จับเทียบ! E-Bike vs มอไซค์ ค่าใช้จ่าย 1 ปี ใครคุ้มกว่า?
- สรุปประเด็นสำคัญ: E-Bike ปะทะ มอเตอร์ไซค์
- บทนำสู่ยุคแห่งการเดินทางด้วยไฟฟ้า
- ยกที่ 1: เปรียบเทียบราคาเริ่มต้น ใครเข้าถึงง่ายกว่า?
- ยกที่ 2: วิเคราะห์ค่าใช้จ่ายตลอด 1 ปี หมัดต่อหมัด
- ตารางเปรียบเทียบภาพรวมสเปคและสมรรถนะ
- ยกที่ 3: การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ใครตอบโจทย์กว่า?
- คำแนะนำเพิ่มเติม: การเลือกซื้อรถมือสอง
- บทสรุป: E-Bike หรือ มอเตอร์ไซค์ พาหนะที่ใช่สำหรับคุณ
- ค้นหาพาหนะไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
การตัดสินใจเลือกระหว่างจักรยานไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์กลายเป็นโจทย์สำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการพาหนะส่วนตัวที่ประหยัดและคล่องตัวในยุคปัจจุบัน บทความนี้จะทำการ จับเทียบ! E-Bike vs มอไซค์ ค่าใช้จ่าย 1 ปี ใครคุ้มกว่า? โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในทุกมิติ ตั้งแต่ราคาเริ่มต้น ค่าพลังงาน ค่าบำรุงรักษา ไปจนถึงค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าพาหนะชนิดใดคือคำตอบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเดินทางในเมือง
สรุปประเด็นสำคัญ: E-Bike ปะทะ มอเตอร์ไซค์
- ความคุ้มค่าด้านค่าใช้จ่ายรวม: สำหรับการใช้งานในเมืองระยะสั้นถึงปานกลาง จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) มีความคุ้มค่าสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญในรอบ 1 ปี เนื่องจากค่าพลังงาน (ค่าไฟ) ต่ำมาก ค่าบำรุงรักษาน้อย และไม่มีค่าใช้จ่ายด้านภาษีหรือการจดทะเบียน
- ราคาเริ่มต้น: E-Bike มีราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายกว่ามาก โดยมีราคาอยู่ในช่วงหนึ่งถึงสามหมื่นบาท ในขณะที่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามีราคาสูงกว่า เริ่มต้นที่สามหมื่นกว่าบาทไปจนถึงหลักแสนบาทสำหรับรุ่นที่มีสมรรถนะสูง
- สมรรถนะและการใช้งาน: มอเตอร์ไซค์ให้สมรรถนะด้านความเร็วและระยะทางที่เหนือกว่า เหมาะสำหรับการเดินทางไกลหรือต้องการความเร็วในการเดินทาง ในขณะที่ E-Bike โดดเด่นด้านความคล่องตัวในพื้นที่จำกัด การจอดที่สะดวก และความยืดหยุ่นในการใช้งานได้หลายรูปแบบ (ปั่น, บิด, หรือใช้ระบบช่วยปั่น)
- ค่าใช้จ่ายแฝง: E-Bike แทบไม่มีค่าใช้จ่ายแฝง ในทางกลับกัน มอเตอร์ไซค์ (ทั้งแบบไฟฟ้าและน้ำมัน) มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าจดทะเบียน, ค่าภาษีประจำปี (พ.ร.บ.), และอาจมีค่าประกันภัยภาคสมัครใจ รวมถึงค่าบำรุงรักษาตามระยะทางที่สูงกว่า
บทนำสู่ยุคแห่งการเดินทางด้วยไฟฟ้า
ณ วันที่ 8 มกราคม 2026 กระแสความนิยมในยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคล (Personal Electric Vehicle) ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ปัจจัยหลักมาจากการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ความผันผวนของราคาพลังงานเชื้อเพลิง และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้ยานพาหนะไฟฟ้ามีประสิทธิภาพและเข้าถึงง่ายมากขึ้น ผู้คนในเขตเมือง โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานและนักศึกษาที่ต้องการพาหนะสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน จึงเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่นอกเหนือจากรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ที่ใช้น้ำมันแบบดั้งเดิม
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าได้กลายเป็นสองตัวเลือกหลักที่ได้รับความสนใจ แต่ด้วยลักษณะการใช้งาน ราคา และโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ระหว่างสองตัวเลือกนี้ แบบไหนให้ความคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่ากัน การวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายตลอด 1 ปีจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และงบประมาณของตนเองมากที่สุด
ยกที่ 1: เปรียบเทียบราคาเริ่มต้น ใครเข้าถึงง่ายกว่า?
