E-Bike vs มอเตอร์ไซค์: ค่าใช้จ่ายแฝงที่ต้องรู้ก่อนซื้อ
- ทำไมการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายจึงสำคัญ
- เจาะลึกต้นทุนเริ่มต้น: ราคาซื้อครั้งแรก
- เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายแฝงและรายจ่ายประจำแบบหมัดต่อหมัด
- วิเคราะห์ค่าใช้จ่ายรวมในระยะยาว (Total Cost of Ownership)
- ปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณานอกเหนือจากเรื่องเงิน
- บทสรุป: E-Bike หรือ มอเตอร์ไซค์ ตัวเลือกไหนที่ใช่สำหรับคุณ
- ค้นหาจักรยานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณ
การเลือกรถสองล้อคู่ใจระหว่างจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และมอเตอร์ไซค์ ไม่ได้จบลงแค่ที่ราคาซื้อขาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายแฝงมากมายที่อาจส่งผลต่อสถานะทางการเงินในระยะยาว การทำความเข้าใจต้นทุนรวมทั้งหมดจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการตัดสินใจที่คุ้มค่าที่สุด
สรุปประเด็นสำคัญ
- ต้นทุนรวมต่ำกว่า: จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) มีต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership) ตลอดระยะเวลา 5 ปี ต่ำกว่ามอเตอร์ไซค์อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากค่าบำรุงรักษา ค่าพลังงาน และค่าใช้จ่ายด้านกฎหมายที่น้อยกว่า
- ค่าใช้จ่ายแฝงของมอเตอร์ไซค์: มอเตอร์ไซค์มีค่าใช้จ่ายแฝงที่สูงกว่า ทั้งค่าประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) และประกันภัยภาคสมัครใจ ค่าจดทะเบียนและภาษีประจำปี รวมถึงค่าบำรุงรักษาตามระยะทาง เช่น การเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ซึ่งไม่มีใน E-Bike
- ความคล่องตัวด้านกฎระเบียบ: E-Bike ส่วนใหญ่ไม่ต้องจดทะเบียน และผู้ขับขี่ไม่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการดำเนินการด้านเอกสาร ต่างจากมอเตอร์ไซค์ที่ต้องมีครบถ้วนตามกฎหมาย
- การใช้งานที่แตกต่าง: การตัดสินใจเลือกระหว่าง E-Bike และมอเตอร์ไซค์ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก โดย E-Bike เหมาะสมอย่างยิ่งกับการเดินทางในเมืองระยะสั้นถึงปานกลาง ขณะที่มอเตอร์ไซค์ตอบโจทย์การเดินทางไกลที่ต้องการความเร็วสูง
การพิจารณาซื้อยานพาหนะสองล้อส่วนบุคคลมักเริ่มต้นจากการเปรียบเทียบราคาน้ำมันกับค่าไฟฟ้า แต่การวิเคราะห์เชิงลึกในหัวข้อ E-Bike vs มอเตอร์ไซค์: ค่าใช้จ่ายแฝงที่ต้องรู้ก่อนซื้อ จะเผยให้เห็นว่าต้นทุนที่แท้จริงนั้นซับซ้อนกว่าที่คิด ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การบำรุงรักษา ประกันภัย ไปจนถึงข้อบังคับทางกฎหมาย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายโดยรวมตลอดอายุการใช้งานของยานพาหนะแต่ละประเภท การทำความเข้าใจองค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถประเมินความคุ้มค่าและเลือกยานพาหนะที่สอดคล้องกับงบประมาณและรูปแบบการใช้ชีวิตได้อย่างแม่นยำ
ทำไมการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายจึงสำคัญ
ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ที่มีมูลค่าอย่างยานพาหนะจำเป็นต้องผ่านการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนวัยทำงานในเมืองที่ต้องการความคล่องตัวในการเดินทาง การเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่าง E-Bike และมอเตอร์ไซค์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการมองข้ามราคาซื้อขายเบื้องต้นไปสู่ “ต้นทุนการเป็นเจ้าของที่แท้จริง” (Total Cost of Ownership) ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ผู้ซื้อจะต้องแบกรับไปอีกหลายปี
