำให้สามารถคาดการณ์ค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟได้ง่ายกว่า การ `คำนวณค่าไฟรถไฟฟ้า` จึงเป็นส่วนที่ค่อนข้างคงที่เมื่อเทียบกับราคาน้ำมัน
ประสิทธิภาพการใช้พลังงานของ E-Bike
E-Bike แต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน โดยมีหน่วยวัดเป็น วัตต์-ชั่วโมงต่อกิโลเมตร (Wh/km) รุ่นที่มีประสิทธิภาพสูงจะใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่าในการวิ่งในระยะทางที่เท่ากัน ซึ่งหมายถึง `จักรยานไฟฟ้าค่าใช้จ่าย` ในการชาร์จที่ต่ำกว่า ดังนั้นการเลือกรุ่น E-Bike ก็มีผลต่อตัวเลขการประหยัดในระยะยาวเช่นกัน
เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายแฝง: มากกว่าแค่ค่าพลังงาน
การตัดสินใจว่า `ebike คุ้มไหม` ไม่สามารถมองแค่ค่าเชื้อเพลิงหรือค่าไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและค่าเสื่อมสภาพในระยะยาวควบคู่ไปด้วย เนื่องจากยานพาหนะทั้งสองประเภทมีโครงสร้างและส่วนประกอบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
| รายการค่าใช้จ่าย | มอเตอร์ไซค์น้ำมัน | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) |
|---|---|---|
| ค่าพลังงาน | ค่าใช้จ่ายสูงและผันผวนตามราคาน้ำมันตลาดโลก | ค่าใช้จ่ายต่ำและค่อนข้างคงที่ตามอัตราค่าไฟฟ้า |
| การบำรุงรักษาตามระยะ | เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง, ไส้กรอง, หัวเทียน, ตรวจเช็คระบบส่งกำลัง (โซ่/สายพาน) | ไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ตรวจเช็คระบบเบรก, ยาง, และระบบไฟฟ้าเป็นหลัก |
| อะไหล่สิ้นเปลืองทั่วไป | ผ้าเบรก, ยาง, โซ่, สเตอร์, หลอดไฟ | ผ้าเบรก, ยาง, หลอดไฟ (ไม่มีโซ่และสเตอร์) |
| ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในระยะยาว | การซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ครั้งใหญ่ (Overhaul) เมื่อใช้งานหนักหรือเป็นเวลานาน | ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน (ประมาณ 3-5 ปี หรือตามรอบการชาร์จ) |
| ภาษีและ พ.ร.บ. | ต้องต่อทะเบียนและ พ.ร.บ. ประจำปีตามกฎหมาย | (สำหรับ E-Bike บางประเภท) อาจไม่ต้องจดทะเบียนและเสียภาษีประจำปี |
จากตารางจะเห็นได้ว่า E-Bike มีข้อได้เปรียบในเรื่องค่าบำรุงรักษาตามระยะที่ต่ำกว่ามาก เนื่องจากไม่มีเครื่องยนต์และชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวซับซ้อน อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบคือค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ ซึ่งอาจมีราคาสูงและเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอนในอนาคต การวางแผนทางการเงินโดยนำค่าแบตเตอรี่มาเฉลี่ยเป็นต้นทุนรายเดือนหรือรายปี จะช่วยให้เห็นภาพรวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริงได้ดียิ่งขึ้น
คำนวณค่าใช้จ่ายด้วยตัวเอง: เพื่อตัวเลขที่แม่นยำที่สุด
วิธีที่ดีที่สุดในการหาคำตอบว่าการขี่ E-Bike จะช่วยประหยัดเงินได้เท่าไหร่นั้น คือการคำนวณจากข้อมูลการใช้งานจริงของตนเอง โดยสามารถทำตามขั้นตอนง่ายๆ ดังต่อไปนี้
ขั้นตอนที่ 1: ประเมินค่าใช้จ่ายมอเตอร์ไซค์น้ำมันต่อปี
ขั้นแรกคือการหาค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงที่จ่ายอยู่ในปัจจุบัน
- หาระยะทางขับขี่ต่อปี: นำระยะทางที่ขับขี่เฉลี่ยต่อวัน (กม.) มาคูณด้วยจำนวนวันที่ใช้งานในหนึ่งปี (เช่น 365 วัน)
- หาปริมาณน้ำมันที่ใช้ต่อปี: นำระยะทางต่อปี (จากข้อ 1) มาหารด้วยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันของรถ (กม./ลิตร)
- คำนวณค่าใช้จ่ายต่อปี: นำปริมาณน้ำมันที่ใช้ (จากข้อ 2) มาคูณด้วยราคาน้ำมันเฉลี่ยต่อลิตร
ตัวอย่าง:
– ขับขี่วันละ 40 กม. → 40 * 365 = 14,600 กม./ปี
– รถมอเตอร์ไซค์มีอัตราสิ้นเปลือง 40 กม./ลิตร → 14,600 / 40 = 365 ลิตร/ปี
– ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 38 บาท/ลิตร → 365 * 38 = 13,870 บาท/ปี
ขั้นตอนที่ 2: ประเมินค่าไฟฟ้าสำหรับ E-Bike ต่อปี
ต่อไปเป็นการคำนวณค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสำหรับ E-Bike ในระยะทางที่เท่ากัน
- หาพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ต่อปี (หน่วย kWh): นำระยะทางต่อปี มาคูณด้วยอัตราสิ้นเปลืองพลังงานของ E-Bike (Wh/km) แล้วหารด้วย 1,000 เพื่อแปลงเป็นหน่วย kWh (ยูนิต)
- คำนวณค่าไฟฟ้าต่อปี: นำพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ (จากข้อ 1) มาคูณด้วยอัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วย (บาท/kWh)
ตัวอย่าง:
– ระยะทาง 14,600 กม./ปี
– E-Bike มีอัตราสิ้นเปลือง 25 Wh/km → (14,600 * 25) / 1000 = 365 kWh/ปี
– อัตราค่าไฟฟ้าบ้านเฉลี่ย 4.5 บาท/หน่วย → 365 * 4.5 = 1,642.50 บาท/ปี
ขั้นตอนที่ 3: สรุปส่วนต่างและเงินที่ประหยัดได้
นำค่าใช้จ่ายของทั้งสองประเภทมาลบกันเพื่อหาเงินที่ประหยัดได้
ตัวอย่าง:
– ค่าใช้จ่ายน้ำมันต่อปี: 13,870 บาท
– ค่าใช้จ่ายไฟฟ้าต่อปี: 1,642.50 บาท
– เงินที่ประหยัดได้ต่อปี: 13,870 – 1,642.50 = 12,227.50 บาท
การคำนวณตามขั้นตอนข้างต้นจะให้ตัวเลขที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด และเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการตัดสินใจว่าการลงทุนซื้อ E-Bike นั้นคุ้มค่ากับรูปแบบการใช้ชีวิตของตนเองหรือไม่
สรุป: E-Bike คุ้มไหมและเหมาะกับใคร?
คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า “ขี่ E-Bike 1 ปี ประหยัดค่าน้ำมันได้กี่บาท?” นั้นไม่มีตัวเลขที่ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานและปัจจัยแวดล้อมของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลและการคำนวณสามารถสรุปได้ว่า จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) มีศักยภาพในการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยอาจประหยัดได้ตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลายหมื่นบาทต่อปี
E-Bike ถือเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางเป็นประจำทุกวันในระยะทางปานกลางถึงไกล, ผู้ที่ประกอบอาชีพที่ต้องใช้รถจักรยานยนต์เป็นเครื่องมือหลัก และผู้ที่ต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายรายเดือนให้คงที่เพื่อรับมือกับความผันผวนของราคาน้ำมัน แม้จะมีต้นทุนเริ่มต้นที่ต้องพิจารณาและค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ในอนาคต แต่เมื่อหักลบกับค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและค่าบำรุงรักษาที่ลดลงในระยะยาว E-Bike ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเดินทางในยุคปัจจุบัน
หากการ `ลดค่าครองชีพ` และการ `ประหยัดค่าน้ำมัน` คือเป้าหมายหลัก การพิจารณาจักรยานไฟฟ้าคือทางเลือกที่ตอบโจทย์ สำหรับผู้ที่สนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับจักรยานไฟฟ้าประเภทต่างๆ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมที่จำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ทั้งสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการเดินทาง
สามารถติดต่อเพื่อรับคำปรึกษาและเลือกชมสินค้าได้ที่:
FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
LINE: https://line.me/R/ti/p/%40705dancc
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม: คลิกที่นี่
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