ด่านแรกของการเป็นเจ้าของพาหนะคือ “ราคาซื้อ” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคส่วนใหญ่ ในหมวดหมู่นี้ จักรยานไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): ตัวเลือกสุดประหยัด
E-Bike ถือเป็นตัวเลือกที่มีราคาเริ่มต้นที่เป็นมิตรต่อผู้บริโภคอย่างมาก โดยกลุ่มราคาสำหรับรุ่นยอดนิยมในตลาดประเทศไทยช่วงปี 2023-2027 จะอยู่ในช่วงประมาณ 13,990 บาท ถึง 29,400 บาท
- รุ่นเริ่มต้น: ในระดับราคาประมาณ 13,990 บาท มักเป็นรุ่นที่มีมอเตอร์ขนาด 350W ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน สามารถทำความเร็วได้ไม่สูงมากนัก และมีระยะทางวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้งประมาณ 65 กิโลเมตร เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่ใช้เดินทางในระยะทางสั้นๆ ภายในหมู่บ้านหรือชุมชน
- รุ่นระดับกลางถึงสูง: ในช่วงราคาสองหมื่นบาทขึ้นไป จะพบ E-Bike ที่มีฟังก์ชันเพิ่มเติม เช่น รุ่น 3 ล้อที่ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุหรือผู้ที่ต้องการความมั่นคงในการขับขี่เป็นพิเศษ ซึ่งมาพร้อมกับตะกร้าใส่ของขนาดใหญ่ เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน
ปัจจัยที่ทำให้ E-Bike มีราคาไม่สูงนัก มาจากโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อน ใช้ชิ้นส่วนคล้ายคลึงกับจักรยานทั่วไป มีมอเตอร์และแบตเตอรี่ขนาดไม่ใหญ่มาก และไม่มีข้อกำหนดทางกฎหมายที่ต้องติดตั้งอุปกรณ์เพื่อการจดทะเบียน ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า
มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า: สมรรถนะที่มาพร้อมราคา
ในทางกลับกัน มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าถูกวางตำแหน่งให้เป็นยานพาหนะที่มีสมรรถนะสูงกว่า จึงมีโครงสร้างราคาที่สูงขึ้นตามไปด้วย โดยราคาเริ่มต้นสำหรับรุ่นที่สามารถจดทะเบียนได้จะอยู่ที่ประมาณ 34,900 บาท และอาจสูงไปถึง 167,000 บาท หรือมากกว่าสำหรับรุ่นพรีเมียม
- รุ่นเริ่มต้น: ด้วยงบประมาณ 34,900 – 49,900 บาท จะได้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มีกำลังมอเตอร์ตั้งแต่ 500W ถึง 2000W สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 40-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีระยะทางวิ่ง 80-120 กิโลเมตรต่อการชาร์จ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เดินทางไปทำงานข้ามเขต หรือต้องการความเร็วในการเดินทางที่ทัดเทียมกับมอเตอร์ไซค์น้ำมันขนาดเล็ก
- รุ่นสมรรถนะสูง: สำหรับรุ่นที่มีราคาสูงกว่าหนึ่งแสนบาท จะมาพร้อมกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ทันสมัย มอเตอร์กำลังสูงที่ให้ความเร็วเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และระยะทางวิ่งที่ไกลถึง 140 กิโลเมตรขึ้นไปต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตอบโจทย์ผู้ที่เดินทางไกลเป็นประจำ