การวิเคราะห์นี้ไม่ได้เป็นประโยชน์แค่สำหรับผู้ที่กำลังมองหายานพาหนะคันแรก แต่ยังรวมถึงผู้ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำวัน การเปลี่ยนจากรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ที่ใช้น้ำมันมาเป็น E-Bike อาจช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าแค่ค่าน้ำมัน การทำความเข้าใจความแตกต่างของค่าบำรุงรักษา ค่าประกันภัย ค่าภาษี และค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ๆ จะช่วยให้สามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดในอนาคต ทำให้การลงทุนในยานพาหนะครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและยั่งยืนอย่างแท้จริง
เจาะลึกต้นทุนเริ่มต้น: ราคาซื้อครั้งแรก
ด่านแรกของการตัดสินใจคือราคาซื้อ ซึ่งเป็นจำนวนเงินก้อนแรกที่ต้องจ่ายเพื่อเป็นเจ้าของยานพาหนะ แม้ว่าราคาเริ่มต้นอาจดูเป็นปัจจัยที่ชัดเจนที่สุด แต่ก็มีความหลากหลายอย่างมากในยานพาหนะทั้งสองประเภท ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ รุ่น ประสิทธิภาพ และเทคโนโลยีที่ติดตั้งมาด้วย
ราคาของ E-Bike
จักรยานไฟฟ้ามีช่วงราคาที่กว้างมาก เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ผู้ที่ใช้งานในชีวิตประจำวันไปจนถึงผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่แบบผจญภัย โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้ดังนี้:
- รุ่นพื้นฐานสำหรับการใช้งานในเมือง: มีราคาเริ่มต้นประมาณ 28,000 บาท ถึง 105,000 บาท (เทียบจาก $800–$3,000) รุ่นเหล่านี้มักจะเน้นความสะดวกสบายในการขับขี่ระยะสั้น มีมอเตอร์ขนาดไม่ใหญ่มาก และแบตเตอรี่ที่เพียงพอต่อการเดินทางไป-กลับในเมือง
- รุ่นระดับกลางและพรีเมียม: ราคาอาจขยับขึ้นไปอยู่ที่ 105,000 บาท ถึง 210,000 บาท (เทียบจาก $3,000–$6,000) หรือสูงกว่านั้นสำหรับรุ่นเฉพาะทาง จักรยานในกลุ่มนี้มักมาพร้อมกับมอเตอร์ที่ทรงพลังกว่า แบตเตอรี่ความจุสูงที่ให้ระยะทางไกลขึ้น ระบบเบรกและเกียร์คุณภาพสูง รวมถึงโครงสร้างที่แข็งแรงทนทานกว่า
- รุ่นสมรรถนะสูง: สำหรับจักรยานไฟฟ้าเสือภูเขา (E-MTB) หรือจักรยานไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ราคาอาจสูงถึง 420,000 บาท (เทียบจาก $12,000) หรือมากกว่านั้น
จะเห็นได้ว่าราคาของ E-Bike มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้ผู้ซื้อสามารถเลือกรุ่นที่เหมาะสมกับงบประมาณและการใช้งานได้ง่าย
ราคาของมอเตอร์ไซค์
มอเตอร์ไซค์ ไม่ว่าจะเป็นแบบใช้น้ำมันหรือไฟฟ้า โดยทั่วไปมีราคาเริ่มต้นที่สูงกว่า E-Bike เนื่องจากโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่า เครื่องยนต์/มอเตอร์ที่มีกำลังสูงกว่า และต้องเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดกว่า
- มอเตอร์ไซค์ที่ใช้น้ำมัน: ราคาเริ่มต้นสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กในตลาดอาจอยู่ที่ประมาณ 50,000 บาทขึ้นไป และสำหรับรุ่นที่มีขนาดใหญ่ขึ้นหรือแบรนด์ยอดนิยม ราคาสามารถสูงถึงหลักแสนหรือหลายแสนบาทได้ (เทียบจาก $4,000–$30,000+)
- มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า: ในปัจจุบัน ตลาดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายังถือว่ามีตัวเลือกน้อยกว่าและมีราคาสูงกว่ามอเตอร์ไซค์น้ำมันในพิกัดเดียวกัน โดยราคาเริ่มต้นมักจะสูงกว่า E-Bike อย่างชัดเจน เนื่องจากต้องใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่และเทคโนโลยีมอเตอร์ที่ซับซ้อนกว่าเพื่อให้ได้ความเร็วและระยะทางเทียบเท่ามอเตอร์ไซค์ทั่วไป