ราคาที่สูงขึ้นของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสะท้อนถึงต้นทุนของส่วนประกอบที่มีคุณภาพสูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ความจุสูง, มอเตอร์ที่ทรงพลัง, โครงสร้างตัวถังที่แข็งแรง, ระบบเบรกและช่วงล่างที่ต้องรองรับความเร็วสูง รวมถึงอุปกรณ์ส่วนควบต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการจดทะเบียนตามกฎหมาย
ยกที่ 2: วิเคราะห์ค่าใช้จ่ายตลอด 1 ปี หมัดต่อหมัด
หลังจากพิจารณาค่าใช้จ่ายเริ่มต้นแล้ว ขั้นต่อไปคือการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Running Costs) ตลอดระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความคุ้มค่าในระยะยาวที่แท้จริง โดยจะทำการคำนวณจากสมมติฐานการใช้งานเฉลี่ยที่ 30 กิโลเมตรต่อวัน หรือเท่ากับ 10,950 กิโลเมตรต่อปี
ค่าพลังงาน: ค่าไฟ vs. ค่าน้ำมัน
ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานคือความแตกต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดระหว่างพาหนะไฟฟ้าและพาหนะที่ใช้น้ำมัน
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): มีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ต่ำอย่างน่าทึ่ง โดยเฉลี่ยแล้ว การชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มหนึ่งครั้งจะมีค่าไฟฟ้าประมาณ 5 บาท สามารถวิ่งได้ระยะทางราว 60 กิโลเมตร เมื่อคำนวณจากการใช้งาน 10,950 กิโลเมตรต่อปี จะต้องชาร์จประมาณ 182-183 ครั้ง คิดเป็นค่าไฟฟ้าทั้งปีเพียง ประมาณ 910 บาท เท่านั้น
- มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า: แม้จะใช้ไฟฟ้าเช่นกัน แต่บางรุ่นที่มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ อาจมีค่าไฟต่อการชาร์จสูงกว่าเล็กน้อย จุดเปลี่ยนสำคัญคือโมเดลธุรกิจของผู้ผลิตบางรายที่ให้บริการ “เช่าแบตเตอรี่” หรือ “สลับแบตเตอรี่” ซึ่งมีค่าบริการรายเดือน เช่น เดือนละ 699 บาท เมื่อรวมค่าใช้จ่ายตลอดทั้งปีจะอยู่ที่ 8,388 บาท ซึ่งสูงกว่าค่าชาร์จไฟของ E-Bike ที่บ้านอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็แลกมากับความสะดวกที่ไม่ต้องรอชาร์จเอง
- มอเตอร์ไซค์น้ำมัน (เพื่อการเปรียบเทียบ): หากเปรียบเทียบกับมอเตอร์ไซค์น้ำมันทั่วไปที่มีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 40 กิโลเมตรต่อลิตร การเดินทาง 10,950 กิโลเมตร จะต้องใช้น้ำมันประมาณ 274 ลิตร หากราคาน้ำมันอยู่ที่ลิตรละ 35 บาท ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงต่อปีจะสูงถึง ประมาณ 9,590 บาท
ค่าบำรุงรักษา: ความจุกจิกที่แตกต่าง
ค่าบำรุงรักษาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ E-Bike มีความได้เปรียบอย่างชัดเจน