โดยสรุปแล้ว ในแง่ของราคาซื้อเริ่มต้น E-Bike มักจะมีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าและมีตัวเลือกหลากหลายในงบประมาณที่ต่ำกว่ามอเตอร์ไซค์
เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายแฝงและรายจ่ายประจำแบบหมัดต่อหมัด
นอกเหนือจากราคาซื้อครั้งแรก ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดการใช้งานเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความคุ้มค่าในระยะยาว การเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายแฝงเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
| ประเด็นค่าใช้จ่าย | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) | มอเตอร์ไซค์ (น้ำมัน/ไฟฟ้า) |
|---|---|---|
| ค่าประกันภัยและ พ.ร.บ. | ไม่บังคับตามกฎหมายในประเทศไทยและส่วนใหญ่ของโลก สามารถเลือกซื้อประกันอุบัติเหตุเพิ่มเติมได้ | จำเป็นต้องมี ประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) และแนะนำให้ทำประกันภัยภาคสมัครใจเพิ่มเติม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายรายปีหลักพันบาทขึ้นไป |
| ค่าจดทะเบียนและภาษี | ไม่ต้องจดทะเบียนและไม่ต้องเสียภาษีประจำปี | จำเป็นต้องจดทะเบียน กับกรมการขนส่งทางบก และต้องเสียภาษีประจำปี (ประมาณ $50–$300 ต่อปีในต่างประเทศ) |
| ค่าบำรุงรักษา | ต่ำมาก (ประมาณ $100/ปี หรือ 3,500 บาท) ส่วนใหญ่เป็นค่าบำรุงรักษาทั่วไป เช่น ยาง, ผ้าเบรก, โซ่ ซึ่งสามารถทำได้ง่ายและค่าอะไหล่ไม่แพง | สูงกว่า (ประมาณ $500+/ปี หรือ 17,500 บาทขึ้นไป) ครอบคลุมการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง, หัวเทียน, ไส้กรอง, ยาง, ชุดเบรก ซึ่งมีราคาสูงกว่าและต้องเข้ารับบริการที่ศูนย์หรืออู่เฉพาะทาง |
| ค่าพลังงาน (ไฟฟ้า/น้ำมัน) | ประหยัดมาก ค่าไฟฟ้าในการชาร์จเต็มหนึ่งครั้งอยู่ที่หลักหน่วยบาทเท่านั้น (ประมาณ $0.10/ครั้ง) | สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ค่าเติมน้ำมันเต็มถังหนึ่งครั้งอยู่ที่หลายร้อยบาท ($10–$20/ครั้ง) ส่วนมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามีค่าชาร์จสูงกว่า E-Bike เนื่องจากแบตเตอรี่ขนาดใหญ่กว่า |
| ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ | ประมาณ 10,000–21,000 บาท ($300–$600) โดยมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 3–5 ปี | สูงมาก ตั้งแต่ 35,000 บาท ถึง 175,000 บาท ($1,000–$5,000) หรือมากกว่านั้น แต่อายุการใช้งานยาวนานกว่า (8–12 ปี) |
| อุปกรณ์ป้องกัน | แนะนำให้สวมหมวกกันน็อคสำหรับจักรยาน ซึ่งมีราคาไม่สูง | จำเป็นต้องสวมหมวกกันน็อค ที่ได้มาตรฐาน มอก. หรือ DOT รวมถึงอุปกรณ์ป้องกันอื่น ๆ เช่น เสื้อการ์ด, ถุงมือ, รองเท้า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายรวมหลักพันถึงหลักหมื่นบาท |
| ค่าจอดรถ | มีความยืดหยุ่นสูง สามารถจอดได้ในที่จอดจักรยานทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่มักจะฟรีหรือไม่เสียค่าใช้จ่าย | ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ อาจต้องเสียค่าจอดรถรายเดือน ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายสูง (ในบางเมืองใหญ่ของโลกอาจสูงถึง $400/เดือน) |
วิเคราะห์ค่าใช้จ่ายรวมในระยะยาว (Total Cost of Ownership)
เมื่อนำค่าใช้จ่ายทั้งหมดมารวมกันตลอดระยะเวลาการใช้งาน จะเห็นภาพความแตกต่างของต้นทุนรวมได้อย่างชัดเจน การคำนวณต้นทุนการเป็นเจ้าของ (TCO) เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการประเมินว่ายานพาหนะประเภทใดให้ความคุ้มค่าทางการเงินมากกว่ากันในระยะยาว