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): ระบบขับเคลื่อนของ E-Bike มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวน้อยมาก ทำให้ค่าบำรุงรักษาต่ำอย่างยิ่ง ไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง, หัวเทียน, หรือไส้กรองใดๆ การบำรุงรักษาส่วนใหญ่จะเหมือนกับจักรยานทั่วไป เช่น การตรวจเช็กระบบเบรก, ยาง, และโซ่ ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ตลอดทั้งปีอาจอยู่ที่ ไม่เกิน 2,000 บาท (หากไม่มีการเปลี่ยนชิ้นส่วนใหญ่)
- มอเตอร์ไซค์ (ไฟฟ้าและน้ำมัน): มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามีค่าบำรุงรักษาต่ำกว่ามอเตอร์ไซค์น้ำมัน แต่ยังคงสูงกว่า E-Bike เนื่องจากมีระบบช่วงล่างและระบบเบรกที่ซับซ้อนกว่า ส่วนมอเตอร์ไซค์น้ำมันมีค่าบำรุงรักษาตามระยะทางที่ชัดเจน เช่น การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกๆ 3,000-4,000 กิโลเมตร, การตรวจเช็กหัวเทียน, ไส้กรองอากาศ ซึ่งรวมแล้วอาจมีค่าใช้จ่ายต่อปีอยู่ที่ 5,000 – 15,000 บาท ขึ้นอยู่กับรุ่นและศูนย์บริการ
ค่าใช้จ่ายแฝง: ภาษี, พ.ร.บ., และค่าจอด
ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นสิ่งที่ผู้ใช้ E-Bike ไม่ต้องกังวล
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): เนื่องจากไม่เข้าข่ายเป็นรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ จึงไม่ต้องจดทะเบียน ไม่ต้องเสียภาษีประจำปี และไม่ต้องทำ พ.ร.บ. นอกจากนี้ยังมีความยืดหยุ่นในการจอด สามารถจอดในพื้นที่สำหรับจักรยานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
- มอเตอร์ไซค์ (ไฟฟ้าและน้ำมัน): มอเตอร์ไซค์ที่สามารถจดทะเบียนได้ (ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน) มีภาระผูกพันทางกฎหมายที่ต้องชำระภาษีรถประจำปีและทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทุกปี นอกจากนี้ ในบางพื้นที่อาจมีค่าจอดรถสำหรับมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเป็นต้นทุนเพิ่มเติมที่ต้องพิจารณา
ตารางเปรียบเทียบภาพรวมสเปคและสมรรถนะ
| ด้านเปรียบเทียบ | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) | มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า |
|---|---|---|
| ราคาซื้อเริ่มต้น | 14,000 – 30,000 บาท | 35,000 – 170,000 บาท |
| ระยะทางต่อการชาร์จ | 30 – 65 กิโลเมตร | 60 – 140+ กิโลเมตร |
| ความเร็วสูงสุด | 35 – 40 กิโลเมตร/ชั่วโมง | 40 – 107+ กิโลเมตร/ชั่วโมง |
| ระยะเวลาชาร์จ | 4 – 10 ชั่วโมง (ชาร์จที่บ้าน) | 4 – 8 ชั่วโมง (ชาร์จที่บ้าน/สถานี) |
| ค่าใช้จ่ายพลังงานต่อปี (โดยประมาณ) | ~ 910 บาท | ~ 1,500 บาท (ชาร์จบ้าน) หรือ ~ 8,400 บาท (เช่าแบตฯ) |
| ค่าบำรุงรักษาต่อปี (โดยประมาณ) | ต่ำมาก (< 2,000 บาท) | ปานกลาง (5,000 – 15,000 บาท) |
| การจดทะเบียน/ภาษี | ไม่ต้องมี | จำเป็นต้องมี |
ยกที่ 3: การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ใครตอบโจทย์กว่า?