ภาพรวมค่าใช้จ่ายตลอด 5 ปี
จากข้อมูลการวิจัย สามารถสรุปตัวเลขประมาณการค่าใช้จ่ายรวมในระยะเวลา 5 ปีได้ดังนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมหาศาลระหว่าง E-Bike และมอเตอร์ไซค์ (โดยเฉพาะประเภทไฟฟ้าซึ่งมีต้นทุนเริ่มต้นสูง)
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike):
- ต้นทุนเริ่มต้น: ~$1,500
- ค่าไฟฟ้า: ~$250
- ค่าบำรุงรักษา: ~$1,000
- ค่าประกัน: $0
- รวม 5 ปี: ~$2,750 (ประมาณ 96,250 บาท)
- มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (E-Motorcycle):
- ต้นทุนเริ่มต้น: ~$5,000
- ค่าไฟฟ้า: ~$3,750
- ค่าบำรุงรักษา: ~$5,000
- ค่าประกัน: ~$3,000
- รวม 5 ปี: ~$16,750 (ประมาณ 586,250 บาท)
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้จะเปรียบเทียบกับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายด้านน้ำมัน แต่ต้นทุนรวมของ E-Bike ยังคงต่ำกว่าหลายเท่าตัว สาเหตุหลักมาจากค่าประกัน, ค่าบำรุงรักษา, และค่าแบตเตอรี่ที่ถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ในระยะยาว E-Bike มีต้นทุนต่ำกว่ามอเตอร์ไซค์หลายเท่า โดยเฉพาะเมื่อรวมค่าประกัน ค่าเชื้อเพลิง/ค่าไฟ ค่าบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ เข้าไว้ด้วยกัน การเลือก E-Bike สำหรับการใช้งานในเมืองจึงเป็นการลงทุนที่ให้ความคุ้มค่าทางการเงินสูงกว่าอย่างชัดเจน
ปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณานอกเหนือจากเรื่องเงิน
การตัดสินใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความสะดวกสบาย ความเหมาะสมกับการใช้งาน และข้อกำหนดทางกฎหมาย ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลต่อประสบการณ์การขับขี่ในชีวิตประจำวัน
การจดทะเบียนและใบอนุญาตขับขี่
นี่คือหนึ่งในความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างยานพาหนะทั้งสองประเภท E-Bike ให้ความสะดวกและลดขั้นตอนทางเอกสารได้อย่างมาก เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก และผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งหมายถึงการประหยัดทั้งเงินและเวลา ในทางกลับกัน มอเตอร์ไซค์ทุกประเภท (ทั้งน้ำมันและไฟฟ้า) ถือเป็นยานพาหนะที่ต้องจดทะเบียน มีป้ายทะเบียน เสียภาษีประจำปี และผู้ขับขี่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ความสะดวกในการซ่อมบำรุง
ความง่ายในการหาอะไหล่และช่างซ่อมเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ควรพิจารณา E-Bike มีข้อได้เปรียบในเรื่องนี้ เนื่องจากชิ้นส่วนหลายอย่าง เช่น ยาง เบรก โซ่ และชุดเกียร์ เป็นชิ้นส่วนมาตรฐานเดียวกับจักรยานทั่วไป ทำให้สามารถหาซื้ออะไหล่และเข้ารับบริการซ่อมจากร้านจักรยานทั่วไปได้ง่าย ส่วนประกอบทางไฟฟ้า เช่น มอเตอร์และแบตเตอรี่ อาจต้องการช่างที่เชี่ยวชาญกว่า แต่ก็ยังหาได้ไม่ยากนัก ในขณะที่มอเตอร์ไซค์ โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ มักต้องใช้ชิ้นส่วนเฉพาะและช่างเทคนิคที่ผ่านการฝึกอบรมมาโดยเฉพาะ ซึ่งอาจมีศูนย์บริการจำกัดและค่าอะไหล่ที่สูงกว่า
ประสิทธิภาพ: ความเร็วและระยะทาง
ลักษณะการใช้งานเป็นตัวกำหนดว่ายานพาหนะประเภทใดจะเหมาะสมที่สุด มอเตอร์ไซค์ถูกออกแบบมาเพื่อการเดินทางที่ต้องการความเร็วสูงและระยะทางไกล สามารถใช้บนทางหลวงและเดินทางข้ามจังหวัดได้อย่างสะดวกสบาย ในขณะที่ E-Bike ถูกออกแบบมาเพื่อการเดินทางในเมืองเป็นหลัก เหมาะสำหรับการเดินทางระยะสั้นถึงปานกลาง (ประมาณ 25–50 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง) ด้วยความเร็วที่ไม่สูงมากนัก ช่วยให้การเดินทางในสภาพการจราจรที่หนาแน่นมีความคล่องตัวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า
ความปลอดภัยและอุปกรณ์ที่จำเป็น
ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการขับขี่ ด้วยความเร็วที่สูงกว่า มอเตอร์ไซค์จึงต้องการอุปกรณ์ป้องกันที่ครบครันและได้มาตรฐาน ผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายจำเป็นต้องสวมหมวกกันน็อคที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือมาตรฐานสากลเช่น DOT นอกจากนี้ยังแนะนำให้สวมใส่อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น เสื้อการ์ด ถุงมือ และรองเท้าหุ้มส้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นต้นทุนเพิ่มเติมที่ต้องพิจารณา สำหรับ E-Bike แม้ความเร็วจะไม่สูงเท่า แต่การสวมหมวกกันน็อคสำหรับจักรยานก็ยังเป็นสิ่งที่แนะนำอย่างยิ่งเพื่อความปลอดภัย ซึ่งโดยทั่วไปมีราคาที่ไม่สูงเท่าหมวกกันน็อคสำหรับมอเตอร์ไซค์
บทสรุป: E-Bike หรือ มอเตอร์ไซค์ ตัวเลือกไหนที่ใช่สำหรับคุณ
การตัดสินใจระหว่าง E-Bike vs มอเตอร์ไซค์ ไม่ได้มีคำตอบที่ถูกหรือผิด แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการ งบประมาณ และไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานแต่ละคน จากการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายแฝงทั้งหมด สามารถสรุปได้ว่า:
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) คือตัวเลือกที่โดดเด่นในด้านความประหยัดและความยืดหยุ่นสำหรับการเดินทางในเขตเมือง ด้วยต้นทุนเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายกว่าและค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของระยะยาวที่ต่ำกว่าอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการบำรุงรักษา ค่าพลังงาน ค่าประกัน และข้อบังคับทางกฎหมาย ทำให้ E-Bike เป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับผู้ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำวันและมองหาความคล่องตัวในการจราจรที่หนาแน่น
มอเตอร์ไซค์ ยังคงเป็นคำตอบสำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะสูง ความเร็ว และความสามารถในการเดินทางระยะไกล แม้จะต้องแลกมากับค่าใช้จ่ายโดยรวมที่สูงกว่า ทั้งราคาเริ่มต้น ค่าบำรุงรักษาตามระยะ ค่าเชื้อเพลิง ค่าประกันภัย และค่าอุปกรณ์ป้องกันที่จำเป็น มอเตอร์ไซค์จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ใช้งานบนถนนหลวงเป็นประจำ หรือผู้ที่มองหายานพาหนะเพื่อการท่องเที่ยวและการเดินทางที่ไกลกว่าการใช้งานในเมือง
ก่อนการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ควรประเมินลักษณะการใช้งานหลักของตนเอง คำนวณต้นทุนการเป็นเจ้าของทั้งหมด (Total Cost of Ownership) และพิจารณาปัจจัยเสริมต่าง ๆ เช่น ความสะดวกในการจอดรถและการซ่อมบำรุง เพื่อให้ได้ยานพาหนะสองล้อที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันและคุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุด
ค้นหาจักรยานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณ
สำหรับผู้ที่สนใจในความประหยัดและคล่องตัวของจักรยานไฟฟ้า ที่ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike หลากหลายประเภท ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการและทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในเมือง การออกกำลังกาย หรือการพักผ่อนหย่อนใจ สามารถเข้ามาเลือกชมและรับคำปรึกษาเพื่อค้นหายานพาหนะที่ใช่สำหรับคุณ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม หรือติดตามข่าวสารและโปรโมชันได้ทาง FACEBOOK PAGE และ LINE