นอกเหนือจากตัวเลขค่าใช้จ่ายแล้ว ประสบการณ์และความเหมาะสมในการใช้งานจริงก็เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ
ข้อได้เปรียบของ E-Bike: ความคล่องตัวและยืดหยุ่น
E-Bike ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานในเมืองอย่างแท้จริง จุดเด่นที่สำคัญคือความสามารถในการใช้งานได้ 3 รูปแบบ:
- โหมดปั่นปกติ: ใช้งานเหมือนจักรยานทั่วไป เหมาะสำหรับการออกกำลังกายหรือเมื่อแบตเตอรี่หมด
- โหมดช่วยปั่น (Pedal-Assist): มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงานเพื่อช่วยผ่อนแรงในขณะที่ผู้ขับขี่ออกแรงปั่น ทำให้สามารถเดินทางได้ไกลขึ้นและเหนื่อยน้อยลง เหมาะกับการปั่นขึ้นทางชัน
- โหมดบิดคันเร่ง (Throttle): ใช้งานเหมือนมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็ก โดยใช้การบิดคันเร่งเพื่อให้รถเคลื่อนที่โดยไม่ต้องปั่น
ความยืดหยุ่นนี้ทำให้ E-Bike ตอบโจทย์การเดินทางระยะใกล้ถึงปานกลาง (2-60 กม./วัน) ได้เป็นอย่างดี สามารถซอกแซกไปตามการจราจรที่หนาแน่นได้ง่าย หาที่จอดสะดวก และค่าซ่อมบำรุงที่ต่ำทำให้สบายใจในการใช้งานระยะยาว นอกจากนี้ E-Bike ส่วนใหญ่ยังออกแบบมาให้สามารถซ้อนท้ายได้ 1 คน ทำให้มีความอเนกประสงค์มากขึ้น
จุดเด่นของมอเตอร์ไซค์: ความเร็ว, ระยะทาง และบริการหลังการขาย
สำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะที่สูงขึ้น มอเตอร์ไซค์ยังคงเป็นตัวเลือกที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน ด้วยความเร็วสูงสุดที่สามารถทำได้ตั้งแต่ 70-107 กม./ชม. และระยะทางที่วิ่งได้ไกลกว่า 120 กิโลเมตรต่อการชาร์จ ทำให้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสามารถใช้เดินทางข้ามเมืองหรือบนถนนใหญ่ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยกว่า
อีกหนึ่งข้อได้เปรียบที่สำคัญคือโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการหลังการขาย ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแบรนด์ใหญ่มักจะมีศูนย์บริการที่ครอบคลุม เช่น บางแบรนด์มีศูนย์บริการมากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ทำให้การซ่อมบำรุงหรือการหาอะไหล่ทำได้ง่ายและน่าเชื่อถือกว่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องใช้รถเป็นประจำทุกวัน
คำแนะนำเพิ่มเติม: การเลือกซื้อรถมือสอง
สำหรับผู้ที่พิจารณาพาหนะไฟฟ้ามือสองเพื่อความประหยัดยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องตรวจสอบคือ “สุขภาพของแบตเตอรี่” เนื่องจากเป็นชิ้นส่วนที่มีราคาสูงที่สุดและมีการเสื่อมสภาพตามการใช้งาน ควรสอบถามอายุการใช้งานและทดลองขับเพื่อประเมินระยะทางที่วิ่งได้จริง นอกจากนี้ การเลือกซื้อจากแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักและมีศูนย์บริการจะช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาวได้
บทสรุป: E-Bike หรือ มอเตอร์ไซค์ พาหนะที่ใช่สำหรับคุณ
หลังจากการ จับเทียบ! E-Bike vs มอไซค์ ค่าใช้จ่าย 1 ปี ใครคุ้มกว่า? สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่า หากรูปแบบการใช้งานหลักคือการเดินทางในเมืองระยะทางไม่ไกลนัก เน้นความประหยัดสูงสุด และความคล่องตัว จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) คือผู้ชนะที่ undisputed ด้วยค่าใช้จ่ายรวมต่อปีที่ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากค่าพลังงานที่น้อยนิด ค่าบำรุงรักษาที่ต่ำ และการไม่มีภาระด้านภาษีและการจดทะเบียน
อย่างไรก็ตาม หากความต้องการในการเดินทางครอบคลุมระยะทางที่ไกลขึ้น ต้องการความเร็วเพื่อสัญจรบนถนนสายหลัก หรือให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายจากเครือข่ายศูนย์บริการที่ครอบคลุม มอเตอร์ไซค์ (ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน) ก็ยังคงเป็นคำตอบที่เหมาะสมกว่า แม้จะต้องแลกมากับค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของที่สูงขึ้น การตัดสินใจสุดท้ายจึงขึ้นอยู่กับการประเมินความต้องการ งบประมาณ และไลฟ์สไตล์การเดินทางของแต่ละบุคคล
ค้นหาพาหนะไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่มีคุณภาพและออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทาง สามารถเยี่ยมชมและเลือกซื้อได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าครบวงจร
สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
FACEBOOK PAGE
LINE
หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000

